Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home Tourism Logistics Cities in research สามสิ่งที่ต้องหาให้พบในเดรสเด้น
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















สามสิ่งที่ต้องหาให้พบในเดรสเด้น Print E-mail
คมสัน สุริยะ
28 พฤษภาคม 2553
 
 
ก่อนเดินทางมาเดรสเด้น อาจารย์ของผมกำชับเป็นนักหนาว่าต้องค้นหาสามอย่างให้พบ อย่างแรกคือปราสาทญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างเยอรมันกับเอเชีย    อย่างที่สองคือหมู่บ้านโฮลเยอส์แวร์ดา และอย่างที่สามคือภาพเขียนชื่อว่า ซิกซ์ทีนิชเช่อ มาดอนน่า ซึ่งเป็นจุดที่สวรรค์มาบรรจบกับโลกมนุษย์
 

เอ้ มันจะอยู่ตรงไหนบ้างนะ ต้องเปิดดูจากหนังสือคู่มือสักหน่อย
 







สงสัยจะที่นี่แหละครับปราสาทญี่ปุ่น เหมือนรูปในหนังสือเลย

 
 


ปราสาทญี่ปุ่นเป็นที่เก็บชิ้นงานพอร์ซเลนและเครื่องเคลือบโบนไชน่าที่เจ้าชายเอากุสตัส (จอมพลัง) ซื้อมาจากพ่อค้าญี่ปุ่นและจีนนับร้อย ๆ ชิ้น แล้วไม่มีที่เก็บก็เลยสร้างปราสาทนี้ไว้เก็บซะเลย ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของเมืองเดรสเด้น  ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ยว่าเจ้าชายเยอรมันเห่อของจากเอเชียด้วย  เขาถึงได้ต้อนรับพ่อค้าจากเอเชียอย่างเต็มที่
 










เราไปค้นหาอย่างที่สองกันดีกว่าครับ หมู่บ้านโฮลเยอส์แวดาร์ อยากรู้จังว่ามันจะสำคัญอย่างไร




เราต้องนั่งรถไฟออกไปนอกเมือง   ผ่านไปทางชนบทของเมืองเดรสเด้น 

 
 


จะเห็นว่าบ้านในชนบทของเดรสเด้นก็ไม่ได้ต่างจากชนบทไทยเท่าไร

 
 
 

ถึงแล้วครับหมู่บ้านโฮลเยอส์แวดาร์ (Hoyerswerda)   คนที่นี่พูดภาษาสล๊าฟ จึงมีชื่อเรียกหมู่บ้านตามภาษาสล๊าฟกำกับไว้ด้วยว่า วอเจอเรซี่ (Wojerecy)
 



 
มาถึงก็มีกลุ่มเด็ก ๆ จากภาพยนตร์เรื่องแฟนฉันมาคอยทักทายต้อนรับด้วยภาษาท้องถิ่นว่า แซร์วุส แปลว่าสวัสดี



 
 
บ้านที่นี่น่ารักดี กระจุ๋มกระจิ๋ม บางหลังก็มีอายุมาก สามารถรักษาสถาปัตยกรรมโบราณไว้ได้เป็นอย่างดี 





 
 
เราไม่ใช่กลุ่มเดียวที่เป็นนักท่องเที่ยว   กลุ่มที่เห็นอยู่ข้างหน้าเรานี่ ผมเห็นเขาเอาจักรยานขึ้นรถไฟมาด้วย 





 
 
วันที่ผมมาที่นี่คือวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ชื่อว่า Christi Himmelfahrt (คริสตี้ ฮิมเมล ฟาร์ท) แปลว่า พระผู้เป็นเจ้าเสด็จสู่สรวงสวรรค์    คนจะเอาดอกไม้มาพันรอบจักรยานแล้วขี่เฉลิมฉลองกัน บ้างก็เอาแตรมาเป่า   อาจารย์ของผมเล่าว่าถ้ามาที่นี่วันนี้ได้จะขลังมาก



 
 
 
แล้วอาจารย์ให้ผมตามหาโบสถ์แห่งหนึ่งชื่ออ่านยาก ตามป้ายนี้แหละครับ  
 
 
 



 
ผมคิดว่าเจอเข้าแล้ว เป็นโบสถ์เล็ก ๆ
 
 



 
อาจารย์บอกว่าข้างโบสถ์จะมีโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง สังเกตว่าจะมีโต๊ะปิงปอง  นั่นไง  ใช่ละ



 
 
 
แล้วก็จะมีรั้วต่อไปยังสวน



 
 
 
ให้ผมหาต้นไม้ชื่อว่า คาสตานี่ (Kastanie) ทำไมอาจารย์รู้ดีจังว่ามันอยู่ตรงไหน ชื่ออะไร



 
 
ใกล้กับต้นไม้ต้นนั้น   อาจารย์ให้ผมหาเด็กคนหนึ่งที่แอบปีนรั้วมาจากโรงเรียนแล้วมานั่งอ่านหนังสือที่นี่โดยไม่ยอมกลับบ้านเป็นเวลานานมากจนกลายเป็นหิน
 
 

 
อาจารย์บอกว่าถ้าผมสามารถส่องดูได้ว่าเขาอ่านอะไรอยู่ ผมจะเจอความลับของโลกมนุษย์อย่างหนึ่ง   ผมก็เลยแอบส่องดู   อาจารย์บอกว่าแต่ละคนจะเจอสิ่งที่ไม่เหมือนกัน   ขึ้นอยู่กับว่าเด็กคนนั้นอ่านหนังสือถึงหน้าไหนแล้ว
 
 



 
ผมอ่านพบข้อความว่า   เด็กทุกคนต้องการความรักและความอบอุ่นจากพ่อแม่
 
 
 
 
 
พ่อแม่ก็เหมือนต้นไม้ใหญ่สองต้นที่คอยประคองให้ลูกเดินผ่านไปจากความเป็นเด็กสู่ผู้ใหญ่   และคอยชื่นชมความสำเร็จของลูกตามทางที่ลูกเลือกจะเดินไป
 





 
ผมอยากอ่านมากกว่านั้น   แต่นาฬิกาเตือนว่ารถไฟกลับตัวเมืองเดรสเด้นจะออกแล้ว   ผมเลยไม่ได้อ่านไปมากกว่านั้น    หากท่านใดอยากอ่านมากกว่านั้น  ให้ลองไปที่หมู่บ้านโฮลเยอส์แวดา
 


 






เรามาตามหาของอย่างที่สามกันดีกว่าครับ จุดที่โลกมนุษย์บรรจบกับสวรรค์   แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน กลับมาตั้งต้นที่เดิมก่อน แล้วอ่านลายแทง  มันจะอยู่ที่ไหนน๊า.....  ตะวันก็จะลับฟ้าแล้ว  วันนี้เราจะหาเจอหรือเปล่า  ต้องรีบหน่อย


 
 





ได้เรื่องละครับ เขาบอกว่าภาพเขียนนี้อยู่ที่หอแสดงงานศิลปะชั้นครู (Gemaeldegalerie Alte Meister เกเมลเด้อ กัลเลอรี่ อัลเท้อ ไม้ส์เต้อ) ซึ่งเป็นอาคารด้านหลังของปราสาทซวิงเก้อ (Zwinger) นั่นเอง

 
 


 
ใช่แน่ ๆ แล้ว หน้าอาคารมีรูปตัวอย่างไว้ด้วย

 
 
 
ลองมองเข้าไปใกล้ ๆ  
 
 




 
 
  
 
เราลองเข้าไปดูกันดีกว่าครับว่าเป็นจุดที่สวรรค์บรรจบกับโลกมนุษย์อย่างไร นี่คือรูปเต็ม ๆ ของภาพวาดชื่อ ซิกซ์ทีนิชเช่อ มาดอนน่า   (Sixtinische Madonna)   ภาษาอังกฤษเรียกว่า Sistine Madonna ภาษาไทยเรียกว่า พระแม่มารีซิสติน  



ถ่ายภาพจากโปสการ์ดที่จำหน่ายโดยทางหอศิลป์  



ภาพถ่ายนี้ให้อารมณ์ที่ไม่เหมือนกับที่ยืนดู 
เพราะว่าภาพจริงจะมีขนาดใหญ่มากและอยู่สูงกว่าผู้ชม  ทำให้เราต้องเงยหน้าขึ้นสบตา
แล้วภาพจะมองลงมาสบตาเรา  นอกจากนั้นสีในรูปยังเข้มไปอีกด้วย  ของจริงจะนวลกว่านี้
 
 
ภาพนี้วาดโดย ราฟาเอลโล ซานซิโอ (Rafaello Sanzio) วาดไว้ในปี ค.ศ. 1513 ถึง 1514 อาจจะต้องการสื่อความหมายว่า พระแม่มารีเสด็จจากสรวงสวรรค์ลงมาพร้อมกับพระเยซู   โดยมีผู้รับเสด็จคือ นักบุญซิกซ์ตุส (ซ้าย) และนักบุญบาร์บาร่า (ขวา) และมีหมวกของสันตปะปาวางอยู่ที่ขอบล่างด้านซ้ายเป็นสัญลักษณ์ของรอยต่อระหว่างแดนสวรรค์และโลกมนุษย์   สังเกตว่ายังมีเทวดาสององค์เกาะขอบล่างของภาพอยู่แสดงให้เห็นว่าภายในนั้นยังเป็นเขตของสวรรค์
 
 
ภาพวาดนี้รอดพ้นจากการถูกทำลายระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองมาได้เพราะถูกเก็บรักษาไว้ในห้องใต้ดินที่แข็งแรง   หลังสงครามฝ่ายรัสเซียเป็นผู้ค้นพบและนำไปไว้ที่รัสเซีย   ต่อมาจึงนำมากลับมาไว้ที่เดรสเดนในระหว่างที่ยังเป็นประเทศเยอรมันตะวันออก   



ภาพนี้ดลใจให้คนหลายคนทำความดีและนำความสุขมาให้แก่มวลมนุษย์   เล่ากันมาตามสายลมว่าการตัดสินใจยอมรวมชาติระหว่างเยอรมันตะวันตกและตะวันออกก็เพราะผู้นำบางคนได้รับแรงดลใจจากการจ้องมองดูภาพเขียนนี้    ต่อมาเชื่อกันว่าหากอธิษฐานขอพรอันใดก็จะได้สมหวัง ผมเคยขอให้ได้กลับไปเยือนเดรสเด้นอีกครั้ง ปรากฎว่าได้ทันทีเลย   ในเวลาห่างกันไม่กี่วัน ผมได้กลับไปเยือนเดรสเด้นเป็นครั้งที่สองโดยไม่ได้คาดไว้ล่วงหน้า   และได้ไปเยือนภาพเขียนนี้อีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้เร็วขนาดนี้ 
 
 
ครั้งหลังนี้ผมใช้เวลาจ้องดูภาพเขียนนี้นานกว่าครึ่งชั่วโมง บอกได้คำเดียวว่าสวยมาก ภาพจริงสวยกว่าภาพถ่ายไม่ว่าไหน ๆ   สายตาที่ภาพมองเรานั้นเหมือนมีชีวิต อ่อนโยน   และให้ความหวัง   สมดั่งที่เขาว่าภาพเขียนนี้คือจุดที่บรรจบกันระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์   ไม่ได้มากเกินไปที่จะกล่าวเช่นนั้นเลย
 



คนเราจะอยากได้อะไรมากไปกว่าความรักและความหวัง  
เมื่อมีทั้งความรักและความหวัง   มนุษย์ตัวเล็ก ๆ อย่างเราก็อาจจะทำให้โลกนี้กลายเป็นสวรรค์ไปได้
 

 


 
 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ