Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ตำราเรียน แนะแนวการทำวิทยานิพนธ์ การทำวิทยานิพนธ์ให้ถูกอัธยาศัยคนไทย
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















การทำวิทยานิพนธ์ให้ถูกอัธยาศัยคนไทย Print E-mail
คมสัน สุริยะ
3 มิถุนายน 2553
 
 
การที่ผมได้มีโอกาสมาศึกษาและทำวิทยานิพนธ์ในประเทศเยอรมนีไม่ได้ทำให้ผมกลายเป็นผู้แปลกแยกไปจากสังคมไทย    ในทางกลับกัน ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมเห็นว่าจะทำอย่างไรให้การทำวิทยานิพนธ์เข้าได้กับอัธยาศัยของคนไทยและยังคงให้ได้ตามมาตรฐานสากล
 

การทำวิทยานิพนธ์ก็คือการทำวิจัยของนักศึกษาปริญญาโทหรือปริญญาเอก


 
การวิจัย คือ การตรวจสอบหาความจริง และอธิบายได้ว่าการตรวจสอบนั้นใช้วิธีการที่เชื่อถือได้
 

คนชาติตะวันตกถือว่าการตรวจสอบจะต้องตรงไปตรงมา วัดได้ ไม่เอนเอียงไปตามอคติของผู้ตรวจสอบ อีกทั้งต้องสามารถชี้แจงที่มาที่ไปได้ว่าทำไมถึงต้องตรวจหรือเลี่ยงการตรวจในบางประเด็น   และต้องแสดงให้เห็นว่าเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบมีความน่าเชื่อถือ
 

สิ่งเหล่านี้ไม่ตรงกับอัธยาศัยของคนไทยเลย
 

คนไทยถือว่าเราไม่จำเป็นต้องตรวจสอบกัน ใช้วิธีเชื่อใจกัน อลุ้มอล่วย โอนอ่อนผ่อนตามกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย   ตกลงกันได้ก็ตกลงกันไป   ไม่ถึงกับเอาเป็นเอาตายกัน   และความน่าเชื่อถือก็มาจากความเชื่อถือหรือความเคารพนับถือเกรงใจกัน
 
 


ปัญหาพื้นฐานที่เกิดขึ้นในการทำวิทยานิพนธ์ระบบไทย ๆ
 
 
 
เมื่อคนไทยถูกถามว่า ทำไมคุณถึงตรวจสิ่งนี้แต่ไม่ตรวจสิ่งนี้   คำตอบคือ ก็ตกลงกับอาจารย์ไว้แล้วอย่างนี้
 
ทำไมคุณถึงใช้วิธีการศึกษาอย่างนี้ คำตอบก็คือ ก็ตามที่ตกลงกันไว้กับอาจารย์
 
ตกลงแล้วพบคำตอบว่าอย่างไร   คำตอบก็คือ ก็ตามที่ตกลงกันแล้วกับอาจารย์
 
 
คำตอบที่เขียนมานี้ดี ไม่ใช่ไม่ดี    เราอย่ามองว่ามันไม่ดี   ถ้าเรายังมองว่ามันไม่ดีแสดงว่าไม่เข้าใจระบบการทำงานวิจัย
 

ในระบบเยอรมันการทำวิจัยต้องทำตามที่ตกลงกันไว้แล้วกับอาจารย์   นั่นถูกต้องแล้ว   จะทำในสิ่งที่นอกเหนือจากข้อตกลงไม่ได้     ดังนั้นถ้าคนไทยจะตอบอย่างเดียวกันก็ถือว่าถูกต้องเช่นกัน
 

สิ่งสำคัญคือ   การตกลงกับอาจารย์นั้นมีกระบวนการอย่างไร 
 

ในระบบเยอรมัน นักศึกษาเป็นผู้นำเสนอทุกอย่างก่อน จากนั้นอาจารย์นำเสนอความคิดเห็น   ทั้งอาจารย์และนักศึกษาอภิปรายกันอย่างตรงไปตรงมา   แล้วหาข้อสรุปร่วมกันว่าอะไรควรทำและอะไรที่ไม่ควรทำ

 
ในระบบไทย   มีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ
 
1. นักศึกษาถามอาจารย์ว่าควรทำหัวข้ออะไร   ควรทำประเด็นไหน  ควรทำอย่างไร ทุกขั้นตอน
2.   อาจารย์แทนที่จะเป็นผู้ให้ความเห็นแบบเป็นกระจกสะท้อน   กลับกลายเป็นผู้สั่งการ   และนักศึกษาเป็นลูกมือ 
3.   การอภิปรายไม่เกิดขึ้นเพราะว่านักศึกษาไม่กล้าโต้แย้งอาจารย์ อาจารย์ว่าอย่างไรก็เอาอย่างนั้น
4.   ข้อสรุปที่ได้ทุกอย่างมาจากอาจารย์
 

เมื่อนักศึกษาสอบวิทยานิพนธ์แล้วไม่สามารถตอบคำถามของคณะกรรมการได้   คำตอบก็คือ อาจารย์ที่ปรึกษาบอกให้ทำอย่างนั้น   ซึ่งกรรมการก็ไม่กล้าจะต่อว่าอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างไร
 

สุดท้ายนักศึกษาก็เสมือนเป็นลูกมือในโครงการวิจัยของอาจารย์   ซึ่งอาจารย์คิดเอง วิเคราะห์เอง สรุปเอง   โดยมีนักศึกษาเป็นผู้ลงมือและได้ปริญญา
 

เมื่อนักศึกษาจบออกไปก็ไม่บรรลุเป้าหมายคือ ทำวิจัยด้วยตัวเองไม่ได้
 
 

 
การแก้ไขให้การทำวิทยานิพนธ์ยังคงเป็นแบบไทย ๆ แต่นักศึกษาบรรลุเป้าหมายทำวิจัยเองได้
 

เราคงไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยการศึกษาของคนไทยที่นิยมถามอาจารย์เอาทุกเรื่อง   อาจารย์ที่ให้นักศึกษาคิดเองทำเองก็มักจะไม่มีนักศึกษามาขอเป็นที่ปรึกษา    อาจารย์ที่คิดให้ทุกอย่างก็จะได้รับความนิยมมากกว่า   นั่นเพราะเมื่ออาจารย์คิดให้    นักศึกษาย่อมอยู่ในฐานะที่ไม่มีความผิด    หากอะไร ๆ ไม่เข้ารูปเข้ารอย และแน่นอนว่าเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดนั้น อาจารย์ก็ต้องปล่อยให้นักศึกษาจบอยู่ดี
 

หากให้นักศึกษาคิดเองทำเองทุกอย่าง   จะมีนักศึกษาที่เป็นหัวกะทิเท่านั้นที่จะทำได้   นักศึกษาเหล่านี้มีอนาคตไกล สามารถไปศึกษาต่อยังต่างประเทศได้    แต่นักศึกษาที่เหลือที่นำเสนออย่างกระท่อนกระแท่นจะให้ทำอย่างไร   ปรับตกเลยอย่างนั้นหรือ
 

ด้วยความเมตตาของครูอาจารย์เราคงจะไม่ทำอย่างนั้น    แล้วเราก็จะไม่ปล่อยให้นักศึกษาเหมือนถูกลอยแพด้วย เพราะนักศึกษาที่ทำไม่ได้ย่อมทำไม่ได้   ไม่ว่าจะให้เวลานานเท่าไหนก็ทำไม่ได้    แล้วจะกลายเป็นความเครียดสะสม   ทำให้นักศึกษาคนนั้นค่อย ๆ เฉาไปทีละน้อย ๆ ทุกวัน   และไม่ทำให้อะไรดีขึ้น
 

ทางออกแบบไทย ๆ ก็คือ เราต้องมีคอร์สพิเศษสำหรับการเตรียมตัวทำวิทยานิพนธ์โดยเฉพาะ   ไม่ใช่คอร์สที่สอนเรื่องระเบียบวิธีวิจัยที่มีอยู่แล้วทุกหลักสูตรและทุกมหาวิทยาลัย   แต่เป็นคอร์สหัดบิน   ไม่ใช่คอร์สทฤษฎีการบิน    ถ้าเปรียบเป็นบ่อปลาก็เป็นบ่ออนุบาล
 

นักศึกษาที่เก่งแล้วไม่ต้องลงบ่อนี้   ผ่านไปได้เลย    นักศึกษาที่ยังบินไม่ได้เอง ยังไม่เข้มแข็งต้องผ่านบ่ออนุบาลนี้ก่อน
 

เราไม่ต้องนับหน่วยกิต   ไม่ต้องเพิ่มเข้าไปในหลักสูตร   แต่ให้ทำเป็นคอร์สนอกเวลา   เหมือน Refresher course หรือ Summer course
 

นักศึกษาที่เข้าคอร์สก็ให้เข้าตามความสมัครใจ   ใครที่รู้ตัวว่าอ่อนแต่ไม่ยอมเข้า   ก็ตัวใครตัวมัน จะมาโทษกันทีหลังไม่ได้
 

เราอาจจะทำเป็น Summer camp สำหรับการติวเรื่องการทำวิทยานิพนธ์
 

เป้าหมายคือ สร้างนิสัยใหม่ให้นักศึกษาสามารถยืนหยัดทำวิทยานิพนธ์ด้วยตัวเองให้ได้  
 

กิจกรรมที่สำคัญคือ สร้างความมั่นใจให้นักศึกษาว่าตัวเองทำได้   ในเรื่องที่จำเป็นสำหรับการทำวิจัย    ซึ่งจริง ๆ แล้วนักศึกษาเรียนภาคทฤษฎีมาเยอะมากแล้ว   แต่ขาดความมั่นใจในการนำไปใช้    ตัวอย่างง่าย ๆ คือ เศรษฐมิติเรียนมาไม่รู้กี่วิชา แต่พอให้นำไปใช้กลับอึก ๆ อัก ๆ  ไม่กล้าที่จะบอกไปว่าจะใช้อะไรและเพราะอะไร    เราต้องสร้างกิจกรรมที่จะช่วยให้นักศึกษามั่นใจที่จะใช้วิชาที่ได้เรียนไปแล้ว   ให้เขาลองผิดลองถูก และให้รู้ว่าที่ถูกคืออะไร   ใครอยากลองอะไรได้หมด   เราจะพยายามให้เขาลองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
 

 
ในค่ายนี้นักศึกษาจะตกไม่เจ็บ   คือ ทุกคนพลาดได้ผิดได้   ไม่มีใครว่าอะไร  ไม่มีการเสียหน้า ไม่มีการคิดเกรด    ไม่มีการสอบตกหรือสอบผ่าน    เพราะถือว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำความเข้าใจ   กิจกรรมจะพยายามทำให้นักศึกษาได้ทดลองทำทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการวิจัย และมีข้อแนะนำหากผิดพลาดหรือยังทำไม่ดี    อย่างมากก็โดนเพื่อนกับอาจารย์หัวเราะ   แต่ก็สนุก ๆ ยิ้ม ๆ หัวเราะสนุกสนานกันไป
 
 

บรรยากาศเป็นกันเอง อาจารย์ก็มาด้วยใจสมัคร ใครอยากมาก็มา ไม่ว่างก็ไม่เป็นไร   รุ่นพี่ในหลักสูตรเดียวกันใครอยากจะมาช่วยอีกแรงก็ย่อมได้  
 

แนวทางอย่างนี้จะถูกอัธยาศัยของคนไทยมากกว่า   เพราะกิจกรรมตั้งอยู่บนความเมตตาต่อศิษย์   ไม่ได้หวังจะฆ่าฟันหรือเอาเป็นเอาตายกัน   และยังตั้งอยู่บนมาตรฐานสากลคือ มีเป้าหมายเพื่อให้นักศึกษาต้องสามารถทำวิจัยได้ด้วยตนเอง    อาจารย์ก็ไม่ต้องช่วยนักศึกษาแบบผิด ๆ คือ ช่วยคิดให้และช่วยปล่อยให้ผ่านไป   แต่มาช่วยชี้แนะในค่าย   เพื่อให้นักศึกษาได้ลองผิดลองถูก และเรียนรู้จากสิ่งที่ทำผิดพลาดไป   อาจารย์ก็จะช่วยนักศึกษาได้ถูกวิธีมากขึ้น   เหมือนเมื่อก่อนที่มีรายการทางโทรทัศน์ชื่อ รักลูกให้ถูกทาง
 
 

นักศึกษาสองคนที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน คนที่ผ่านค่ายนี้ไปแล้วน่าจะมีความสัมฤทธิ์ผลที่ดีกว่าคนที่ไม่ได้ผ่านค่ายนี้   ทั้งในเรื่องของเวลาที่จบ   คุณภาพของวิทยานิพนธ์   ความสุขระหว่างเรียน  และศักยภาพในการทำวิจัยด้วยตัวเองต่อไปในองค์การที่เข้าทำงานหรือในการศึกษาต่อขั้นสูงต่อไป
 

 
ผมคิดว่ามาตรฐานการวิจัยของคนไทยทำได้ไม่แพ้ฝรั่ง   แต่วิธีการแก้ปัญหาที่เกิดกับการวิจัยของคนไทย   เราก็แก้กันแบบไทย ๆ    ตามที่ถูกอัธยาศัยของคนไทย    น่าลองทำดูไหมครับ  
 



 
 
 
 



 
  
 
 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ