Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home Tourism Logistics Remarkable incidents จุดเปลี่ยนที่ทำให้เวียดนามจะแซงไทยไปอีกไกล
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















จุดเปลี่ยนที่ทำให้เวียดนามจะแซงไทยไปอีกไกล Print E-mail
Written by คมสัน สุริยะ   
Sunday, 28 December 2008 15:09

วันที่ผมเขียนเรื่องนี้อยู่คือวันที่บอลเวียดนามเป็นแชมป์ระดับอาเซียนครั้งแรกในประวัติศาสตร์เวียดนาม โดยเสมอกับไทยที่ฮานอย 1 ต่อ 1 เมื่อรวมสองนัดเราแพ้ 2 ต่อ 3 จากนัดแรกที่แพ้คาบ้านมา 1 ต่อ 2 ผมจะไม่เขียนต่อว่าทีมชาติไทยเพราะกีฬาก็คือกีฬา มีแพ้มีชนะ ผู้แพ้ไม่ได้แพ้ตลอดไป และผู้ชนะไม่ได้ชนะตลอดไป แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกเพื่อนคนไทยด้วยกันคือ วันนี้คือวันที่คนเวียดนามรอคอย วันที่ล้มไทยได้

เพื่อนผมชาวเวียดนามบอกกับผมเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วว่า คนเวียดนามคิดว่าตามไทยอยู่ประมาณ 20 ปี แปลว่าอะไรครับ แปลว่าหากทั้งสองประเทศมีการเติบโตเท่า ๆ กัน เวียดนามจะตามเราอยู่ห่าง ๆ ตลอดไป แต่ถ้าเวียดนามวิ่งเร็วกว่าก็น่าจะตามทันไทยได้ในปีที่ 20 เพื่อนผมคนเดิมบอกว่าเวียดนามมีความมุ่งมั่นที่จะตามไทยให้ทัน (และมุ่งมั่นจะแซงด้วย) โดยเริ่มแรกเวียดนามจะจัดซีเกมส์ และจะเอาชนะบอลไทยในซีเกมส์ให้ได้

ผลปรากฏว่าเวียดนามจัดซีเกมส์ได้จริง แต่บอลยังแพ้ไทยอยู่ วันนั้นเวียดนามก็เศร้ากันไปทั้งประเทศ แต่ต่อมาเมื่อเขาตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาบอลในประเทศอย่างจริงจังโดยการจัดการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งดึงชาวต่างชาติรวมทั้งคนไทยเข้าไปเป็นทั้งผู้เล่นและผู้ฝึกสอน ผลปรากฏว่ายังล้มลุกคลุกคลานมาอีกหลายปี บอลเวียดนามก็ยังแพ้ไทยอยู่ และไป ๆ มา ๆ ยังโดนเรื่องล้มบอลอีก กลายเป็นวิกฤติมากกว่าความรุ่งเรือง แต่กระนั้นความตั้งใจของเวียดนามก็ยังไม่จางหายไป การฝึกซ้อมอย่างหนักภายใต้โค้ชคนใหม่นามว่า เฮนริเก้ คาลิสโต ชาวโปรตุเกส ภายใต้ความเอาจริงเอาจังเรื่องการปราบปรามการล้มบอลทำให้เวียดนามแข็งแกร่งขึ้นมาก โดยเฉพาะการเล่นลูกกับพื้นและทักษะเฉพาะตัวของผู้เล่น
โดยปกติคนเวียดนามเกรงคนไทย ไม่ได้กลัวแต่เกรง เพราะว่าบอลเวียดนามไม่เคยชนะไทยเลย มันเหมือนข่มกันอยู่ในที แต่วันนี้วันที่เวียดนามพลิกกลับมาชนะไทยได้ในวินาทีสุดท้ายของการแข่งขัน บอลกลม ๆ ลูกนั้นที่ผู้เล่นเวียดนามหมายเลข 9 โหม่งเช็ดเข้าประตูไทยได้จะทำให้ความรู้สึกที่คนเวียดนามเคยเกรงคนไทยหายไป นี่คือจุดเปลี่ยนที่จะเปลี่ยนให้เวียดนามยิ่งวิ่งเร็วขึ้นและก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

เราคนไทยกลับมาตั้งคำถามกันดีกว่าว่าแล้วคนไทยมีอะไรดีกว่าเวียดนาม เราเคยถามคำถามนี้กับคนญี่ปุ่น แต่ก็เลิกไปเพราะถามไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นที่จะทำให้ไทยเหนือกว่าญี่ปุ่น เราก็ปล่อยญี่ปุ่นไปตามทางของเขา เราก็อยู่ส่วนเรา แล้วพวกญี่ปุ่นก็มาเที่ยวอาบอบนวดที่เมืองไทย ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เมืองไทย (ผ่านตัวแทน) แห่กันมาอยู่เมืองไทย แล้วมีไหมครับในทางกลับกันที่ไทยจะทำอย่างนั้นกับญี่ปุ่นได้บ้าง แทบจะไม่มีทาง

เราก็เปลี่ยนเป้าหมายใหม่เอาที่ใกล้ตัวหน่อยคือสิงคโปร์ เราก็กำลังถามคำถามเดียวกันนี้กับชาวสิงคโปร์อยู่ดี ๆ และยังไม่ได้คำตอบ ก็โดนฟ้าผ่าให้ต้องมาตั้งคำถามนี้กับชาวเวียดนามขึ้นมาในวันนี้ว่า คนไทยมีอะไรดีกว่าเวียดนาม คนไทยทำอะไรได้ดีกว่าเวียดนาม เราเรียนเก่งกว่าหรือ เราฉลาดกว่าหรือ เราเล่นกีฬาเก่งกว่าหรือ เรามีระบบการจัดการที่ดีกว่าหรือ เรามีเทคโนโลยีที่ดีกว่าหรือ เราทำสินค้าส่งออกได้ดีกว่าหรือ เราปั่นหุ้นได้เก่งกว่าหรือ เรามีความสงบเรียบร้อยภายในประเทศมากกว่าอย่างนั้นหรือ หรือเรายิ้มเก่งกว่าเท่านั้น

วันนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ชาวเวียดนามจะได้รับความรู้สึกของความเหนือกว่าคนไทย พวกเขาจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ เขาจะพยายามเอาชนะไทยทุกทาง ไม่เพียงแต่เรื่องกีฬา แต่ทั้งเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และสังคม คนไทยยังไม่ทันก้าวไปทันสิงคโปร์ก็โดนเวียดนามไล่หลังมาติด ๆ แล้ว ไม่มีอีกแล้วครับ 20 ปีที่เวียดนามตามหลังเรา ตอนนี้ถือว่าไทยกับเวียดนามเสมอกันแล้ว และไทยกำลังเริ่มล้าเพราะพิษการเมืองในประเทศและพิษเศรษฐกิจโลก  

มันถึงเวลาแล้วที่เราต้องค้นหาคำตอบที่ชัดเจนสำหรับตัวเราเองว่าเราเก่งด้านไหน ทำดีกว่าด้านไหน อะไรที่จะทำให้เราพอจะมีที่ยืนในเวทีโลก ไม่ใช่เพียงการขายฝันลม ๆ แล้ง ๆ เช่น บอลไทยจะไปบอลโลก หรือการเป็นหนึ่งทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของโลก แล้วเราจะต้องพัฒนาคนของเราอย่างจริงจังแล้ว ก่อนที่เราจะต้องปล่อยให้ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ และ เวียดนามไปตามทางของเขา และเราก็อยู่อย่างนี้ของเราต่อไป 

 

 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ