Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ทางข้างหน้า ก้าวไปสู่ระดับโลก ทางออกที่มีให้น้องของพี่เสมอ
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















ทางออกที่มีให้น้องของพี่เสมอ Print E-mail
คมสัน สุริยะ
23 พฤษภาคม 2553
 
 
วันนี้ผมได้รับทราบปัญหาจากน้องของผมว่า เขาอยากเลิกในสิ่งที่ทำอยู่แต่ยังไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะทำได้ จึงเกิดความเครียดและไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร   ทำให้การทำงานทุกวันนี้เป็นไปโดยที่ไม่มีความสุข   ผมขออนุญาตตอบทางเว็ปไซต์นี้เพื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านท่านอื่นที่กำลังประสบปัญหาอย่างเดียวกัน  เพราะผมเชื่อว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับน้องของผมคนเดียวแน่นอน
 

น้องอาจเชื่อเรื่องคำทำนายของหมอดู (ซึ่งทายแม่นมาตลอด) ว่าเขาจะไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่   ที่จริงหมอดูก็ทายไปอย่างนั้นเพราะเห็นสีหน้าท่าทางน้ำเสียงของคนที่มาให้ทายว่าไม่มีความสุข    ก็ทายไปว่าไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่   ผมไม่ต้องมีความรู้เรื่องดวงชะตาก็บอกได้ว่าคงจะมีโอกาสตรงประมาณ 90%
 

เมื่อทั้งความเห็นส่วนตัวและความเห็นของหมอดูตรงกัน ทุกอย่างก็เลยกลายเป็นเรื่องแย่ และในที่สุดน้องก็ตัดสินใจจะออกจากงานนั้น   แต่ปัญหาก็คือยังออกไม่ได้เนื่องจากไม่มีใครมาทำแทน และตัวเองก็ไม่รู้จะออกไปอยู่ที่ไหนและทำอะไรให้ได้เงิน
 

ทางออกในเรื่องนี้ก็คือ ต้องฝึกคิดให้เป็นบวก  แล้วถึงจะเห็นทางว่าต้องทำอะไร  ซึ่งผมจะค่อยเฉลยไปเป็นลำดับ
 

โดยปกติคนเราคิดในแง่ลบง่ายกว่าคิดในแง่บวก ผมเองก็เหมือนกัน หากปล่อยให้ความคิดในแง่ลบเข้ามาครอบงำแล้ว จะทำให้ไม่มีความสุขใจ   หรืออาจจะทำให้เป็นทุกข์ได้อย่างแสนสาหัส  
 

วิธีการคิดให้เป็นบวก เราก็ต้องดูก่อนว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตแบบไหนกันแน่   เราเป็นสิ่งมีชีวิตแบบเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่มีกลไกในการรักษาตัวให้รอด   คือ เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องพยายามทำทุกอย่างให้ชีวิตรอด ไม่เชื่อก็ลองกลั้นหายใจกะเอาให้ตายไปเลย   มันทำไม่ได้ เพราะร่างกายมีกลไกบังคับให้เราต้องหายใจ   นั่นแปลว่า ธรรมชาติต้องการให้เรารอด   ธรรมชาติไม่ได้ต้องการให้เราตาย   นี่สำคัญมาก   คนที่เชื่อเช่นนี้จะมีคนที่หนุนหลังอยู่เสมอชื่อว่าธรรมชาติ
 

ต่อมาก็ลองมาดูว่ามนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหาร   แล้วมนุษย์หาอาหารอย่างไร คนสมัยก่อนก็ต้องล่าสัตว์   การที่มนุษย์จะเอาชนะสัตว์ได้ มนุษย์ก็ต้องแข็งแกร่งกว่าหรือไม่ก็ฉลาดกว่า    อย่างเราแข็งแกร่งกว่าไก่หรือหมูแน่นอน   แต่ถ้าจะล้มกวาง หมี เสือ หรือช้าง   เราก็ต้องฉลาดกว่า โดยการประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรง
 

เมื่อมนุษย์เอาชนะสัตว์ได้แล้ว   ทีนี้ก็เกิดการล่าขึ้นอย่างกว้างขวาง   สัตว์ก็เริ่มลดลง   แต่มนุษย์ก็เพิ่มประชากรมากขึ้น   การขาดแคลนทรัพยากรก็เริ่มเกิดขึ้น   การกระทบกระทั่งกันเองระหว่างมนุษย์ก็มีบ่อยขึ้น การต่อสู้กัน การประหัตประหารกัน การก่อสงครามระหว่างเผ่า   ก็ทำให้ผู้ที่จะอยู่รอดได้ก็คือคนที่แข็งแกร่งกว่าหรือฉลาดกว่ามนุษย์เผ่าอื่น
 

มนุษย์เผ่าที่มีปืนใหญ่ติดบนเรือรบก็ทำท่าว่าจะชนะสงคราม เพราะเห็นได้อาณานิคมเยอะแยะไปหมด   ต่อมามนุษย์กลุ่มนี้ก็สู้กันเอง ตายกันไปก็เยอะ การสู้กันยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมกับการพัฒนาอาวุธมหาประลัย   ในที่สุดก็กลายเป็นระเบิดนิวเคลียร์   
 

อานุภาพของระเบิดนิวเคลียร์ก็เห็นกันแล้วว่าฮิโรชิม่ากับนางาซากิย่อยยับกันอย่างไร และทฤษฎีเกมส์บอกว่าถ้าอเมริกากับโซเวียตถล่มกันด้วยนิวเคลียร์   ทั้งสองฝ่ายก็จะไม่เหลือใครรอด    เมื่อทุกคนรู้แล้วว่าการต่อสู้กันมันไม่ได้ทำให้ชีวิตอยู่รอด   ธรรมชาติก็เลยผลักดันให้เกิดการปรองดองกันขึ้นแทน   เพราะความปรองดองจะนำไปสู่ความอยู่รอด   
 

สหภาพยุโรปจึงรวมตัวกันทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนฆ่ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย   อเมริกากับโซเวียตก็เลิกทำสงครามเย็นต่อกัน
 

มนุษย์หันมาเล่นงานกันทางธุรกิจแทน   ญี่ปุ่นแม้จะแพ้สงครามโลกครั้งที่สองอย่างย่อยยับ แต่ก็ส่งสินค้าเข้าบุกตลาดโลกอย่างที่โลกต่อต้านไม่ได้   ผลสุดท้ายก็ต้องเล่นแง่กันในเรื่องกฎหมาย มีการตั้งกำแพงกีดกันทางการค้าขึ้นอย่างถูกกฎหมาย   เพื่อป้องกันไม่ให้งานในประเทศผู้นำเข้าถูกทำลายไปมากกว่าที่เป็นอยู่
 

บริษัทอย่างไมโครซอฟท์เกิดขึ้นมาแล้วพลิกโลกจากที่ปู่ย่าของเราเคยรู้จักเป็นโลกของซอฟต์แวร์   ความเข้มแข็งของบริษัทนี้ทำให้ต้องหาทางโค่นเขาลงด้วยกฎหมายการผูกขาด อันเป็นผลทำให้ไมโครซอฟท์ต้องเสียค่าปรับถึงวันละ 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ    อาชีพนักกฎหมายกลายมาเป็นอาชีพที่ทำเงินมากที่สุดอาชีพหนึ่งในสหรัฐอเมริกา   การป้องกันตนเองและการเอาชนะผู้อื่นไม่ได้ทำด้วยอาวุธอีกต่อไป   หากแต่ทำด้วยกฎหมาย   นั่นเป็นวิธีการเอาตัวรอดสมัยใหม่
 
 
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า   มนุษย์มีสองประเภท คือ มนุษย์ที่รอด กับ มนุษย์ที่ไม่รอด   พวกเราทั้งหมดในขณะนี้คือบรรดามนุษย์ที่รอด   เพราะว่าถ้าไม่รอดก็คงไม่ได้อ่านบทความนี้
 
 
เมื่อเราเชื่อว่าเราคือมนุษย์ที่รอด   ก็แสดงว่าเราแข็งแกร่งพอหรือฉลาดพอที่จะรอด เพราะผมชี้ให้เห็นจากตัวอย่างทั้งหมดแล้วว่า   การจะทำให้ชีวิตรอดนั้น เราต้องแข็งแกร่งกว่าหรือไม่ก็ต้องฉลาดกว่า   ในเมื่อเรารอดมาได้ทุกวันนี้   นั้นก็แปลว่าเราแข็งแกร่งพอหรือฉลาดพอ
 
 
เมื่อเราเชื่อว่าเราเป็นคนที่แข็งแกร่งพอหรือฉลาดพอ   ต่อมาเราก็มาดูปัญหาที่เรากำลังประสบว่า มันแข็งแกร่งกว่าเราหรือเปล่า   ทำไมเราถึงจะไม่รอด
 
 
ผมพบว่า ปัญหาเริ่มเล็กลงเมื่อเราคิดอย่างนี้   เพราะผมเชื่อว่าผมแข็งแกร่งหรือฉลาดกว่าปัญหา   เพราะถ้าปัญหามันแข็งแกร่งมาก  มันคงทำให้คนนับล้านตายไปแล้ว 
 
 
ยกตัวอย่างเช่น ระบบราชการ  แน่นอนว่ามันทำให้ผมติดขัดหรืออึดอัดกับเรื่องไม่เป็นเรื่องหรือเรื่องที่ไม่มีเหตุผลบางเรื่องที่จำเป็นต้องทำ   ถามว่าปัญหานี้เป็นปัญหาของผมคนเดียวไหม   คำตอบก็คือไม่   มนุษย์จำนวนนับหมื่นนับแสนคนซึ่งต้องอยู่ภายใต้ระบบนั้นต่างก็อึดอัดเช่นกัน  แต่ก็ไม่มีใครไม่รอด   ผมเลยคิดว่าแล้วทำไมผมจะไม่รอด   ผมต้องรอดสิ
 
 
เรื่องของน้องก็เช่นกัน   น้องไม่ชอบงานที่กำลังทำ   แต่น้องเปลี่ยนไปทำงานอื่นไม่ได้   ถามว่าปัญหานี้เป็นปัญหาของน้องคนเดียวไหม    คำตอบก็คือไม่   ลองไปถามคนร้อยคนง่าย ๆ ว่า   ท่านชอบงานที่กำลังทำหรือไม่   โอเค คำถามนี้อาจจะไม่มีใครอยากตอบตรง ๆ    ลองถามใหม่ว่า   ท่านอยากเปลี่ยนงานที่ท่านกำลังทำอยู่หรือไม่   คำถามนี้ก็อาจจะยังไม่ชัดเจนเพราะว่าถ้าเปลี่ยนไปแล้วจะไปทำอะไร   ดังนั้นลองถามว่า   ถ้าหากมีทางเลือกที่ดีกว่างานที่ท่านกำลังอยู่ในปัจจุบันมาเสนอท่าน ท่านจะเปลี่ยนหรือไม่   คำตอบส่วนใหญ่ก็คือเปลี่ยน   เหตุผลก็ง่าย ๆ ว่า ก็มันดีกว่า ทำไมจะไม่เปลี่ยน
 
 
นั่นแหละครับ มันแปลว่าคนไม่ได้ชอบงานที่ตัวเองทำอยู่   ถ้าชอบจริง ๆ ก็จะไม่เปลี่ยน  เช่น ถ้าใครบอกชอบเป็นอาจารย์มอชอ   ถึงตายก็ไม่ยอมเปลี่ยน ถึงมีคนให้ไปทำงานที่อื่นให้เงินเดือนแพงกว่าก็ไม่เปลี่ยน ขอเป็นอาจารย์สอนที่มอชอไปตลอดชีวิต อย่างนี้แสดงว่ารักจริง แสดงว่าคน ๆ นั้นชอบงานที่ตัวเองทำอยู่    แต่ถ้าใครตอบว่าเปลี่ยนเมื่อมีทางเลือกที่ดีกว่ามาเสนอ แสดงว่าต้องมีบ้างที่ไม่ชอบงานที่ตัวเองทำอยู่   และผมคิดว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกนี้จากจำนวนประชากรทั้งหมดเกือบเจ็ดพันล้านคนจะตอบอย่างเดียวกันนี้
 
 
เอาหล่ะครับ ในเมื่อมนุษย์เราส่วนใหญ่ไม่มีใครชอบงานที่ตนเองทำอยู่เต็มร้อย   และทุกคนก็เปิดรับโอกาสใหม่ที่ดีกว่าให้กับชีวิต   แล้วคนที่ได้เปลี่ยนไปทำสิ่งที่ดีกว่า กับคนที่ไม่ได้เปลี่ยน ต่างกันอย่างไร
 
 
คนที่เปลี่ยนคือคนที่คิดว่า เราต้องเปลี่ยนได้ และตั้งใจจะเปลี่ยน
 

คนที่ไม่เปลี่ยนคือคนที่ไม่ได้คิดจริงจังอย่างคนที่จะเปลี่ยน  
 

การจะเปลี่ยนบางทีก็ต้องฝ่าด่านคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบข้าง โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ   การจะโน้มน้าวให้ทุกท่านเห็นด้วยกับเราบางทีก็ต้องใช้เวลา   อยู่ ๆ จะมาบอกว่าจะเปลี่ยนก็คงทำให้เกิดการช๊อควงการ  เช่น  ถ้าผมจะลาออกจากงานสอนหนังสือไปขายก๋วยเตี๋ยวผัดไท  เป็นต้น  (ซึ่งผมมั่นใจมากว่าผมทำผัดไทได้อร่อยที่สุดในประเทศ)
 

การสร้างความคิดให้คนคิดในทางบวกกับงานใหม่ของเราไม่ได้ทำให้เกิดขึ้นได้ในวันหรือสองวัน ดังนั้นเราต้องมีกลยุทธ์ว่า  ถ้าเราต้องการให้คนคิดบวกกับเรื่องที่เราจะเปลี่ยนไปนี้   เราก็ต้องค่อย ๆ ขยับไปทีละนิด ๆ ในเรื่องนั้น    
 

การจัดการก็มีอยู่ว่าพยายามทำให้เกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมในงานใหม่ทีละน้อย และชี้ให้เห็นว่างานใหม่นั้นนำสิ่งที่ดีกว่ามาให้
 

 
ผมเองกว่าจะโน้มน้าวให้คนเชื่อว่าการมาเรียนต่อที่เยอรมันเป็นทางเลือกที่ถูกต้องสำหรับผมก็ต้องอาศัยเวลา   สาเหตุที่ผมมาเยอรมันเพราะผมชอบอย่างนั้นของผม   ผมเคยอ่านว่าที่เยอรมันมีปราสาทซ่อนตัวอยู่ในป่าเขาเป็นจำนวนมากทำให้ผมอยากมาเที่ยวชม   ผมเคยอ่านว่าเยอรมันเป็นมิตรกับคนไทยและสัญญาว่าจะคุ้มครองเมืองไทยในยุคล่าอาณานิคม และผมก็สนใจประวัติศาสตร์ของสงครามโลก   ประวัติศาสตร์ของการฟื้นฟูประเทศเยอรมนี   ความสนใจส่วนตัวเหล่านี้ทำให้ผมไม่ได้อยากไปสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร   แต่เมื่อผู้ใหญ่เชียร์ไปทางอื่น ผมจะปฏิเสธก็ยาก แต่ก็ต้องค่อย ๆ โน้มน้าว   มาถึงวันนี้ผมก็ยังต้องโน้มน้าวด้วยบทความสาระดี ๆ ที่เกี่ยวกับประเทศเยอรมนีและคนเยอรมัน   นั่นจะทำให้เห็นว่า ถ้าผมไม่ได้มาเยอรมัน คนไทยคงไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเยอรมันมากเท่านี้    แล้วจะทำให้คนเข้าใจว่าที่ผมมาเยอรมันนั้นถูกต้องแล้ว
 
 

ผมไม่ได้หักด้ามพล้าด้วยเข่า ไม่ได้ปฏิเสธอะไรเสียงแข็ง   แต่มีสิ่งที่อยากได้อยู่ในใจ และจะพยายามตะล่อมให้ผู้ใหญ่เห็นดีเห็นงามด้วย   อาจจะใช้เวลามากสักหน่อย และต้องลงทุนลงแรงตะล่อมบ่อย ๆ   เอานั่นมาอวดบ้าง เอานี่มาอวดบ้าง ให้เห็นว่าทางที่ผมเลือกเป็นทางที่ดี   จนผู้ใหญ่อดพูดไม่ได้ว่า  คมสันนี่ไม่รู้เป็นอะไร  อยากไปแต่เยอรมัน
 


น้องเองก็เช่นกัน หากไม่ชอบที่จะทำงานอยู่ที่เดิม แต่ต้องอธิบายให้ผู้ใหญ่เข้าใจว่ามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าอย่างไร น้องก็ต้องค่อย ๆ หาของมาอวดเป็นระยะ ๆ ว่าทางเลือกใหม่ดีกว่าอย่างไร   อยู่ ๆ จะเปลี่ยนหนีไปเลยก็คงไม่มีใครชอบ   ซ้ำร้ายน้องเองจะตกที่นั่งลำบากเพราะทางข้างหน้าก็ไม่ชัดเจนว่าจะหารายได้เลี้ยงชีพได้อย่างไร และกลับไปที่เดิมก็ไม่ได้เพราะหนีออกมาเสียแล้ว
 


คนที่จะเปลี่ยนไปที่ใหม่ต้องหาข้อมูลและทำทางไว้นานพอสมควร ไม่ใช่นึกปุ๊บปั๊บก็เปลี่ยนไป   น้องก็ต้องทำทาง สมมติว่าน้องจะเปลี่ยนไปเป็นนักเล่นหุ้น   แล้วระหว่างรอให้หุ้นขึ้นถึงราคาที่จะได้กำไรดีนั้น    น้องอาจจะอยากจะทำอะไรตามใจไปพลาง ๆ ซึ่งเป็นงานอิสระที่ตรงกับความสนใจ   และอาจจะเป็นทางหาเงินได้อีก    



ถ้าพี่เป็นน้อง  และจะทำให้แผนการของน้องเป็นจริง    พี่ก็จะเริ่มสะสมเงินสด    และเริ่มทำให้กองทุนซื้อหุ้นให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ     แล้วเอากำไรมาอวดผู้ใหญ่เป็นพัก ๆ     ระหว่างนั้นพี่จะทำงานเดิมอย่างเต็มที่ไปเพื่อเพิ่มพูนเงินสดไปเรื่อย ๆ      แล้วเอามาขยายกองทุนไปเรื่อย ๆ     กำไรก็จะได้เพิ่มเรื่อย ๆ      



ตรงนี้น้องก็เห็นแล้วว่าทักษะการซื้อขายหุ้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับแผนการใหม่นี้   หากน้องเล่นหุ้นยังไม่เป็นก็ต้องทำให้เป็น  หากยังไม่เก่งก็ต้องทำให้เก่ง  หากยังไม่เป็นเลิศ  ก็ต้องทำให้เป็นเลิศ   มันเป็นการลงทุนทั้งเรื่องเงิน  แรงงาน  สติปัญญา  และเวลา  เพื่ออิสรภาพของน้องเอง  (ซึ่งน้องยังดีที่มีเงินเล่นหุ้น  คนอีกจำนวนมากไม่ได้มีโอกาสอย่างน้อง)
 


ในจังหวะที่การเล่นหุ้นสามารถทำรายได้พอที่จะเลี้ยงชีพได้เท่ากับเงินเดือน   หรือน้อยกว่าเล็กน้อยแต่ก็พอเพียงกับการเลี้ยงชีพ   น้องก็อาจจะใช้จังหวะนั้นถอนตัวออกจากงานเดิม 
 


การเล่นหุ้นต้องรอจังหวะ   ระหว่างรอหุ้นได้กำไรอีกรอบหนึ่ง  น้องอยากทำอะไรที่ตั้งใจไว้เพื่อหารายได้เสริมก็ย่อมทำได้   และก็ดีเพราะว่ามีฐานอยู่แล้วคือรายได้จากหุ้น  ตัวที่เป็นรายได้เสริมถึงจะขายได้หรือไม่ได้ก็ยังไม่ทำให้เดือดร้อนมาก  
 


การออกจากงานเดิมมันจึงเป็นไปได้   แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา โดยต้องสร้างฐานใหม่รองรับก่อน แล้วจึงจะถอนตัวออกจากงานเดิมได้   สำคัญที่ว่าฐานใหม่ของน้องแข็งพอที่น้องจะมาอยู่ได้หรือยัง   หากยัง ก็ต้องอยู่กับงานเดิมไปก่อน แล้วค่อย ๆ สร้างฐานใหม่
 


พี่อธิบายมาอย่างยาวเหยียดเพราะว่าเป็นห่วง     พี่ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เราโดยธรรมชาติมีพลังผลักดันให้ต้องรอด    น้องก็เป็นคนหนึ่งที่รอดมาอ่านบทความพี่    และน้องก็จะรอดต่อไปเพราะว่าน้องมีความแข็งแกร่งพอและฉลาดพอที่จะเผชิญกับปัญหา      พี่ชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่น้องเผชิญอยู่เป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ทั้งโลก      และพี่อธิบายให้เห็นว่าการถอนตัวจากงานเดิมไปสู่งานใหม่จำเป็นต้องมีการสร้างฐานใหม่รองรับ      พี่บอกได้ว่ามันเป็นไปได้     และพี่ย้ำว่าเรื่องสำคัญที่น้องต้องทำในเวลานี้คือการค่อย ๆ สร้างฐานใหม่      ส่วนมันจะใช้เวลานานเท่าใดนั้นจนกว่าฐานใหม่จะแข็งแกร่งเป็นเรื่องที่น้องต้องอดทนรอและพากเพียรสร้างมันไปเรื่อย ๆ      ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงหรอกจ้ะ 
 


ขอให้น้องอดทนและสู้    พี่ขอเป็นกำลังใจ และขออวยพรให้น้องสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
  
 
 
 
 
 
 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ