Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home Tourism Logistics Remarkable incidents ปิดสนามบินสุวรรณภูมิเส้นเลือดใหญ่โลจิสติกส์ท่องเที่ยวไทย
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















ปิดสนามบินสุวรรณภูมิเส้นเลือดใหญ่โลจิสติกส์ท่องเที่ยวไทย Print E-mail
สนามบินเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของระบบโลจิสติกส์การท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งเป็นสนามบินหลักของประเทศไทยที่สามารถรองรับนักเดินทางได้มากกว่า 30 ล้านคนต่อปี เมื่อสนามบินดังกล่าวถูกปิดโดยกลุ่มผู้ประท้วงทำให้ระบบโลจิสติกส์การท่องเที่ยวเกิดความชะงักงันขึ้นอย่างกะทันหัน บทความนี้ไม่ขอวิจารณ์ด้านการเมืองว่าใครผิดใครถูกอย่างไรในเรื่องการปิดสนามบิน เพราะบ้างก็ว่าคนไทยต้องยอมเจ็บตัวบ้างเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศ ในขณะที่อีกฝ่ายก็เป็นห่วงถึงความเสียหายที่มีต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่บทความนี้ต้องการนำเสนอวิธีการจัดการแก้ไขปัญหาของผู้ที่เกี่ยวข้องด้านการขนส่งนักท่องเที่ยว วีรกรรมการคลี่คลายปัญหาของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) สายการบินต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าและออกจากประเทศไทย ได้ตามต้องการ


 
เริ่มต้นจะได้เล่าถึงลำดับเหตุการณ์โดยภาพรวมของการปิดสนามบิน จากนั้นจะได้กล่าวถึงการคลี่คลายของปัญหาวันต่อวัน โดยเฉพาะความพยายามในการช่วยเหลือชาวไทยมุสลิมที่ต้องการจะเดินทางไปแสวงบุญที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอารเบีย ให้ทันตามกำหนดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจดจำในความพยายามแก้ไขปัญหาจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และผู้เขียนก็จะได้ติดตามเหตุการณ์ปิดสนามบินไปจนกว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดีเช่นกัน

1. ลำดับเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2551


   วันนี้ที่สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีการบรรยายพิเศษในภาคเช้า ผู้เขียนเป็นหนึ่งในวิทยากรบรรยายพร้อมกับศาสตราจารย์ชาวต่างชาติจากประเทศออสเตรีย ภาคบ่ายได้ส่งศาสตราจารย์เดินทางจากเชียงใหม่ไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ และได้เดินทางต่อไปยังกรุงนิวเดลีประเทศอินเดีย นับว่าศาสตราจารย์ท่านนั้นและผู้ติดตามโชคดีที่ไม่ติดอยู่ที่กรุงเทพฯ นอกจากนั้นมีเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งเดินทางด้วยรถทัวร์จากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ ตอนกลางคืนเพื่อเดินทางไปยังประเทศ สปป.ลาว ด้วยการบินลาวในวันรุ่งขึ้น โดยยังไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใหญ่ในประวัติศาสตร์กับสนามบินสุวรรณภูมิ

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2551


 ผู้ประท้วงกลุ่มแรกได้เดินทางมาจากสนามบินดอนเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว แล้วเริ่มเข้ามาใกล้อาคารผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิมากขึ้น จากนั้นในภาคบ่ายถึงเย็นมีผู้ประท้วงกลุ่มเล็ก ๆ เริ่มเข้าไปยังตัวอาคารผู้โดยสารขาออก (ชั้น 4) โดยอ้างว่าต้องการเข้าห้องน้ำ จากนั้นกลุ่มผู้ประท้วงได้เคลื่อนเข้ามาสมทบมากยิ่งขึ้นและปิดถนนที่จะขึ้นไปยังอาคารชั้น 4 (ขาออก) ทำให้ผู้โดยสารที่ต้องการจะเดินทางออกนอกประเทศต้องเดินลากกระเป๋าเข้ามายังอาคารเป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร
ประมาณก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อย สายการบินที่จะเดินทางไปยุโรปประกาศยกเลิกเที่ยวบินเพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย นักท่องเที่ยวที่เช็คอินเข้าไปแล้วและผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองแล้วไม่สามารถออกมาได้จากอาคารผู้โดยสารชั้นใน ในขณะที่ผู้โดยสารที่ยังไม่ได้เช็คอินไม่สามารถเช็คอินได้ เพราะสายการบินต่าง ๆ ประกาศหยุดการเช็คอิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างอยู่บริเวณเช็คอินเป็นจำนวนมาก
กลุ่มผู้ประท้วงไม่ได้ปิดถนนที่เชื่อมไปยังอาคารผู้โดยสารขาเข้า ทำให้เที่ยวบินขาเข้ายังคงลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิได้ แต่ในที่สุดช่องทางการจราจรก็ถูกปิดทั้งหมด ผู้โดยสารขาเข้าต้องออกจากสนามบินด้วยการลากกระเป๋าไปเป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตรเพื่อหารถแท็กซี่ไปส่งในตัวเมือง
โชคดียังเป็นของเจ้าหน้าที่ของสถาบันวิจัยสังคมที่เดินทางไปยังประเทศ สปป.ลาว เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เช้า  

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551


 ผู้โดยสารยังคงรออยู่ในอาคารผู้โดยสารขาออกเพื่อฟังการแจ้งข่าวของสายการบินต่าง ๆ แต่ปรากฎว่าหอบังคับการบินถูกกลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าไป จึงไม่สามารถอนุญาตให้เครื่องบินลำใดบินขึ้นหรือลงได้ สายการบินของอิหร่านที่จะมารับชาวไทยมุสลิมที่จะเดินทางไปแสวงบุญที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอารเบีย ไม่สามารถลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิได้ จึงไปลงยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย แทน ส่งผลให้มีชาวไทยมุสลิมต้องรออยู่ในอาคารผู้โดยสารหลายร้อยคนด้วยความหวังว่าจะสามารถเดินทางไปแสวงบุญได้ทันเวลา
 
สายการบินเริ่มจัดที่พักให้นักท่องเที่ยวที่ตกค้างทั้งหมดอย่างเป็นทางการ เริ่มมีรถเข้ามารับนักท่องเที่ยวเพื่อให้เดินทางออกจากสนามบินไปพักผ่อนยังโรงแรมที่จัดเตรียมไว้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประกาศจ่ายเงินเป็นค่าที่พักและอาหารแก่นักท่องเที่ยวที่ตกค้างคนละ 2,000 บาทต่อคนต่อวัน
 
เที่ยวบินขาเข้าหันไปลงจอดที่สนามบินดอนเมืองแทน แต่เนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำอยู่ที่ดอนเมือง ทำให้กว่าที่นักท่องเที่ยวจะออกจากดอนเมืองได้ก็ต้องใช้เวลานานมาก แต่ทางสนามบินก็ได้จัดรถบัสเพื่อรับส่งนักท่องเที่ยวอย่างไม่ขาดสาย

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2551


วันนี้กลุ่มผู้ประท้วงปิดสนามบินดอนเมืองอย่างเด็ดขาด ทำให้เที่ยวบินขาเข้าก็ไม่สามารถลงที่ดอนเมืองได้ เครื่องบินเหล่านั้นจึงต้องแวะลงที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ แทน บ้างก็ต้องไปลงที่ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติ ที่มีกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำอยู่
นายอนุรักษ์ วันแอเลาะ เลขาธิการสมาคมผู้ประกอบการกิจการฮัจญ์ พร้อมผู้ประกอบการฮัจญ์ประมาณ 10 คน เดินทางมายื่นหนังสือต่อนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจญ์แห่งประเทศไทย ขอให้ช่วยเหลือการเดินทางไปแสวงบุญของชาวไทยมุสลิม ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ ซึ่งประเทศซาอุดีอาระเบียกำหนดการเดินทางของผู้แสวงบุญจากทั่วโลก ซึ่งต้องเดินทางถึงประเทศซาอุดีอาระเบียในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ ในเวลา 24.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น แต่สถานการณ์ในประเทศไทยที่เกิดขึ้นขณะนี้ ส่งผลให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมจำนวนกว่า 2,000 คน ไม่สามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ในปีนี้ได้
 
ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางออกโดยยื่นขอเสนอ 3 ข้อ คือ

1. ขอให้เปิดสนามบินใดสนามบินหนึ่งเพื่อให้เครื่องบินส่งผู้แสวงบุญไปประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งผู้ประกอบการพร้อมจะอำนวยความสะดวกผู้แสวงบุญเดินทางไปขึ้นที่สนามบินนั้นๆ

2. ขอให้สายการบินไทยที่บินที่อยู่ต่างประเทศมารับผู้แสวงบุญไปซาอุดีอาระเบีย โดยสามารถนำตั๋วเครื่องบินเดิม หรือปรับเปลี่ยนออกเป็นตั๋วเครื่องบินใหม่ให้ และ

3.ขอให้ทางการซาอุดีอาระเบียเลื่อนเวลาปิดรับผู้แสวงบุญออกไปอีก 1-2 วัน เพื่อช่วยเหลือผู้แสวงบุญในสถานการณ์ฉุกเฉิน
 
สำหรับปีนี้ไทยได้รับการตอบรับจากทางการซาอุดีอาระเบียให้ผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ทั้งสิ้น 15,000 คน ซึ่งได้ทยอยเดินทางไปแล้วกว่า 13,000 คน ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม และยังตกค้างอยู่ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง และการปิดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ นอกจากนี้ ยังมีผู้แสวงบุญประเทศเพื่อนบ้านที่มาขอวีซ่า และขึ้นเครื่องที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ อีกกว่า 1,000 คน ประกอบด้วย กัมพูชา เวียดนาม และพม่า โดยผู้แสวงบุญทุกคนได้จ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พักไว้แล้วประมาณคนละ 40,000 บาท

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2551


วันนี้ผู้แสวงบุญยังคงต้องนอนที่สนามบินสุวรรณภูมิต่อไป เพราะไม่มีเครื่องบินลำใดมารับได้เลย ส่วนนักท่องเที่ยวเริ่มทยอยกันเดินทางไปยังสนามบินอู่ตะเภาเพื่อเดินทางด้วยเครื่องบินเท่าที่จะมีให้บริการ เที่ยวบินที่สามารถให้บริการได้มีประมาณร้อยละ 10 ของเที่ยวบินทั้งหมด คือ 45 เที่ยวบินจาก 450 เที่ยวที่ปกติเคยขึ้นลงที่สุวรรณภูมิ

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2551


เมื่ออุปกรณ์ด้านการปล่อยอากาศยาน เช่น รถลากจูงเครื่องบิน เริ่มเดินทางมาถึงท่าอากาศยานอู่ตะเภา ทำให้สามารถปล่อยเครื่องบินขึ้นได้มากถึง 100 กว่าเที่ยวบิน ทำให้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี บางประเทศส่งเครื่องบินทหารและเครื่องบินเช่าเหมาลำมารับคนประเทศของตน

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2551


สถานการณ์วันนี้สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองยังไม่สามารถให้บริการได้ แต่มีความพยายามที่จะปล่อยอากาศยานเปล่าจำนวน 88 ลำ ให้สามารถบินไปรับผู้โดยสารที่สนามบินอื่นได้

วันที่ 1 ธันวาคม 2551


สนามบินสุวรรณภูมิยังปิดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ากลุ่มผู้ประท้วงได้ละทิ้งทำเนียบรัฐบาลไปในเย็นนี้แล้วเพราะความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากการถูกยิงระเบิดเข้ากลางวงผู้ฟังการอภิปรายในคืนก่อน (มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 33 คน) แต่ก็เดินทางมาสมทบทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองในคืนนี้ ทำให้จำนวนผู้ชุมนุมที่สนามบินทั้งสองแห่งมีมากขึ้น อย่างไรก็ตามกลางดึกคืนนี้ปรากฎว่ามีการยิงลูกระเบิดเข้าไปในอาคารผู้โดยสารของสนามบินดอนเมือง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 22 คน ทั้ง ๆ ที่ช่วงหัวค่ำมีปรากฎการณ์พระจันทร์ยิ้มซึ่งช่วยให้บรรยากาศของทุกอย่างดีขึ้นได้มาก

วันที่ 2 ธันวาคม 2551


ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 9 ต่อ 0 ยุบพรรคพลังประชาชน มติ 9 ต่อ 0 ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย และมติ 8 ต่อ 1 ยุบพรรคชาติไทย ทำให้กลุ่มผู้ประท้วงประกาศว่าได้รับชัยชนะในการประท้วง พร้อมกับวโรกาสมหามงคลกำลังจะมาถึงในวันที่ 5 ธันวาคม กลุ่มผู้ประท้วงจึงประกาศยุติการชุมนุมทั้งหมด คืนนี้กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มเดินทางออกจากสนามบินบ้างแล้ว และมีรถคาร์โก้เริ่มเดินทางเข้ามายังสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเริ่มกิจการในวันรุ่งขึ้น

วันที่ 3 ธันวาคม 2551


องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (IKEO) องค์การ IATA องค์การ AOC ได้เข้ามาตรวจสอบสนามบินสุวรรณภูมิในเวลา 08.00 น. สนามบินเริ่มทำการตรวจสอบระบบการทำงานเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเปืดให้บริการในวันพรุ่งนี้ โดยกระบวนการตรวจสอบกระทำเหมือนกับก่อนเปิดสนามบินครั้งแรก บรรดาร้านค้าในสนามบินสุวรรณภูมิเริ่มเข้ามาทำความสะอาดสถานที่เพื่อเตรียมเปิดให้บริการ เวลา 14.15 น. เที่ยวบินสายการบินไทยจากภูเก็ต-กรุงเทพฯ เป็นเที่ยวบินภายในประเทศเที่ยวบินแรกที่ลงจอดได้ที่สุวรรณภูมิ เวลา 15.15 น. มีเที่ยวบินจากจอร์แดนมาลงจอดที่สุวรรณภูมิ และมีเที่ยวบินการบินไทยขึ้นจากสุวรรณภูมิไปยังนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น ได้ในวันนี้เวลา 23.00 น.

การบินไทยฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องค่าเสียหากจากแกนนำผู้ประท้วงเป็นเงิน 20,000 ล้านบาท จากเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งทำให้การบินไทยสูญเสียรายได้จากการยกเลิกเที่ยวบิน นักท่องเที่ยวยกเลิกการเดินทางเข้าประเทศไทย และการสูญเสียรายได้จากครัวการบินที่ถูกยกเลิกคำสั่งซื้อเช่นกัน

วันที่ 4 ธันวาคม 2551


กรมการขนส่งทางอากาศในฐานะเป็น regulator (ผู้กำกับดูแลการบินภายในประเทศ) จะเดินทางเข้ามาตรวจสอบครั้งสุดท้าย หากพร้อมก็จะออกใบอนุญาตให้ดำเนินการได้ สนามบินสุวรรณภูมิเริ่มเปิดให้บริการได้อีกครั้งในเวลา 05.35 น. โดยเที่ยวบินแรกที่มาลงจอดจากต่างประเทศคือสายการบินไทย นิวเดลี - กรุงเทพฯ การเปิดขาเข้าได้ก่อนเพราะไม่เกี่ยวข้องกับมาตรการความปลอดภัยระหว่างประเทศ และการอนุโลมเรื่องมาตรการต่าง ๆ เพื่อผ่อนคลายความหนาแน่นที่สนามบินอู่ตะเภาซึ่งรับภาระแทบจะไม่ไหวแล้ว  

ว่าที่ร.ท.อนิรุทธิ์ ถนอมกุลบุตร ผอ.ท่าอากาศยานดอนเมือง แถลงข่าวว่าสายการบินนกแอร์ วันทูโก พร้อมเปิดให้บริการได้ตามปกติแล้ว ในวันพฤหัสบดีที่ 4 ธ.ค.ตั้งแต่เวลา 06.00 น.เป็นต้นไป โดยเที่ยวบินแรกคือ ทีจี1020 ซึ่งเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง ไปยังจ.อุบลราชธานี 


วันที่ 5 ธันวาคม 2551


ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเริ่มเปิดให้บริการเต็มรูปแบบทั้งขาเข้าและขาออก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เวลา 11.00 น.



2. การคลี่คลายปัญหาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์การท่องเที่ยว


วันที่ 25 พฤศจิกายน 2551


ปัญหาที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อน ทำให้สายการบินไม่สามารถตอบคำถามของนักท่องเที่ยวได้ มาตรการเดียวที่ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวได้คือจัดหาที่พักให้ ซึ่งเป็นวิธีการปฏิบัติมาตรฐานในกรณีที่บินล่าช้ากว่ากำหนด

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551


การเปลี่ยนให้เที่ยวบินขาเข้ามาลงที่ท่าอากาศยานดอนเมืองทำให้ปัญหาเบาลงไปได้บางส่วน สายการบินเริ่มจัดหาที่พักให้นักท่องเที่ยวอย่างไม่ลังเล เพราะดูเหมือนทุกเที่ยวบินต้องยกเลิกอย่างแน่นอน ท่าอากาศยานอู่ตะเภาเริ่มเป็นทางออกสำหรับปัญหานี้ แต่ยังติดขัดที่ไม่มีอุปกรณ์ภาคพื้นดินสนับสนุนเพียงพอ และไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำการอยู่ที่นั่น

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2551


นายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ กล่าวว่า กรมการขนส่งทางอากาศจะแก้ออกใบอนุญาตให้สายการบินทุกแห่งทำการบินขึ้น ? ลงรับส่งผู้โดยสารที่สนามบินอู่ตะเภาได้ตั้งแต่วันนี้ (27 พ.ย.) เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาการหลังจากกลุ่มพธม.ปิดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ซึ่งสายการบินที่มีความประสงค์ใช้สนามบินอู่ตะเภาให้แจ้งขออนุญาตใช้สนามบินอู่ตะเภามาที่กรมฯ ได้ทันที โดยยืนยันว่า ได้สนามบินอู่ตะเภามีสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์บริการภาคพื้นของอากาศยานไว้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานแล้ว ซึ่งในส่วนอุปกรณ์บริการภาคพื้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดอุปกรณ์เข้าไปดูแลให้บริการแก่เครื่องบินที่มาลงที่สนามบินอู่ตะเภา
อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ใช้บริการส่วนหนึ่งจอดรถไว้ในพื้นที่ดังกล่าว ก่อนหน้าที่ ทสภ.จะปิดให้บริการ ทสภ.จึงขอให้เจ้าของรถมานำรถออกจากพื้นที่ โดยนำบัตรจอดรถมาแสดง หรือหากเจ้าของรถไม่สามารถมาได้ด้วยตนเอง สามารถมอบให้ผู้แทนมาได้ โดยต้องนำสำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชนของผู้แทน และใบแจ้งความการได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนมารับรถจากสถานีตำรวจมาแสดง
 
ทสภ.จึงได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมให้กับผู้ใช้บริการจอดรถยนต์เป็นกรณีพิเศษ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (ขสมก.) และ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้หยุดให้บริการรถทุกสายที่วิ่งเข้าสู่ศูนย์ขนส่งสาธารณะ ภายใน ทสภ.แล้ว แต่ยังมีรถตู้ ขสมก.วิ่งเข้ามารับ-ส่งผู้โดยสารที่อาคารศูนย์ขนส่งสาธารณะอยู่ และ ทสภ.ยังคงให้บริการรถเวียน (Shuttle Bus) จากศูนย์ขนส่งสาธารณะไปยังอาคารผู้โดยสาร โดยจะจอดที่หน้าชาลาชั้น 1 ตลอด 24 ชั่วโมงตามปกติ

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2551


ภาครัฐได้ประกาศให้โรงแรมจำนวน 4 แห่ง ซึ่งเป็นที่พักของนักท่องเที่ยวที่ตกค้าง เป็นสถานที่เช็คอินขึ้นเครื่องบินของสายการบินต่าง ๆ ปรากฏว่ามีแต่การบินไทยเท่านั้นที่ให้บริการเพียงในโรงแรมเดียว ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังโรงแรมอีกสามแห่งต้องผิดหวัง นักท่องเที่ยวที่เช็คอินแล้วจะมีรถบัสมารับเพื่อเดินทางไปยังสนามบินอู่ตะเภา จังหวัดชลบุรี ต่อไป
 
นักท่องเที่ยวที่วีซ่าหมดอายุสามารถขอต่อวีซ่าได้โดยถือว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2551


เดิมในวันนี้เวลา 17.00 น. เป็นเวลาสิ้นสุดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะปิดให้บริการตามคำประกาศขอวบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) แต่เนื่องจากเหตุการณ์ยังไม่คลี่คลายทำให้ นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) ได้สั่งปิดสนามบินต่อ โดยประกาศงดการให้บริการขึ้น-ลง ของเครื่องบินต่อไปอีก 48 ชั่วโมง จนถึงเวลา 18.00 น.ของวันที่ 1 ธันวาคม 2551
การขนส่งอุปกรณ์ภาคพื้นดิน ทั้งเครื่องเอ็กซเรย์ รถลากจูงเครื่องบิน และรถบันได จากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังสนามบินอู่ตะเภาเริ่มทำได้ในปริมาณมากขึ้น ทำให้ศักยภาพของสนามบินอู่ตะเภาเริ่มรองรับการขึ้นลงของอากาศยานได้มากขึ้นตามลำดับ  

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2551


 ในวันนี้มีความคืบหน้าหลาย ๆ อย่าง ดังต่อไปนี้
ความช่วยเหลือชาวไทยมุสลิมประสบความสำเร็จ
สำหรับความช่วยเหลือชาวไทยมุสลิมที่จะเดินทางไปยังนครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ล่าสุด นายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ เปิดเผยว่า สายการบินอิหร่านแอร์ไลน์ จะนำเครื่องบินมารับชาวไทยมุสลิม ที่สนามบินอู่ตะเภา ในเวลา 01.00 น.ของวันพรุ่งนี้ (1 ธ.ค.) และออกจากประเทศไทยเวลา 03.00 น.
   
ทั้งนี้ การท่าอากาศยานไทย จะอำนวยความสะดวกโดยจัดรถบรรทุก 6 ล้อ จำนวน 15 คันโดยในเวลา 15.00 น.วันนี้ (30 พ.ย.) จะนำรถมาเคลื่อนย้ายผู้โดยสารไปพักที่มัสยิด ในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เนื่องจากสนามบินอู่ตะเภา ไม่สามารถรองรับคนจำนวนมากได้ ขณะเดียวกัน จะขนย้ายเครื่องเอกซเรย์และเครื่องสแกนกระเป๋าเดินทาง มาที่สนามบินอู่ตะเภา เพื่อเพิ่มความรวดเร็วแก่ผู้โดยสาร
(30พ.ค.) เวลา 20.00 น. นายสมหวัง ขำหลี ประธานคณะกรรมการ อิสลามประจำจังหวัด ชลบุรี ได้นำพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลาม จากภาคใต้ ที่ตกค้างอยู่ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ จำนวน 470 คน และยังไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศไทย เพื่อไปประกอบพิธีฮัจน์ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาราเบีย ได้เดินทางโดยรถบัสจำนวน 15 คัน และรถบรรทุกกระเป๋าเดินทางจำนวน 7 คัน ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ
พร้อมกับได้แวะตรวจสอบเอกสารที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองพัทยา และเดินทางมายัง มัสยิด อัลฮูด้า บ้านเตาถ่าน ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อประกอบพิธีระมาด และรับประทานอาหารค่ำ ก่อนจะเดินทางขึ้นเครื่องยังสนามบินอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง โดยมี นายสุนทร สุรี กรรมการมัสยิด อัลฮูดา บ้านเตาถ่าน พร้อมคณะกรรมการ และพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่อ.สัตหีบ และใกล้เคียงให้การต้อนรับ
นายสุนทร กล่าวว่า จากกรณีที่สนามบินสุวรรณภูมิปิดตัวลง จากสาเหตุกลุ่มพันธมิตร ได้เข้าปิดล้อมและบุกยึดสนามบิน เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้แสวงบุญชาวไทยมุสลิม ทางภาคใต้ จำนวน 470 คน ที่กำลังจะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจน์ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาราเบีย โดยสายการบินอาหรับแอร์ ต้องตกค้างอยู่ภายในสนามบินสุวรรณภูมิถึง 3 วัน 3 คืน
"สายการบินได้พยายามประสานเพื่อขอนำเครื่องร่อนลงยังสนามบินแต่ด้วยสภาวะปัญหาที่เกิดขึ้น จึงไม่สามารถนำเครื่องลงจอดยังสนามบินสุวรรณภูมิได้ จึงได้นำเครื่องลงจอดยังสนามบินกรุงกุลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จนกระทั้งในวันนี้ได้รับไฟเขียวให้สามารถนำเครื่องลงจอดยังสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเครื่องจะลงจอดในเวลาหลังเที่ยงคืนของคืนนี้ และจะออกเดินทางในเวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 ธันวาคม มุ่งสู่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอารเบีย"

การจราจรทางอากาศที่สนามบินอู่ตะเภาเริ่มดำเนินไปได้ด้วยดี

นายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ว่า ขณะนี้มีสายการบินกว่า 100 เที่ยวบิน มาขอใช้ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา เพื่อขนส่งผู้โดยสารแทนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งได้แจ้งให้ทุกสายการบินรับทราบแล้วว่า ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาคงไม่มีความสะดวกสบายเหมือนกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพราะมีรันเวย์เดียว และอุปกรณ์รองรับมีจำนวนน้อย ขณะนี้บริษัทการบินไทยเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ขนส่งอุปกรณ์ไปบริการเพิ่มเติม ขณะเดียวกันเพื่อลดความหนาแน่นในตัวอาคารผู้โดยสารที่อู่ตะเภาที่เป็นอาคารขนาดเล็ก กระทรวงคมนาคมได้ประสานกับหลายหน่วยงานเพื่อเปิดจุดเช็กอินขึ้นเครื่องภายนอกอู่ตะเภา
 
"คิวให้บริการผู้โดยสารที่อู่ตะเภาค่อนข้างหนาแน่น ต้องรอคิวยาว เพราะเทอร์มินอลมีขนาดเล็ก จึงเตรียมเปิดจุดเช็กอินที่อื่นแทน แต่เพื่อให้แก้ปัญหาได้ดีที่สุด ก็ขอวิงวอนกลุ่มพันธมิตรให้คืนพื้นที่ทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมืองโดยเร็ว? นายชัยศักดิ์กล่าว
 
นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ทอท. ต้องการช่วยระบายผู้โดยสารต่างประเทศที่ไปใช้บริการที่สนามบินอู่ตะเภากันอย่างคับคั่งให้เบาบางลง โดยจะใช้ไบเทคบางนาเป็นศูนย์เช็กอินในเมือง หรือเป็นซีตี้เทอร์มินอลให้ผู้โดยสารต่างประเทศเช็กอินก่อน ขณะนี้ได้แต่งตั้งผู้จัดการสนามบินประจำศูนย์เช็กอินไบเทคบางนาเรียบร้อยแล้ว พร้อมให้เร่งจัดเจ้าหน้าที่และติดตั้งเครื่องมือเช็กอินคอยให้บริการผู้โดยสารต่างประเทศที่ต้องการเดินทางกลับประเทศโดยเร็ว คาดว่าศูนย์เช็กอินไบเทคบางนาจะพร้อมและเปิดให้บริการได้ในเร็วๆ นี้
 
ทั้งนี้ขอความเห็นใจจากกลุ่มพันธมิตร ยอมให้สายการบินนำเครื่องบินเปล่าที่จอดค้างอยู่ในลานจอดอากาศยานสุวรรณภูมิจำนวน 88 ลำ ทำการบินออกจากสนามบิน เพื่อเปิดโอกาสให้สายการบินสามารถนำเครื่องบินบินไปให้บริการที่สนามบินอู่ตะเภา หรือสนามบินอื่นๆ ได้ จะสามารถช่วยระบายนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ตกค้างในประเทศประมาณ 1 แสนคนกลับบ้านได้ และยังสามารถรับคนไทยที่ตกค้างอยู่ในต่างประเทศร่วม 5-6 หมื่นคน ให้กลับบ้านได้เช่นกัน
 
"ทอท.พยายามช่วยผู้โดยสารต่างประเทศให้เดินทางกลับบ้านได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นอย่างเต็มที่ โดยนอกจากจะส่งเครื่องมือเอกซเรย์และเครื่องตรวจร่างกายผู้โดยสาร เช่น วอล์กทรู แฮนด์สแกนเนอร์ ไปใช้ที่สนามบินอู่ตะเภา และยังเตรียมทำศูนย์เช็กอินในเมืองที่ไบเทคบางนาให้บริการอีกด้วย? นายเสรีรัตน์กล่าว
ส่วนกรณีกลุ่มผู้แสวงบุญที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย และยังตกค้างอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิกว่า 400 คนนั้น นายเสรีรัตน์กล่าวว่า ขณะนี้สายการบินอิหร่านยืนยันจะนำเครื่องมารับที่สนามบินอู่ตะเภาในคืนวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ โดยเวลา 12.00 น. ทอท.ได้นำรถบรรทุก 6 คัน มาขนสัมภาระของผู้แสวงบุญ และรถเมล์ ขสมก. 15 คัน มารับผู้แสวงบุญเวลา 14.00 น. ให้ไปพักที่มัสยิด อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไปอำนวยความสะดวกตรวจเอกสารที่มัสยิดก่อนที่จะออกเดินทางออกจากอู่ตะเภาในเวลา 03.00 น. ของวันที่ 1 ธันวาคม เพื่อให้ทันการประกอบพิธีฮัจญ์
 
ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่า ช่วงปกตินักท่องเที่ยวจะเดินทางออกนอกประเทศราววันละ 3-4 หมื่นคน ดังนั้นการตกค้างของนักท่องเที่ยวที่ถูกปิดสุวรรณภูมิตั้งแต่วันที่ 25-30 พฤศจิกายน คาดว่ามีเกือบ 2 แสนคนแล้ว หากเรื่องยิ่งยืดเยื้อออกไปกลุ่มนักท่องเที่ยวจะตกค้างมากยิ่งขึ้น ในเบื้องต้นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้ความช่วยเหลือเรื่องที่พักและอาหาร 2,000 บาทต่อวัน และพยายามดูแลทุกอย่าง เพื่อแสดงให้นักท่องเที่ยวเห็นว่าประเทศไทยพยายามแก้ปัญหาให้ดีที่สุด อย่างน้อยก็จะช่วยด้านภาพลักษณ์ของประเทศได้บ้าง ในส่วนงบเพิ่มเติมที่จะช่วยเหลือนักท่องเที่ยวขณะนี้ กระทรวงอยู่ระหว่างการจัดทำตัวเลขเพื่อเสนอ ครม.เพิ่มเติมจากเงินฉุกเฉินที่ขอไปแล้ว 10 ล้านบาท
 
ขณะที่สายการบินบางกอกแอร์เวย์สแจ้งว่า บางกอกแอร์เวย์สมีความจำเป็นต้องประกาศยกเลิกเที่ยวบินที่มีตารางบินเข้าออกสนามบินสุวรรณภูมิตลอดวันที่ 30 พฤศจิกายน เป็นจำนวนเที่ยวบินทั้งสิ้น 78 เที่ยวบิน เป็นเส้นทางภายในประเทศ 50 เที่ยวบิน และเส้นทางระหว่างประเทศ 28 เที่ยวบิน คาดว่าจะมีการยกเลิกเที่ยวบินเพิ่มเติมอีกในวันที่ 1 ธันวาคม ตามประกาศของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ที่จะปิดทำการสนามบินสุวรรณภูมิไปจนถึงวันที่ 1 ธันวาคม เวลา 18.00 น.
 
ทั้งนี้สายการบินบางกอกแอร์เวย์สยังให้บริการปกติในบางเส้นทาง อาทิ เส้นทางในประเทศระหว่างสมุย-อู่ตะเภา สมุย-ภูเก็ต อู่ตะเภา-ภูเก็ต และเส้นทางระหว่างประเทศ ระหว่างสมุย-ฮ่องกง สมุย-สิงคโปร์ อู่ตะเภา-หลวงพระบาง และ พนมเปญ-เสียมราฐ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ สายการบินจะเพิ่มเที่ยวบินพิเศษเส้นทางอู่ตะเภา-กุ้ยหลิน โดยเที่ยวบินที่ พีจี 5821 โดยจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานอู่ตะเภาเวลา 21.30 น. ถึงกุ้ยหลินเวลา 01.10 น.
วันที่ 2 ธันวาคม 2551  ขณะเดียวกัน ประเทศต่างๆ ที่ทนรอความช่วยเหลือจากทางการไทยไม่ไหวได้ตัดสินใจส่งเครื่องบินมารับคนของตนเองกลับบ้านกันมากขึ้น โดยสเปนได้ส่งเครื่องบินทหาร 2 ลำ และเครื่องบินเช่าเหมาลำของเอกชน 1 ลำ มายังประเทศไทยในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ เพื่อรับชาวสเปนที่ตกค้างอยู่ประมาณ 300 คน กลับบ้าน นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่าชาวสเปนจำนวนหนึ่งมีแผนจะไปประท้วงที่หน้าสถานทูตไทยในวันจันทร์ เพื่อเรียกร้องให้ทางการไทยให้ความช่วยเหลือในการส่งชาวแดนกระทิงดุกลับประเทศ
 
ด้านชาวญี่ปุ่นชุดแรกเดินทางกลับถึงประเทศแล้ว หลังสายการบินเจแปน แอร์ไลน์ (เจเอแอล) จัดเที่ยวบินพิเศษมารับนักท่องเที่ยว 296 คน จากสนามบินอู่ตะเภาเดินทางถึงสนามบินนาริตะ ในกรุงโตเกียวเมื่อคืนวันเสาร์ และในช่วงเช้าวันอาทิตย์ สายการบินออลนิปปอนแอร์เวย์ (เอเอ็นเอ) ก็ได้นำผู้โดยสารอีกชุดหนึ่งไปลงจอดไปที่สนามบินฮาเนดะในกรุงโตเกียว นอกจากนี้ ทางการญี่ปุ่นยังได้เตรียมเที่ยวบินพิเศษอีกหลายเที่ยวเพื่อลำเลียงนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นอีกหลายพันคนกลับประเทศ
 
ขณะที่สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า เครื่องบินของสายการบินไชนา อีสเทิร์น เที่ยวบินที่เอ็มยู 548 ได้นำผู้โดยสาร 246 คน เดินทางถึงสนามบินนานาชาติผูตงในนครเซี่ยงไฮ้ เมื่อเวลา 02.15 น. ของวันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 01.15 น. ตามเวลาในไทย นับเป็นเที่ยวบินแรกของจีนที่นำนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่ในไทยกลับบ้าน โดยจีนจะส่งเครื่องบินมารับคนของตัวเองกลับอีกอย่างน้อย 3 เที่ยวบิน เนื่องจากมีชาวจีนตกค้างอยู่ร่วม 2,000-3,000 คน
 
ด้านนายสตีเฟน สมิธ รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์เอบีซีว่าออสเตรเลียเริ่มรู้สึกผิดหวังกับทางการไทยมากขึ้น เพราะชาวออสเตรเลียราว 380 คน ยังคงตกค้างในกรุงเทพฯ มาเป็นเวลาหลายวันแล้ว ขณะที่นายแอนโธนี อัลเบนีส รัฐมนตรีคมนาคม ได้ขอความช่วยเหลือจากสายการบินแควนตัส ซึ่งตกลงจะเพิ่มเที่ยวบินพิเศษ และพร้อมช่วยเหลือทุกอย่างที่ทำได้
รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลียกล่าวด้วยว่า ปัญหาใหญ่คือชาวออสเตรเลียที่ต้องการเดินทางออกจากไทยต้องไปขึ้นเครื่องบินที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ออกไปถึง 150 กิโลเมตร หรือไปขึ้นที่ท่าอากาศยานภูเก็ต ซึ่งทางการกำลังหาทางช่วยในเรื่องนี้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะส่งเที่ยวบินไปยังท่าอากาศยานทางเลือกได้มากน้อยเพียงใด
 
ด้านหัวหน้าคณะที่ปรึกษาของประธานาธิบดีกลอเรีย อาร์โรโย เปิดเผยว่า ผู้นำฟิลิปปินส์ได้สั่งการให้นายราฟาเอล เซกิส เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย นำชาวตากาล็อกที่ติดอยู่ที่กรุงเทพฯ เดินทางไป จ.เชียงใหม่ พร้อมจัดสรรงบค่าใช้จ่ายในการพาคนเหล่านี้เดินทางกลับกรุงมะนิลาด้วย

หลังจากสายการบินฟิลิปปินส์ยกเลิกเที่ยวบินทั้งขาเข้าและออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เชื่อว่ามีชาวฟิลิปปินส์กว่า 1,200 คน ติดอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่สื่อรายงานว่าตัวเลขนี้ไม่รวมคนที่เดินทางด้วยสายการบินอื่น

การนำเครื่องบินเปล่า 88 ลำออกจากสุวรรณภูมิประสบความสำเร็จ

เวลา 19.40 น. บรรดาสายการบินต่าง ๆ อาทิ สายการบินสยามซีเอส ซี่งเป็นสายการบินที่ให้บริการเครื่องบินเล็กเช่าเหมาลำ จากสุวรรณภูมิไปหัวหิน ได้นำเครื่องบินขึ้นจากสุวรรณภูมิ จากนั้น เมื่อเวลา 20.00น. สายการบินบางกอกแอร์เวย์ เส้นทางสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา บินออกตามไป
 
ทั้งนี้ จากเครื่องบินที่ยังค้างอยู่ในสนามบินสุวรรณภูมินั้น ทางสายการบินต่างๆซึ่งเป็นเจ้าของ ได้ทยอยนำเครื่องออกจาสนามบิน ด้วยการปิดไฟขณะขึ้นบิน เพื่อไม่ให้ทางกลุ่มพันธมิตรฯรู้ว่า นำเครื่องบินขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เครื่องบินที่ค้างอยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิทั้งหมด 88 ลำ โดยเป็นเครื่องของสายการบินต่างประเทศ 12 ลำ และเครื่องของการบินไทย 26 ลำ สายการบินแอร์เอเซีย 16 ลำ ซึ่งขณะนี้ทุกสายการบินได้เริ่มนำเครื่องออกแล้ว



 วันที่ 1 ธันวาคม 2551



บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ประสานความร่วมมือไปยังทุกหน่วยงาน ทั้งสายการบินต่างๆ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเปิดศูนย์เช็กอินสำหรับทุกเที่ยวบินที่ศูนย์ไบเทค บางนาตั้งแต่เช้าวันที่ 1 ธ.ค. 2551 เวลา 06.00 ? 21.00 น. นักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการที่นี่จะมีรถบัสรับไปส่งที่สนามบินอู่ตะเภาพร้อมทั้งสัมภาระ เที่ยวบินสุดท้ายออกจากอู่ตะเภาเวลา 23.00 น.

การบินไทยเปิด 32 เที่ยวบินทั้งขาออก-ขาเข้า คาดวันแรกส่งกลับนักท่องเที่ยวได้ 4-5 พันคน 

รายละเอียดของจุดเช็กอินที่ไบเทคนั้น ทอท.และการบินไทยได้จัดเคาน์เตอร์เช็กอิน 37 เคาน์เตอร์ ทีจี 20 เคาน์เตอร์ บางกอกไฟลท์เซอร์วิส 7 เคาน์เตอร์ การบินกรุงเทพ 4 เคาน์เตอร์ เคาน์เตอร์ทั่วไป 6 เคาน์เตอร์ นอกจากนี้ยังมีเคาน์เตอร์ตรวจหนังสือเดินทาง 20 เคาน์เตอร์ 40 ช่องตรวจ และจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่สายการบินเป็นสำนักงานให้บริการแก่สายการบินต่างๆ จัดเตรียมเอกสารปฏิบัติการมีจุดตรวจค้นผู้โดยสาร 2 จุด จุดละ 2 เครื่อง รวมทั้งจุดอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารรองรับได้ครั้งละ 300 คน เช่น ร้านค้า เคาน์เตอร์บัตรโดยสาร เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เคาน์เตอร์ศุลกากร และบริการทางการแพทย์ ที่ผ่านมา ทอท.ได้นำเครื่องเอกซเรย์สัมภาระ 4 เครื่อง มาเปิดบริการที่ไบเทค รวมทั้งนำเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาให้บริการ เช่น เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสายพานลำเลียงแล้วจำนวนหนึ่ง 

ส่วนบรรยากาศหลังเปิดให้บริการตั้งแต่ 07.00 น. พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติทยอยมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจุดเช็กอินที่ไบเทคจะเป็นจุดสุดท้าย หลังจากผู้โดยสารเช็กอินแล้วเสร็จก็จะมีรถโดยสารรับส่งไปขึ้นเครื่องที่สนามบินอู่ตะเภา ตลอดวันนี้จะมีเที่ยวบินให้บริการทั้งสิ้นรวม 17 เที่ยวบิน แบ่งเป็นการบินไทย 8 เที่ยวบิน อีวีเอ แอร์เวย์ส 3 เที่ยวบิน บางกอก แอร์เวย์ส 1 เที่ยวบิน แอร์เอเชีย 1 เที่ยวบิน นกแอร์ 2 เที่ยวบิน ไชน่า เซาเทิร์นแอร์ไลน์ 1 เที่ยวบิน ดรุค แอร์ไลน์ 1 เที่ยวบิน รวมทั้งสิ้น 17 เที่ยวบิน 

การเคลื่อนย้ายเครื่องบินที่ตกค้างอยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิจำนวน 88 ลำ ว่า ตั้งแต่เวลา 24.00 น. วันที่ 30 พฤศจิกายน มีเครื่องบินทยอยบินออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้วกว่า 30 ลำ โดยจะเคลื่อนย้ายเครื่องบินทั้งหมดออกภายในวันที่ 1 ธันวาคม แต่ต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของเครื่องบิน นักบิน และสายการบินด้วย อย่างไรก็ตาม แม้กลุ่มผู้ชุมนุมจะระบุว่าสามารถใช้สนามบินได้ปกติก็มองว่ายังจำเป็นต้องประกาศงดการให้บริการจนถึงเวลา 18.00 น. เนื่องจากมีการชุมนุมทำให้การทำงานลำบาก และอาจเกิดความไม่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาดังกล่าวจะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้งร่วมกับสายการบินต่างๆ และจะประกาศให้ผู้ปฏิบัติงานทางอากาศทราบต่อไป 

นอกจากนี้ คงต้องพิจารณาความเสียหายภายในอาคารผู้โดยสาร ต้องเข้าไปตรวจสอบก่อน หากจะเปิดให้บริการใหม่ต้องมีการเตรียมการในลักษณะเดียวกันกับการเปิดสนามบินใหม่ เพราะที่ผ่านมาทุกระบบสนามบินถูกหยุด เพื่อความปลอดภัย เครื่องไม้เครื่องมือ ระบบต่างๆ ต้องได้รับการตรวจสอบและทดสอบ เนื่องจากหากเปิดให้บริการเต็มรูปแบบแล้วจะไม่สามารถหยุดให้บริการได้ 

ด้าน บมจ.การบินไทย ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม บริษัทได้จัดเที่ยวบินพิเศษสำหรับผู้โดยสารที่ได้รับการยืนยันการเดินทางจากกองสำรองที่นั่ง จำนวนทั้งสิ้น 32 เที่ยวบิน เช่น เที่ยวบินขาออก จากท่าอากาศยานอู่ตะเภา 13 เที่ยวบิน เที่ยวบินขาออกจากท่าอากาศยานเชียงใหม่ 1 เที่ยวบิน เที่ยวบินขาออกจากท่าอากาศยานหาดใหญ่ 2 เที่ยวบิน เที่ยวบินขาออกจากท่าอากาศยานภูเก็ต 1 เที่ยวบิน เที่ยวบินขาเข้า ท่าอากาศยานอู่ตะเภา 14 เที่ยวบิน และเที่ยวบินขาเข้าที่ท่าอากาศยานภูเก็ต 1 เที่ยวบิน 

สำหรับผู้โดยสาร (เฉพาะที่ได้รับการยืนยันการเดินทาง) ที่จะเดินทางไปขึ้นเครื่องบินที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภาต้องเดินทางไปขึ้นรถและตรวจสอบเอกสารการเดินทาง (พรีเช็ก) ณ บริเวณล็อบบี้โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ (สี่แยกราชประสงค์) ก่อนเวลาเครื่องบินออกอย่างน้อย 5 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาในการเดินทางไปยังสนามบินอู่ตะเภา 

นอกจากนั้น การบินไทยยังประกาศให้ผู้โดยสารที่จองตั๋วก่อนวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และเดินทางระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน-31 ธันวาคม 2551 ให้มาติดต่อสำนักงานจำหน่ายบัตรโดยสารของการบินไทยทั้ง 3 แห่ง คือ สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต สำนักงานเขตหลานหลวง และอาคารบียูไอ สีลม ซึ่งอยู่เยื้องกับอาคารเอไอเอ ถนนสุรวงศ์ หากมีข้อสงสัยติดต่อได้ที่หมายเลข 0-2356-1111 หรือ 0-2545-4000 

สายการบินบางกอก แอร์เวย์สเปิดให้บริการเที่ยวบินพิเศษหลายเส้นทางระหว่างวันที่ 1 และ 2 ธันวาคมนี้ โดยมีเที่ยวบินออกจากท่าอากาศยานหัวหินวันละ 2 เที่ยว ไปยังท่าอากาศยานสมุย เพื่อเชื่อมต่อกับเที่ยวบินสู่สิงคโปร์หรือฮ่องกง สำหรับเที่ยวบินทั้ง 2 เที่ยวจะออกจากท่าอากาศยานหัวหินเวลา 14.00 น. และเวลา 17.00 น. โดยผู้โดยสารสามารถต่อเครื่องบินไปสิงคโปร์ในเที่ยวบินปกติเวลา 16.35 น. หรือเที่ยวบินเสริมเวลา 20.30 น.ได้ 

ขณะเดียวกัน ผู้โดยสารที่ต้องการจะต่อเครื่องไปฮ่องกงก็สามารถเดินทางได้ในเที่ยวบินเสริมเวลา 22.00 น. หรือในเที่ยวบินปกติเวลา 11.35 น.ของวันถัดไป ส่วนผู้โดยสารจากสิงคโปร์ก็สามารถเดินทางเข้ามายังท่าอากาศยานสมุยได้ด้วยเที่ยวบินปกติเวลา 20.10 น. หรือเที่ยวบินเสริมเวลา 01.30 น. และผู้โดยสารจากฮ่องกงก็สามารถเดินทางมายังท่าอากาศยานสมุยกับเที่ยวบินปกติเวลา 17.05 น. หรือเที่ยวบินเสริมเวลา 04.00 น. เพื่อมาต่อเครื่องเวลา 15.30 น. หรือ 18.30 น. เข้าสู่หัวหิน 
 
ทั้งนี้ สายการบินบางกอก แอร์เวย์สได้จัดรถไว้บริการผู้โดยสารที่ประสงค์จะเดินทางในเที่ยวบินดังกล่าว โดยรถจะออกจากอาคารสำนักงานใหญ่ เลขที่ 99 อาคารทับวิภา ถนนวิภาวดีรังสิต 4 ชั่วโมงก่อนเวลาของเที่ยวบิน นอกจากนี้ ทางสายการบินยังจัดให้มีเที่ยวบินระหว่างอู่ตะเภา-เสียมราฐ อู่ตะเภา-มัลดีฟส์ อู่ตะเภา-กุ้ยหลิน อู่ตะเภา-สมุย และอู่ตะเภา-ภูเก็ตด้วย

ขณะที่สายการบินไทยแอร์เอเชียยังคงยกเลิกเที่ยวบินที่จะขึ้น-ลงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งเที่ยวบินในประเทศและระหว่างประเทศทุกเที่ยวบิน รวม 106 เที่ยว การขอเลื่อนกำหนดการเดินทางจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในช่วงนี้

สายการบินแอร์ฟรานซ์ ของฝรั่งเศส และสายการบินเคแอลเอ็ม ของเนเธอร์แลนด์ เป็น 2
สายการบินที่นำเครื่องมารับนักท่องเที่ยวที่ตกค้างในไทยออกจากท่าอากาศยานภูเก็ต โดยเที่ยวบินแรกของเคแอลเอ็มเดินทางออกจากภูเก็ตสู่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันจันทร์ ส่วนเครื่องบินของแอร์ฟรานซ์ขอร่อนลงที่สนามบิน บน. 6 กองทัพอากาศ เพื่อรับชาวฝรั่งเศสประมาณ 320 คนแล้วมุ่งสู่กรุงปารีสช่วงค่ำวันอังคาร 

ส่วนนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงที่ติดค้างในไทยได้ทยอยเดินทางกลับบ้านด้วยเที่ยวบินพิเศษแล้ว หลังติดอยู่ในประเทศไทยหลายวัน โดยเที่ยวบินพิเศษของสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิก ออกเดินทางออกจากฮ่องกงมารับผู้โดยสารชาวฮ่องกง 380 คน กลับตั้งแต่ช่วงเย็นวันอาทิตย์ พร้อมเพิ่มเที่ยวบินพิเศษกลับไปยังสนามบินอู่ตะเภาอีกในวันจันทร์ ขณะที่สายการบินดรากอนแอร์ก็เพิ่มเที่ยวบินพิเศษจากภูเก็ตไปยังฮ่องกง เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเช่นกัน ทำให้มีชาวฮ่องกงเดินทางกลับบ้านด้วยเที่ยวบินพิเศษจากสนามบินอู่ตะเภาแล้วมากกว่า 1,100 คน 

ส่วนสายการบินแควนตัสของออสเตรเลีย ก็จัดเที่ยวบินพิเศษอีกลำมารับนักท่องเที่ยวกลับในวันจันทร์ โดยนำเครื่องลงจอดที่ภูเก็ตแทน แล้วบินผ่านทางสิงคโปร์ เพราะสถานการณ์ที่อู่ตะเภาเต็มไปด้วยความโกลาหล นอกจากนี้ นายสตีเฟน สมิธ รัฐมนตรีต่างประเทศของออสเตรเลีย ยังกล่าวด้วยว่าจะกดดันเจ้าหน้าที่สายการบินไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยต่อไปให้ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปิดสนามบินทั้งสองแห่ง 


วันที่ 2 ธันวาคม 2551

นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผอ.การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า ตนได้สั่งการให้ขนย้ายอุปกรณ์เอ็กซเรย์ ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิไปติดตั้งยังสนามบินอู่ตะเภา ประกอบด้วยเครื่องเอ็กซเรย์สัมภาระผู้โดยสาร 2 เครื่อง เครื่องเอ็กซเรย์กระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารที่จะถือขึ้นเครื่องบิน 2 เครื่อง เครื่องตรวจวัตถุระเบิดแบบเดินผ่าน 2 เครื่อง ไปติดตั้งที่สนามบินอู่ตะเภาเพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสาร โดยเปิดให้บริการได้ในวันนี้

นอกจากนั้นได้มีการประสานไปยังกรมศุลกากรเพื่อขอใช้เครื่องเอ็กซเรย์ขนาดใหญ่ที่ปกติใช้สำหรับตู้คาร์โก้สินค้ามาใช้ชั่วคราวที่สนามบินอู่ตะเภาเพื่อเอ็กซเรย์กระเป๋าเดินทางได้คราวละมาก ๆ 

บริษัทขนส่งสินค้าทางอากาศ DHL สั่งให้เครื่องบินมาขนสินค้าที่อู่ตะเภาเองทุกวัน

วันที่ 3 ธันวาคม 2551

สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ซึ่งทำหน้าที่ได้อย่างแข็งขันในเหตุการณ์นี้ ยังคงคราคร่ำไปด้วยผู้คนเป็นวันที่ 7 แล้ว รวม เที่ยวบินขาเข้า 260 เที่ยวบิน เที่ยวบินขาออก 341 เที่ยวบิน ผู้โดยสารขาเข้า 27,400 คน ผู้โดยสารขาออก 44,200 คน โดยมีการแสดงให้ความบันเทิงมาจากหลายฝ่ายเพื่อช่วยกันคลายความเครียดและสร้างความผ่อนคลายให้กับนักท่องเที่ยว และมีการบริการน้ำและอาหารฟรีแก่ผู้โดยสาร
สนามบินสุวรรณภูมิอยู่ขั้นตอนการตรวจสอบความพร้อมเพื่อให้สามารถเปิดให้บริการอีกครั้งอย่างเต็มรูปแบบในเวลา 11.00 น. ของวันที่ 5 ธันวาคม 2551 ซึ่งการตรวจสอบต้องทำอย่างเคร่งครัดในทุกระบบ เพราะเมื่อเริ่มเปิดให้บริการแล้วจะหยุดไม่ได้แล้ว

3. สรุปผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ

การปิดสนามบินสุวรรณภูมิคาดว่าจะมีต้นทุนความเสียหายทางเศรษฐกิจซึ่งประมวลมาจากการให้ข่าวของหลายฝ่าย ดังนี้

3.1 ผลกระทบโดยตรง ประมาณ 37,638 ล้านบาท 


1) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) สูญเสียค่าลงจอดและค่าจอดอากาศยาน ประมาณวันละ 50 ล้านบาท รวมเป็นเงินประมาณ 450 ล้านบาทสำหรับทั้ง 9 วันรวมกัน (26 พฤศจิกายน ? 4 ธันวาคม 2551)

2) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สูญเสียค่าตั๋วโดยสาร คาร์โก้ การยกเลิกคำสั่งซื้อของครัวการบิน และค่าที่พักให้กับผู้โดยสารที่ไมได้เดินทางตามกำหนด ประมาณวันละ 500 ล้านบาท รวมเป็นเงินประมาณ 4,500 ล้านบาทสำหรับทั้ง 9 วันรวมกัน

3) มูลค่าการขนส่งสินค้าทางอากาศ ขาเข้า 20,000 ตันต่อวัน และขาออก 20,000 ตันต่อวัน เป็นมูลค่าประมาณวันละ 3,500 ล้านบาทต่อวัน รวมเป็นเงินประมาณ 31,500 ล้านบาทสำหรับทั้ง 9 วันรวมกัน

4) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จ่ายค่าชดเชยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเดินทางออกจากประเทศไทยแต่ยังไม่สามารถเดินทางออกได้ คนละ 2,000 บาทต่อวัน จำนวน 40,000 คน เป็นเวลาประมาณ 7 วัน รวมเป็นเงินประมาณ 720 ล้านบาทสำหรับทั้ง 9 วันรวมกัน

5) คนไทยที่เดินทางกลับประเทศไทยไม่ได้ประมาณ 1,000 คน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะจ่ายค่าชดเชยให้ 2,000 บาทต่อคนต่อวันเช่นกัน หากมาติดต่อสถานฑูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ รวมเป็นเงินประมาณ 18 ล้านบาทสำหรับทั้ง 7 วันรวมกัน

6) นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยประมาณ 10,000 คนต่อวัน หากใช้จ่ายวันละ 5,000 บาทต่อคนต่อวัน รวม 9 วันสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 450 ล้านบาท

3.2 ผลกระทบทางอ้อม

1) นักท่องเที่ยวต่างชาติยกเลิกการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยช่วง high season ประมาณร้อยละ 90 ทำให้กระทบกับภาคธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะมีการปลดคนงานประมาณ 1 ล้านคนทั่วประเทศในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

2) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตร้อยละ 0 ในปี 2552

3) หนังสือพิมพ์ Telegraph ของประเทศอังกฤษ จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่อันตรายที่สุดอันดับ 7 ของโลก

4) เกิดความตื่นตระหนกของรัฐบาลนานาชาติ จนกระทั่งมีการจัดเครื่องบินมารับคนของชาติตนออกจากประเทศไทย ทั้งจีน ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย สเปน ญี่ปุ่น

5) การตกค้างของไปรษณีย์อากาศระหว่างประเทศและในประเทศ ทำให้การสื่อสารหยุดชะงัก

6) การส่งสินค้าทางอากาศที่ชะงักงันทำให้เกิดความสูญเสียทางธุรกิจสำหรับคู่ค้าทั้งสองฝ่าย

7) นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางกลับประเทศไทยไม่ได้ ประสบปัญหาเงินหมด วีซ่าหมดอายุ
ซึ่งหากไม่สามารถเดินทางติดต่อสถานฑูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศไม่ได้ จะประสบปัญหา

4. ผลได้จากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ

การเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำให้เกิดกระแสการตื่นตัวให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องการเมือง ปัญหาคอรัปชั่น ปัญหาการโกงกินบ้านเมืองของบุคคลบางกลุ่ม การสร้างความร่ำรวยให้กับตนเองและพวกพ้องโดยอาศัยเงินภาษีของประชาชนและช่องว่างทางกฎหมาย ความสนใจของคนไทยเช่นนี้ทำให้บุคคลที่หวังจะใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวมต้องระวังตัวมากขึ้น เพราะการตรวจสอบภาคประชาชนมีความเข้มแข็งขึ้น แม้แต่กลุ่มนักธุรกิจโดยที่ประชุมหอการค้าไทยยังเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา หรือให้พรรคที่ได้เสียงมากเป็นอันดับสอง (ซึ่งมาตามระบอบประชาธิปไตย) เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลบ้าง มิเช่นนั้นจะประท้วงโดยการไม่จ่ายภาษี  

ในประเทศเยอรมนีมีความเจริญมากกว่าประเทศไทยไม่ใช่เพราะชาวเยอรมันเก่งกว่าคนไทย หากแต่มีความสุจริตในการใช้งบประมาณของประเทศ ทำให้การใช้งบประมาณเป็นไปด้วยความมีประสิทธิภาพ หมายความว่า เงิน 100 บาทได้ใช้ไปเพื่อซื้อสินค้าที่มีมูลค่า 100 บาทจริง ๆ ไม่ใช่ประมาณ 70 บาท หรือน้อยกว่านั้นเหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ทำให้สาธารณูปโภคที่เยอรมันสามารถใช้งานได้ดีและทนทานยาวนาน ไม่เหมือนในประเทศกำลังพัฒนาที่สาธารณูปโภคต่าง ๆ ใช้งานได้ไม่ดีและพังง่าย ต้องเสียงบประมาณซ่อมแซมกันบ่อยครั้ง และซ่อมแล้วก็ยังไม่ดี นักการเมืองเยอรมันยังมีความละอายต่อความผิดที่ทำลงไป หากถูกจับได้ว่าทุจริตถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง และหากไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนก็ต้องยอมลาออก ไม่ใช่ทนอยู่ใน
ตำแหน่งโดยอ้างว่าได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนจำนวนหนึ่ง (ซึ่งอาจจะถือว่าเป็นสัดส่วนที่มากกว่าพรรคอื่น แต่ก็ยังไม่เกินครึ่งหนึ่งของประเทศ จึงอ้างว่ามาจากคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้)

ดังนั้นผลได้จากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิคราวนี้จึงเป็นการถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้า เป็นการเจ็บตัวเพื่อให้คนไทยไม่ต้องยอมก้มหัวให้อำนาจเงินตราที่คืบคลานเข้ามาครองประเทศไทยแทนอำนาจความดีและคุณธรรม เช่นนี้แล้วผลได้คุ้มกับผลเสียหรือไม่จึงอยู่ที่วิจารณญาณของทุกท่าน ว่าต้องการอาศัยอยู่ในประเทศที่ความถูกต้องถูกกำหนดด้วยอำนาจเงิน หรือความถูกต้องมาจากอำนาจความดีและคุณธรรม และว่าต้องการอาศัยอยู่ในประเทศที่ทุกอย่างซื้อได้และขายได้ หรือประเทศที่รักษาแผ่นดิน อธิปไตย ศักดิ์ศรีความเป็นไทย และทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ไว้ให้ลูกหลานไทยได้อาศัยและใช้ประโยชน์กันถ้วนหน้าอย่างผาสุกสวัสดีสืบไป


 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ