Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home Tourism Logistics Cities in research ระบบขนส่งนักท่องเที่ยวในเดรสเด้น
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















ระบบขนส่งนักท่องเที่ยวในเดรสเด้น Print E-mail
คมสัน สุริยะ
24 พฤษภาคม 2553
 
 
เดรสเด้นเป็นเมืองใหญ่พอ ๆ กับตัวเมืองเชียงใหม่   มีรถรางให้บริการถึง 13 สาย   ทั้งกลางวันและกลางคืน 
โดยกลางคืนจะมีผังการเดินรถที่แตกต่างจากกลางวันและจะเปิดให้บริการเพียงบางสายเท่านั้น
 
 
 








การขึ้นรถรางในเดรสเด้น ก่อนอื่นเราก็ต้องซื้อตั๋วก่อนเลยนะครับ จะมีตู้ขายตั๋วอัตโนมัติอยู่ที่สถานีดังภาพ   สำหรับคนที่ไม่ค่อยคุ้นกับเมืองนั้นแล้ว   แนะนำว่าให้ซื้อตั๋วแบบใช้ได้ทั้งวัน หรือ Day Ticket   เพราะจะสามารถขึ้นลงป้ายไหนกี่ครั้งก็ได้ในหนึ่งวัน ราคาเพียง 5 ยูโร ถือว่าคุ้ม   เพราะหากซื้อตั๋วเที่ยวเดียวราคาก็ปาเข้าไปเกือบสองยูโรแล้ว (1.90 ยูโร)   ดังนั้นถ้าขึ้นสามครั้งก็คุ้มแล้วครับ
 
 








ถ้าไม่แน่ใจอะไร  ก็สามารถถามเจ้าหน้าที่ของบริษัทเดินรถ  ที่แต่งชุดสีเหลือง  ซึ่งยืนคอยบริการช่วยเหลือผู้โดยสารอยู่บริเวณสถานี  เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะเป็นมิตรและให้ความช่วยเหลือได้ดีมาก   (และจะเป็นมิตรมากขึ้นอีกถ้าเรารู้ภาษาเยอรมันสักนิดหน่อย)

ใครที่คิดว่าคนเยอรมันทำไมต้องชาตินิยมพูดแต่ภาษาเยอรมัน  มันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ  เขาก็เหมือนคนไทย  คนไทยส่วนใหญ่ก็พูดอังกฤษได้บ้างไม่ได้บ้าง  ถ้าฝรั่งมาถามทางเป็นภาษาไทยง่าย ๆ  เช่น   

ฝรั่ง:   ซวั๊ดดีครับ  พ๋ม จา ไป  เชียงใหม่ ยูนิเวอร์ซิตี้   ไป  ทาง  ไน้    เทา  ไร้  
เราก็คงพอจะฟังรู้เรื่องแล้วบอก:  อ๋อ   ยู  ไป  ทาง  นี้   ซื้อ  ตั๋ว  ที่นี่    สิบ  บาท   โอ  เค้
เขาก็คงพอรู้ภาษาไทยเล็ก ๆ น้อย ๆ  แล้วตอบว่า:  อ๋อ  ทางนี่  (ชี้มือไปทางที่ถูกต้อง)  ตั๋ว  คือ  อา ไร้ 
เรา:  ตั๋ว  ก็คือ  ทิ้ก เก้ต  ไง   ทิ้ก  เก้ต 
ฝรั่ง:  อ้อ   ทิ้ก  เก้ต  ที่นี่   สิบ   บาท 
เรา:  ใช่แล้ว  ไปทางนี้  ทิ้กเก้ต ที่นี่  สิบบาท 
ฝรั่ง:  โอเค  คอบ คุณ มัก  ครับ

ทำนองนี้แหละครับ  เรายังชอบให้ฝรั่งพูดไทยเลย  ทั้ง ๆ เราก็ไม่ได้ชาตินิยม  คนเยอรมันก็ชอบอย่างเดียวกับเรานั่นแหละครับ  เขาก็ไม่ได้ชาตินิยมอะไร  แต่ถ้าพอรู้ภาษาของเขา  มันก็พอคุยกันได้ง่ายขึ้น




 

ที่สำคัญก็คือ  ตั๋วใบเดียวนี้สามารถใช้ขึ้นได้ทั้งรถราง  รถเมล์  รถไฟ (ท้องถิ่น)  และเรือ  
เป็นความร่วมมือของบริษัทผู้ให้บริการขนส่งผู้โดยสารที่น่าประทับใจ




 
เมื่อซื้อตั๋วแล้วเราก็มายืนรอที่สถานีรถราง โดยจะมีสัญลักษณ์รูปตัว H แสดงให้เห็นชัดเจน โดยมาจากคำว่า Haltestelle           
(ฮัลท์เท่อ ชเทลเล่อ แปลว่า ป้ายรถประจำทาง)   
 
 
 




เราสามารถดูได้ว่าอีกกี่นาทีรถรางที่เราจะขึ้นจะมาถึงสถานีนี้   โดยมีข้อมูลจากป้ายดิจิตอลประจำสถานี   และรถรางจะมาตรงเวลามาก จากภาพให้อ่านไปทางขวามือทีละบรรทัด คือ รถรางสาย 8 ปลายทาง Hellerau จะมาใน 3 นาที และรถรางสาย 3 ปลายทาง Wilder Mann จะมาใน 8 นาที 
 





 
 
หลังจากขึ้นรถราง   เราจำเป็นต้องรีบตอกบัตรทันที   เพื่อเป็นการบอกว่าเราเริ่มใช้ตั๋วนี้วันไหนเวลาไหน   อายุการใช้งานจะนับตั้งแต่ตอนนั้นไปถึงตีสี่ของวันรุ่งขึ้น    หากไม่ยอมตอกบัตรแล้วผู้ตรวจตั๋วมาพบเข้า จะต้องเสียค่าปรับ 40  ยูโร   โดยไม่สามารถอ้างได้ว่าไม่ทราบว่าจะต้องตอกบัตร เพราะเขาเขียนไว้ที่เครื่องขายตั๋วแล้ว
 
 






เราสามารถขึ้นไปซื้อตั๋วบนรถรางก็ได้ โดยจะมีเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติขนาดเล็กประจำไว้ในรถราง
 

 
หากเราคิดว่าไม่แน่ใจเรื่องเส้นทาง ก็สามารถศึกษาได้จากแผนที่ภายในรถรางได้    หากไม่อยากเงยมองอยู่ตลอด ก็แนะนำให้ซื้อแผนที่ที่มีเส้นทางการเดินรถรางไว้ใช้สักแผ่น รับรองว่าได้ประโยชน์มหาศาลสำหรับการวางแผนการเดินทางครับ เพราะมันจะบอกทั้งเส้นทางและตำแหน่งของป้ายที่จะจอด
 






 
ภายในรถรางจะมีจอมอนิเตอร์เล็ก ๆ คอยบอกว่าสถานีต่อไปคืออะไร   และเรากำลังแวะที่สถานีไหน   ที่สถานีแห่งนี้สามารถขึ้นรถสายไหนต่อได้อีกบ้าง  
 
 





 
จอมอนิเตอร์นี้ยังทำหน้าที่รับเงินค่าโฆษณาอีกด้วย



 
ข้อควรระวังก็คือ ตารางการเดินรถในวันหยุดจะไม่เหมือนกับวันธรรมดา ไม่เพียงเท่านั้น วันเสาร์กับวันอาทิตย์ก็ไม่เหมือนกัน    เรื่องนี้ต้องเช็คให้รอบคอบ   เพราะหากกลับที่พักช้าอาจจะไม่มีรถรางในเส้นทางนั้นผ่านก็ได้ครับ
 
 



หากใครไม่อยากขึ้นรถรางก็อาจจะเอารถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์จากเมืองอื่นขึ้นรถไฟมาใช้ที่เดรสเด้นก็ไม่ว่ากัน
 





 
นอกจากนั้นทางเมืองก็มีบริการรถเที่ยวรอบเมืองแบบกระโดดขึ้นกระโดดลง (Hop-on Hop-off)   ซึ่งมีป้ายจอด ณ จุดท่องเที่ยวที่สำคัญ  ใครอยากจะลงเที่ยวป้ายไหนก็ลงได้   ใครจะนั่งไปยาว ๆ โดยไม่ลงเลยก็ได้   คนที่ลงป้ายกลางทางจะมีรถวนมารับที่ป้ายนั้นทุก ๆ 15 นาที   ราคาค่าโดยสารท่านละ 15 ยูโร    จุดขายของเขาคือสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่นอกเมืองที่รถรางไปไม่ถึง   เขาจะมีจุดตั้งขายตั๋วอยู่ตามจุดท่องเที่ยวสำคัญของเมือง
 






 

ถนนหนทางที่เดรสเด้นรถไม่ค่อยมากทั้งกลางวันและกลางคืน เหมาะมากสำหรับการปั่นจักรยาน   แต่ระวังหน่อยนะครับต้องชิดขวา   คนไทยที่เริ่มหัดปั่นจักรยานในเยอรมันก็มักจะลงเอยที่โรงพยาบาลกันหลายราย เพราะออกถนนก็ชิดซ้ายเลย
 
 







 
 
ที่เมืองเดรสเด้นจะมีเลนจักรยานโดยเฉพาะ หากช่วงไหนถนนแคบก็จะให้จักรยานขึ้นไปวิ่งบนฟุตบาท โดยมีสัญลักษณ์รูปจักรยานพร้อมกับอักษรว่า Frei 
 
 




 
ถ้าไม่อยากออกแรงปั่นเอง ก็ย้อนยุคไปใช้บริการของจักรยานสามล้อได้   มีทั้งแบบโบราณและทันสมัย
 






 
 
ใครอยากย้อนยุคกว่านั้นก็นั่งรถม้ากันเลยก็ได้ครับ 
 





 
แต่ม้าอย่างพวกผมไม่ค่อยอยากทำงานเท่าไรเลย มันขาดแรงกระตุ้น ๆ
 






 
ในเมื่อม้าไม่ค่อยอยากทำงาน เราก็นั่งเรือเล่นกันดีกว่า   มีเรือให้บริการล่องแม่น้ำเอลเบอ (Elbe) ไปจนถึงปราสาท
ชื่อพิลล์นิซ (Pillnitz) ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแต่อยู่ห่างตัวเมืองออกไปอีกพอสมควร   จริง ๆ นั่งรถท่องเที่ยวรอบเมืองไปก็ได้   แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบบรรยากาศเย็น ๆ ของสายน้ำ การไปด้วยเรือก็จะให้ความสุขไปอีกแบบครับ






 
 
ถ้าใครคิดไม่ออกบอกไม่ถูกก็ไปแท็กซี่ก็ได้ครับ แต่แพงหน่อย ไปใกล้ ๆ สักสามสี่กิโลเมตรก็สิบยูโรแล้ว    เหมาะสำหรับคนที่มาถึงเมืองเดรสเด้นตอนกลางดึกและกลัวหลงทาง อีกทั้งที่พักก็อยู่ไกลจากสถานีรถไฟ   ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้าย
 
 


 
โดยสรุปแล้ว เดรสเด้นเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีระบบการขนส่งผู้โดยสารเต็มรูปแบบ   ทั้งรถราง รถเมล์ รถไฟ 
รถท่องเที่ยว เรือ  รถม้า รถจักรยานสองล้อ รถจักรยานสามล้อ   เป็นทางเลือกให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินได้ทุกรสนิยม 
ทุกสภาพความพร้อมของร่างกาย และทุกจังหวะการเดินทาง
 
 
 
 
 
 
 
 
 



 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ