Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home Tourism Logistics Cities in research เมืองเดรสเด้น ประเทศเยอรมนี Dresden Germany
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















เมืองเดรสเด้น ประเทศเยอรมนี Dresden Germany Print E-mail
คมสัน สุริยะ
27 พฤษภาคม 2553
 
 
เดรสเด้นเป็นเมืองเก่าแก่อายุประมาณ 804 ปี (สถาปนาวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1206 หรือ พ.ศ. 1749) ก่อนการสถาปนากรุงสุโขทัย 32 ปี (พ.ศ. 1781)  และก่อนการสถาปนาเมืองเชียงใหม่ 90 ปี (วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 1839)


 
ขอแนะนำเจ้าของบ้านกันก่อน ผู้ครองนครเดรสเด้น เจ้าชายฟรี้ดดริช เอากุสตัส ที่ 1 แห่งซ๊ากเซ่น   (Friedrich August I von Sachsen) หรืออีกพระนามหนึ่ง กษัตริย์ฟรี้ดดริช เอากุสตัส ที่ 2 แห่งโปแลนด์ (Friedrich August II King of Poland)    


พระองค์มีชื่อเสียงระบือเรื่องมีพละกำลังมาก ว่ากันว่าสามารถหักเกือกม้าซึ่งเป็นเหล็กได้ด้วยมือเปล่า  เลยได้รับสมญานามว่า     
เอากุสตัส จอมพลัง (August der Starke) พระองค์ครองเมืองเดรสเด้นระหว่างปี ค.ศ. 1694 ถึง 1733 ซึ่งก็ถือว่าเป็นยุคกลาง ๆ ไม่ใหม่ไม่เก่าของเมืองเดรสเด้น แต่ถือว่าเป็นยุคที่เดรสเด้นรุ่งเรืองที่สุด   เป็นยุคเดียวกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1638 ถึง 1715) แต่ก่อนยุคพระนางมาเรีย เทเรเซียของออสเตรีย (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1740 ถึง 1780) รวมทั้งก่อนยุคพระนางวิคตอเรียแห่งอังกฤษนับร้อยปี (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1837 ถึง 1901)    หากนับพระราชวงศ์ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ตรงกับสามรัชกาล คือ สมเด็จพระเพทราชา (ค.ศ. 1688 ถึง 1703) สมเด็จพระเจ้าเสือ (ค.ศ. 1703 ถึง 1708) และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ (ค.ศ. 1708 ถึง 1732) หรือประมาณ 34  ปีก่อนไทยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง
 




แคว้นซ๊ากเซ่น (Sachsen) ของเยอรมันมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า แซ็กซอนี (Saxony) ชาวท้องถิ่นมีพื้นเพเป็นพวกแซ็กซอน (Saxon) ซึ่งเป็นชนกลุ่มเดียวกับชาวอังกฤษ นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมภาษาเยอรมันกับภาษาอังกฤษถึงได้มีความใกล้เคียงกันในหลายเรื่อง   บางครั้งหากฟังแต่เสียงโดยไม่ดูตัวสะกดก็จะพบว่ามีคำจำนวนมากในภาษาเยอรมันที่ใช้เหมือนกับภาษาอังกฤษ
 


ต่อมาเชิญชมปราสาทของเจ้าผู้ครอง ปราสาทนี้ชื่อว่า ซวิงเก้อร์ (Zwinger)  สถาปัตยกรรมมีอาคารหลักอยู่หนึ่งหลัง ล้อมรอบด้วยซุ้มประตูจำนวนสามซุ้ม แต่ละซุ้มมีทางเดิมลอยฟ้าเชื่อมต่อถึงกัน   แล้วมีสวนลอยยกขึ้นเหนือพื้นดินปกติ นัยว่าเป็นสวนที่อยู่ในระดับอาคารชั้นสอง มีน้ำพุและต้นไม้ประดับประดาในสวนลอยนี้อย่างร่มรื่น   นอกจากนั้นยังมีการสร้างห้องโถงไว้ประจำสวนสองด้านอีกด้วย   ด้านหน้าของปราสาทมีคูน้ำเพื่อกันการรุกรานของศัตรู   รูปปั้นที่อยู่รายรอบทางเดินลอยฟ้าหากเป็นสีดำแสดงว่าเป็นของเดิมเพราะซึมซับเอาเขม่าควันจากการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สองไว้   หากเป็นสีขาวแสดงว่าทำขึ้นใหม่
 


















ลำดับต่อมาคือโบสถ์ประจำราชวงศ์ หรือ ฮอฟเคียเช่อ จุดเด่นคือมีรูปปั้นของนักบุญและอัศวินผู้ปกป้องศาสนาตั้งไว้รายรอบอาคาร   โบสถ์หลังนี้ได้รับการเสียหายไม่มากจากการทิ้งระเบิด สังเกตได้ว่ามีผนังเป็นสีดำอยู่มาก สาเหตุที่กองทัพพันธมิตรไม่ทิ้งระเบิดเมืองเดรสเด้นให้แหลกลาญไปเหมือนเมืองอื่น ๆ   ไม่ได้เพราะเกรงใจโบสถ์นี้ แต่กะว่าจะเอาไว้แสดงแสนยานุภาพการทำลายล้างของระเบิดนิวเคลียร์   ถ้ามันพินาศไปหมดแล้วก็จะไม่เหลือให้เห็นว่าระเบิดนิวเคลียร์ทำงานได้ดีแค่ไหน  โชคดีที่เยอรมันแพ้สงครามก่อน ระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลกเลยไม่ได้ลงที่เดรสเด้น  
 

 







สถาปัตยกรรมเด่นอีกแห่งคือโรงโอเปร่าแห่งเดรสเด้น   โรงโอเปร่าแห่งนี้ทั้งหรูและขลัง มีสัญลักษณ์รูปตัว A  หมายถึง 
เจ้าชายเอากุสตัส (Augustus) หน้าอาคารประดับด้วยรูปปั้นของเทพบุตรและเทพธิดาขี่รถเทียมเสือสี่ตัว สังเกตว่าผมของเทพธิดาจะยาวสลวยสวยกว่ารูปปั้นใด ๆ ในเยอรมัน   ยอดของอาคารประดับด้วยเทพธิดาแห่งเสียงพิณ   รอบ ๆ อาคารประดับด้วยรูปปั้นนักร้องโอเปร่าที่มีชื่อเสียง   โคมไฟก็สวยแปลกตาและให้ความรู้สึกแห่งมนต์ขลัง
 
 



















เดินมาเรื่อย ๆ เราจะพบกับผนังที่ประดับเป็นรูปเจ้าชายและอัศวินขี่ม้า ผนังแห่งนี้เรียกว่า F?rstenzug หรือแปลได้ว่า     ขบวนของเจ้าชาย   แสดงภาพของเจ้าชายผู้ครองนครเดรสเด้น 35 พระองค์จากราชวงศ์ เว็ตติน (Wettin) ตัวภาพทำจากกระเบื้องพอร์ซเลนทั้งหมด ความยาวรวมกัน 102.3 เมตร สูง 10.46 เมตร ถือได้ว่าเป็นกำแพงที่ได้รับการประดับประดาด้วยกระเบื้องที่ยาวที่สุดในโลก
 














ริมแม่น้ำเป็นที่ตั้งของสถาบันศิลปะแห่งเดรสเด้น (Kunstakademie) ทำหน้าที่ผลิตช่างศิลป์ชั้นเลิศ สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของอาคารแห่งนี้คือโดมยอดทองคำ และมีเทพธิดามีปีกกำลังโบยบินโดยถือช่อมะกอกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จอยู่ในมือซ้าย
 








 
ฟราวเอนเคียเช่อ (Frauen Kirche) ตั้งอยู่ข้างกับสถาบันศิลปะ ได้รับการบูรณะกลับมาให้ดีเหมือนเดิมอีกครั้งจากที่เหลือเป็นเพียงซากปรักหักพัง   โบสถ์แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรื่อง การกลับมา และความเป็นอมตะ (อ่านเรื่องฟราวเอนเคียเช่อเพิ่มเติมได้ที่นี่)
 
 






 
อาคารหลังอื่น ๆ ยังมีอีกมาก เช่น  วังเรสซิเด้นซ์ (Residence Palace) วังทาชเช่นแบร์ก (Tashcenberg Palace) ซึ่งตอนนี้กลายเป็นโรงแรมไปแล้ว   กลุ่มอาคารริมแม่น้ำที่เรียกว่า Br?hlsche Terrasse หรือ Br?hl?s Terrace และอาคาร โยฮันเนอุม (Johanneum) ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการบูรณะ   และอาคารที่ทำการกระทรวงการคลังของเยอรมัน   วันเดียวนี่พาไปเที่ยวทุกที่ได้ไม่หมดจริง ๆ นะครับ
 

วังเรสซิเด้นซ์ (Residence Palace)


วังเรสซิเด้นซ์ (Residence Palace)


วังทาชเช่นแบร์ก (Tashcenberg Palace)


Br?hlsche Terrasse หรือ Br?hl?s Terrace 


อาคาร โยฮันเนอุม (Johanneum) 



อาคาร โยฮันเนอุม (Johanneum) 
ถ่ายภาพโบราณโดย  SLUB Dresden / Deutsche Fotothek



อาคารที่ทำการกระทรวงการคลังของเยอรมัน  



เดรสเด้นเป็นเมืองใหญ่   พื้นที่ทั้งหมดมีประมาณ 328 ตารางกิโลเมตร  เฉพาะตัวเมืองมีพื้นที่ 39 ตารางกิโลเมตร หรือเกือบเท่ากับพื้นที่ของตัวเมืองเชียงใหม่พอดิบพอดี  (ตัวเมืองเชียงใหม่มีพื้นที่ 40.2 ตารางกิโลเมตร)   มีแม่น้ำผ่านตรงกลางเหมือนกัน 
ชื่อว่าแม่น้ำเอลเบอ (Elbe) มีความกว้างพอ ๆ กับแม่น้ำปิง
 






ความหนาแน่นของผู้อยู่อาศัยของเดรสเด้นน้อยกว่าเชียงใหม่ประมาณครึ่งหนึ่ง  เวลาที่ปั่นจักรยานรอบเมืองจะรู้สึกได้ว่าเป็นเมืองใหญ่แต่ไม่มีคนอยู่  สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเพราะว่าคนท้องถิ่นอพยพเข้าไปอยู่ในเมืองอื่นฝั่งตะวันตกกันมาก แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามทุ่มเงินลงทุนสร้างสาธารณูปโภคทั้งถนนหนทาง การบูรณะก่อสร้างอาคาร รวมทั้งย้ายที่ทำการของรัฐบาลมาไว้บางส่วน แต่ก็ยังไม่ทำให้คนกลับมาอยู่ที่เดรสเด้นได้มากนัก    อาคารบางแห่งสังเกตว่าสร้างแล้วแต่หาผู้เช่าไม่ได้   บางแห่งก็ยังคงถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง แต่ก็ยังมีนักลงทุนอีกส่วนหนึ่งที่มีความหวังได้ทำการสร้างอาคารใหม่เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ เช่นกัน
 


อาคารหลังนี้มีป้ายบอกว่าให้เช่า



อาคารหลังนี้ร้าง



อาคารหลังนี้กำลังสร้างใหม่

 
อาคารที่จอดรถยังว่างอยู่เป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นได้ว่า โครงสร้างพื้นฐานที่เตรียมไว้สำหรับเดรสเด้นยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่   ตัวเลขในภาพคือจำนวนที่จอดรถที่ยังว่างอยู่ในลานจอดรถหรืออาคารจอดรถแต่ละแห่ง
 




เดรสเด้นในวันนี้จึงยังคงเป็นเมืองที่เตรียมไว้รองรับการเจริญเติบโตทางฝั่งตะวันออกของเยอรมนี   เพราะมีข้อดีคืออยู่ห่างจากเบอร์ลินไปทางใต้เพียง 194 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 2 ชั่วโมง ทำให้ไม่ห่างไกลจากความเจริญมากเกินไป การขนส่งสินค้าและอาหารก็ทำได้ไม่ลำบาก ปัญหาของเดรสเด้นคืออยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติแฟร้งค์เฟิร์ต    466 กิโลเมตร และห่างจากสนามบินนานาชาติมิวนิค 462 กิโลเมตร นั่นทำให้ธุรกิจในระดับนานาชาติยังไม่ค่อยอยากย้ายมาตั้งอยู่ที่เดรสเด้น   แม้ว่าเบอร์ลินจะมีสนามบินนานาชาติเชินเนอเฟล (Sch?nefeld) แต่ก็ยังมีเที่ยวบินจากทั่วโลกไม่มากเท่ากับสนามบินสองแห่งแรก   อย่างน้อยการบินไทยก็ไม่มีเที่ยวบินไปลงเบอร์ลิน
 




 
เดรสเด้นเหมาะที่จะเป็นเมืองท่องเที่ยว เพราะว่ามีสถาปัตยกรรมที่สวยงามมากมาย มีระบบการขนส่งนักท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ (อ่านเรื่องระบบการขนส่งนักท่องเที่ยวในเดรสเด้นได้ที่นี่) และมีคนท้องถิ่นอาศัยอยู่ไม่มากนัก   ทำให้การเข้ามาของนักท่องเที่ยวไม่ทำให้เกิดความแออัดในเมืองจนเกิดความรำคาญของชาวเมือง
 











สำหรับตัวผมแล้ว ผมรักเดรสเด้น และมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาเยือนเมืองแห่งนี้  


ถ้าจะให้แนะนำว่าเมืองไหนน่าจะสถาปนาเป็นเมืองพี่เมืองน้องหรือเมืองคู่แฝดของเชียงใหม่แล้ว ผมคิดว่าเมืองเดรสเด้นแห่งนี้ กับเมืองอินส์บรูคในประเทศออสเตรียมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง   เพราะว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวเหมือนกัน ขนาดพื้นที่พอ ๆ กัน      
มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมืองเหมือนกัน และประวัติความเป็นมาก็ยาวนานใกล้เคียงกันครับ
 
 







 
 



 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ