Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home Tourism Logistics Cities in research ฟราวเอนเคียเช่อ สัญลักษณ์ของความรุ่งเรือง การกลับมา และความเป็นอมตะ
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















ฟราวเอนเคียเช่อ สัญลักษณ์ของความรุ่งเรือง การกลับมา และความเป็นอมตะ Print E-mail
คมสัน สุริยะ
25 พฤษภาคม 2553
 
 
ฟราวเอนเคียเช่อ (Frauenkirche) ตั้งอยู่ที่เมืองเดรสเด้น ประเทศเยอรมนี เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองในอดีตของเดรสเด้น   ต่อมาถูกทำลายลงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองเหลือแต่ซากเพียงไม่กี่ชิ้น   แล้วได้รับการบูรณะอีกครั้งจนอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดังเดิม   บทความนี้จะได้ลำดับการบูรณะฟราวเอนเคียเช่อ และเหตุผลของการต้องบูรณะ
 
 

1/ ฟราวเอนเคียเช่อในปี ค.ศ. 1930 ประมาณสิบห้าปีก่อนถูกทำลาย
ถ่ายภาพโดย Rudolf Kobach
 

2/ สภาพเมืองเดรสเด้นที่ถูกทำลายระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
ถ่ายภาพโดย S?chsische Landesbibliothek Abt. Deutshce Fotothek
 

3/ อีกมุมหนึ่งของเมืองเดรสเด้นหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกแล้วสี่ปี
ถ่ายภาพโดย S?chsische Landesbibliothek Abt. Deutshce Fotothek
 
 

4/ ฟราวเอนเคียเช่อก่อนสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดสองเดือน
ถ่ายภาพโดย S?chsische Landesbibliothek Abt. Deutshce Fotothek
 
 
 
5/ ฟราวเอนเคียเช่อหลังสิ้นสุดสงครามโลกแล้วเจ็ดปี
ถ่ายภาพโดย S?chsische Landesbibliothek Abt. Deutshce Fotothek
 
 
การบูรณะฟราวเอนเคียเช่อได้รับการบูรณะอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1994 สี่ปีหลังจากที่เยอรมันรวมชาติกันอีกครั้ง   แล้วมาสำเร็จในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2005 ใช้เวลารวมทั้งสิ้นประมาณ 11 ปี
 
จุดเริ่มต้นของการบูรณะเกิดจากข้อเรียกร้องของชาวเมืองเดรสเด้นเอง แต่ก็ไม่มีใครอยากจะบูรณะเพราะต้องใช้เงินมาก   เดิมทีเดียวก็ดูแลกันไปอย่างเป็นซากปรักหักพังในประวัติศาสตร์ แต่ต่อมาเมื่อทนการเรียกร้องไม่ไหว โบสถ์แห่งแซ็กซอนี ก็เริ่มเป็นหัวแรงในการออกเงินบูรณะ จากนั้นรัฐบาลท้องถิ่นเมืองเดรสเด้นก็เข้าร่วมด้วย   แล้วมีการตั้งมูลนิธิฟราวเอนเคียเช่อเพื่อรับบริจาคจากบุคคลทั่วไป
 
อารมณ์ของชาวเมืองเดรสเด้นที่ต้องการให้ฟราวเอนเคียเช่อกลับคืนมาก็คงประมาณอย่างเดียวกับความรู้สึกของคนไทยที่มีต่อวัดพระแก้ว คนนครปฐมกับพระปฐมเจดีย์ คนลำปางกับวัดพระธาตุลำปางหลวง คนลำพูนกับวัดพระธาตุหริภุญชัย คนเชียงใหม่กับวัดพระธาตุดอยสุเทพ และชาวมอชอกับศาลาธรรม
 
การเริ่มบูรณะกระทำโดยการรื้อหินเดิมออกก่อนอย่างบรรจง มีการจดบันทึกว่าหินก้อนไหนอยู่ในตำแหน่งไหน เพื่อกะว่าจะเอาใส่กลับเข้าไปดังเดิมถ้าทำได้   การรื้อดำเนินไปนานถึง 18 เดือน และรื้อหินออกมาประมาณ 22,000 ลูกบาศก์เมตร
 
จากนั้นก็เริ่มมีการวางหินก้อนแรกในวันที่ 27 พฤษภาคม 1994   โดยใช้หินเก่าที่สภาพยังดีอยู่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้   ซึ่งประมาณว่าหินเก่าประมาณ 40% ของที่ถูกรื้อออกสามารถนำมาใช้ใหม่ได้   หินเก่าเหล่านี้จะมีสีดำ เพราะว่าดูดซับเอาควันไฟจากสงครามเข้าไป   หินใหม่จะเป็นหินทรายสีขาว
 
การได้ฟราวเอนเคียเช่อกลับมาทำให้ชาวเมืองเดรสเด้นมีกำลังใจสู้ชีวิตกันต่อไป   ทำให้มีความหวังที่จะบูรณะเมืองที่เหลือให้รุ่งเรืองอย่างในอดีต   เป็นสัญลักษณ์ของการกลับมาอีกครั้งคือแม้จะถูกทำลายไปแล้วก็ฟื้นกลับคืนมาใหม่ได้   และเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะที่ไม่มีวันลืมเลือนไปจากใจของชาวเดรสเด้น
 
 
 
6/ การเริ่มรื้อหินลงมา
ที่มา: http://www.galenfrysinger.com/europe/dresden05.jpg
 
 

7/ การบูรณะโดม
ที่มา: http://www.bach-cantatas.com/Pic-Tour-BIG/Dresden%5B18%5D.jpg
 

8/ การบูรณะยอดโดม
ที่มา: http://www.archi-nova.net/dresden/photos/3-dresden-frauenkirche.jpg
 
 

9/ การติดตั้งยอดโดม
ที่มา: http://extremecatholic.blogspot.com/images/frauenkirche.jpg
 
 
10/ ฟราวเอนเคียเช่อในปัจจุบัน
ถ่ายภาพ: คมสัน สุริยะ
 

11/ สังเกตว่าหินสีดำคือหินเก่า และหินสีขาวคือหินใหม่ ฝั่งผนังด้านโค้ง
ถ่ายภาพ: คมสัน สุริยะ
 
 

12/ อีกมุมหนึ่งของหินเก่าและหินใหม่ ฝั่งผนังด้านเหลี่ยมซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับด้านโค้ง
ถ่ายภาพ: คมสัน สุริยะ
 
 
 
13/ โดมและยอดโดมของฟราวเอนเคียเช่อ
ถ่ายภาพ: คมสัน สุริยะ
 
 

14/ ชั้นสองและโดมของฟราวเอนเคียเช่อ
ถ่ายภาพ: คมสัน สุริยะ
 
 

15/ นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปชมบนโดมได้
ถ่ายภาพ: คมสัน สุริยะ
 

16/ เศษหินเดิมที่ตั้งไว้เป็นที่ระลึก
ถ่ายภาพ: คมสัน สุริยะ
 

17/ คมสัน กับ ฟราวเอนเคียเช่อ
 
 
 
 ก็ขอภาวนาว่าอย่าให้เกิดสงครามขึ้นที่นี่อีกเลย
 
 
 



 
 
 
 
 



 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ