Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















วันแรกในยุโรปของผม Print E-mail
คมสัน สุริยะ
3 พฤษภาคม 2553
 

วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีพอดีที่ผมจากบ้านมายังเยอรมัน เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเยอรมันครบทุกฤดูกาล ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่ผมได้มายุโรป ครั้งแรกผมไปออสเตรียหนึ่งเดือน ครั้งที่สองผมไปอยู่บอนน์เก้าเดือน และครั้งนี้ผมมาอยู่เกิร์ทธิงเก้น   ผมจึงอยากจะบันทึกเรื่องราววันแรกในยุโรปของผมไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ตัวเองและครอบครัว
 


1.
ใครจะไปคิดว่าเด็กชายจากครอบครัวชนชั้นกลางจะได้มาใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกเป็นปี ๆ อย่างนี้ พื้นดวงชะตาของผมที่หนังสือต่าง ๆ ทายมาบอกว่าจะได้ไปเมืองนอกแน่นอน แต่จนแล้วจนรอดก็ทำท่าว่าจะไม่ได้ไปสักที ผมสอบ AFS จะได้ไปแคนาดาตอน ม.5 แต่ก็ไม่ได้ไปเพราะผมคิดว่าเราเก็บเงินไว้จะดีกับครอบครัวมากกว่า ตอนนั้นเงินหนึ่งแสนบาทมีค่ามาก ทำให้ผมชั่งใจอยู่นานระหว่างการจะได้ไปเมืองนอกครั้งแรกกับเรื่องเศรษฐกิจของครอบครัว  มาถึงวันนี้ผมคิดว่าการตัดสินใจในวันนั้นถูกต้อง   ต่อมาตอนอยู่ปี 4 แข่งขันชนะจะได้ไปญี่ปุ่นตามโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัยนางาซากิกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่   แต่กลับว่าฝ่ายญี่ปุ่นไม่พร้อมก็เลยไม่ได้ไป   จากนั้นก็เรียนปริญญาโทในประเทศ และกลับมาทำงานที่ มช. ก็ไม่มีทีท่าว่าจะได้ไปเมืองนอก สงสัยตำราดูดวงจะผิดหมด
 


2.
กว่าจะได้ไปต่างประเทศครั้งแรกก็ต้องรอจนผมกลับมาทำงานได้สักพัก อาจารย์อิศรา ศานติศาสน์ อาจารย์ของผมที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งชื่อผมเข้าแข่งขันกับอีกคนหนึ่งเพื่อให้ทางธนาคารโลก (World Bank) พิจารณาตัดสินใจว่าจะเอาใครเป็นตัวแทนประเทศไทยไปอบรมเรื่องการวิเคราะห์ความยากจน (Poverty Analysis)   ปรากฏว่าผมได้พร้อมกับพี่ ๆ อีก 4 ท่านจากสภาพัฒน์ฯ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ    ความตื่นเต้นที่จะได้ไปต่างประเทศครั้งแรกมันเกือบทำให้หัวใจทะลุออกมานอกหน้าอก พ่อกับแม่ของผมซื้อสูทใหม่ให้หนึ่งตัวยี่ห้อ จอห์นแลงฟอร์ด ไซซ์ 48 ซึ่งหายากมากเพราะว่าผมตัวเล็ก   สูทตัวนี้มาถึงวันนี้จะสิบปีแล้วแต่ผมก็ยังใส่มันอยู่ไม่เคยคิดจะซื้อใหม่เลยเพราะรักมาก
 
เรื่องที่น่าตื่นเต้นก็คือตอนนั้นพาสปอร์ตของผมอายุไม่ถึงหกเดือน คิดว่าเหลือประมาณสามเดือน   ตม. ทางเมืองไทยก็ไม่ค่อยอยากให้ออกนอกประเทศ ผมก็ยืนยันว่าไปแค่สองอาทิตย์ และกลับมาแน่นอนเพราะว่าเป็นข้าราชการ เขาก็เลยบอกว่าไปเสี่ยงเอาที่ฟิลิปปินส์ละกันนะว่าเขาจะให้เข้าประเทศหรือเปล่า   ผมก็คิดว่ามาถึงวันนี้เสี่ยงเป็นเสี่ยงแล้ว เมื่อผมได้นั่งประจำที่บนเครื่องบินก็ภาวนาให้เครื่องออกโดยไว   เพราะอยากรู้ว่าบินข้ามเขตแดนประเทศมันจะเป็นอย่างไร   เครื่องการบินไทยใช้เวลาสามชั่วโมงบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปจนถึงสนามบินนีนอยอาควิโน่   ผมลงจากเครื่องและต่อแถวตรวจคนเข้าเมือง เอาละหว่ะเป็นไงเป็นกัน ถ้าเขาไม่ให้เข้าประเทศเราก็คิดแผนสำรองไว้แล้วว่าจะให้เจ้าหน้าที่ธนาคารโลกมารับออกไป
 
เมื่อถึงคิวตรวจพาสปอร์ตของผม เจ้าหน้าที่หันไปถามกันเป็นภาษาตากาล็อก ผมใจไม่ดีคิดว่าเขาอาจจะไม่แน่ใจว่าพาสปอร์ตของผมใช้ได้หรือเปล่า เขาก็ยังไม่เลิกคุยกัน แต่อีกมือหนึ่งก็จับตราประทับลงบนพาสปอร์ตแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้ผมเดาว่าเขาคงคุยกันเรื่องละครทีวีเมื่อคืนมากกว่า ผมโล่งอกรับพาสปอร์ตคืนมาและจากไป
 


3. 
การมายุโรปครั้งแรกเกิดขึ้นได้เนื่องจากผมดั้นด้นไปสอบชิงทุนที่เรียกว่า ASEA-UNINET ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในออสเตรียและไทย ผู้สมัครครึ่งหนึ่งจะถูกคัดออก กรรมการจะพิจารณาจากข้อเสนองานวิจัย คำรับรองจากอาจารย์ที่ออสเตรีย และการสัมภาษณ์ ผมซ้อมการพรีเซ้นท์พร้อมเตรียมเอกสารไปเป็นอย่างดี กะว่าถ้าต้องสู้ตัวต่อตัวกับใครก็ต้องน็อคเขาให้ได้ไม่ว่าจะเป็นใคร เพราะสองคนเอาแค่หนึ่งคน พร้อมกันนั้นก็เตรียมประโยคภาษาเยอรมันไปหนึ่งประโยค จำได้ติดหูคือ
 
Ich m?chte es aber noch besser lernen. 
อิช เมิชเตอะ เอส อาร์แบร์ น็อค เบสเซอร์ แลนเน่น
ถึงอย่างไร (แม้ผมจะรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว) ผมก็อยากจะเรียนรู้มันให้ดีขึ้น (ที่ออสเตรีย)   ขอโอกาสผมเถอะ
 


4. 
เที่ยวบินที่พาผมไปออสเตรียคือ ออสเตรียนแอร์ไลน์ จำได้ว่าแอร์โฮสเตสใส่ยูนิฟอร์มสีแดงทั้งตัว ตั้งแต่หมวกถึงถุงน่องรองเท้า และเดินแบบกระฉับกระเฉงมาก   ผมนั่งเบียดไปกับฝรั่งตัวโตแต่ได้นั่งข้างหน้าต่าง ตอนที่เครื่องจะออกจากเมืองไทยไม่ค่อยตื่นเต้นแล้วเพราะว่าเคยแล้ว และพักหลังนั่งเครื่องบินเป็นว่าเล่นเมื่อทำงานวิจัยให้การบินไทย   ผมจึงหันไปเพลิดเพลินกับอาหารค่ำและอาหารเช้าที่สายการบินเสิร์ฟมากกว่า
 
เครื่องออสเตรียนมุ่งหน้าไปยังเวียนนา ผมเสียใจนิดหน่อยที่ไม่ได้ลงยุโรปครั้งแรกที่แฟร้งค์เฟิร์ตหรือมิวนิค ทำไมจะต้องเป็นเวียนนาด้วยนะ ผมคิดอย่างนั้น แต่เมื่อก่อนเครื่องลงมันทำให้ผมเปลี่ยนใจว่า มาลงเวียนนานี้ดีแล้ว เพราะข้างล่างสวยเหลือเกินเมื่อมองลงมาจากหน้าต่างเครื่องบิน ผมเรียนภาษาเยอรมันสองสามคำจากแอร์โฮสเตสรุ่นคุณป้าแต่ใจดีมาก แกพยายามเน้นให้ผมออกสำเนียงให้ได้ถูกต้องและสอนผมอยู่นาน เมื่อเห็นบรรยากาศข้างล่างที่พื้นดินเป็นป่าไม้เขียวขจีผมอุทานว่าสวยและแปลกใจว่าทำไมออสเตรียมีป่าไม้ด้วยหรือ   ป้าแอร์ก็บอกว่าไม่คิดว่ายุโรปมีป่าไม้หรือ ผมตอบว่าไม่คิด แกบอกว่าจริง ๆ เรามีเยอะนะ โดยเฉพาะนอกเมืองใหญ่    ไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมไปเสียหมด และบอกว่าช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ฝนจะตกบ่อยทำให้ป่าไม้เขียวขจีเชียวหล่ะ
 
เมื่อเครื่องใกล้จะร่อนลงแทบไม่น่าเชื่อว่าบ้านเรือนที่ผมเห็นจากบนเครื่องมันจะเหมือนบ้านตุ๊กตา ผมเหมือนกำลังจะลงไปสู่เมืองตุ๊กตาในเทพนิยายอย่างไรอย่างนั้น   ครั้งนั้นเป็นครั้งเดียวที่ผมได้เห็นอย่างนี้   ครั้งหลังที่ร่อนลงเยอรมันไม่มีให้เห็นอย่างเดียวกัน   เวียนนาช่างสวยได้อย่างคาดไม่ถึงมาก่อน
 


5.
ความประหลาดใจอย่างแรกเมื่อออกจากเครื่องบินคือการได้เห็นฝรั่งทำงาน ผมเคยเห็นแต่ฝรั่งเป็นนักท่องเที่ยว วัน ๆ ไม่ทำอะไรเอาแต่เที่ยวพักผ่อน   แต่ที่นี่ฝรั่งต้องทำงาน มันจึงเป็นภาพที่น่าแปลกมากที่พวกเขาต้องทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง
 
ความประหลาดใจอย่างที่สองคือเมื่อออกมาจากอาคารสนามบินเพื่อจะไปหารถบัสเข้าเมือง พอเปิดประตูออกไปมันเหมือนข้างนอกเปิดแอร์   ข้างนอกเย็นกว่าข้างในอาคาร ทำให้ต้องรีบหาผ้าพันคอมาใส่เพิ่มอย่างเร็ว 
 
ความประหลาดใจลำดับต่อมาคือการได้เห็นฝรั่งขับรถยนต์   รถที่เวียนนาไม่ถึงกับเยอะมาก แต่ในรถมีแต่ฝรั่งเป็นคนขับ   ที่เมืองไทยเราจะเห็นฝรั่งเป็นคนนั่ง   ผมไม่เคยเห็นฝรั่งขับรถมากอย่างนี้มาก่อน เล่นเอาผมนั่งจ้องรถแต่ละคัน ๆ เป็นเวลาหลายนาที
 
 


6. 
ผมมีเวลาในเวียนนาหนึ่งวัน ก่อนที่จะขึ้นรถไฟไปอินส์บรูคตอนประมาณห้าทุ่มครึ่ง และจะไปถึงอินส์บรูคตอนเช้าตรู่ของวันที่สอง   วันนั้นทั้งวันผมเลยหาโอกาสเที่ยวเล่นในเวียนนาอย่างเพลิดเพลิน ผมจำได้ว่าไปสถานฑูตไทย   ไปปราสาทเชินบรุนของพระนางมาเรียเทเรเซีย และเที่ยวกลางเมืองที่จตุรัสสเตฟาน
 
การคลำทางไปสถานฑูตไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ผมไม่รู้ว่าจะไปอย่างไรก็เลยอาศัยวิธีแบบไทย ๆ ก็คือถามทาง ที่ดีหน่อยก็คือเขามีบูทติดต่อสอบถาม เราก็เข้าไปถามได้   ผมบอกเขาว่าจะไปสถานฑูตไทย   เจ้าหน้าที่ไม่พูดอะไรเอาแต่คีย์คอมพิวเตอร์ ผมงง คิดในใจว่าทำไมตอบเราช้าจังและทำไมไม่พูดอะไรเลย เวลาผ่านไปเกือบสองนาที เขาหยิบกระดาษจากเครื่องพิมพ์ออกมาให้   โอ้ มันช่างเหลือเชื่อ   เขาบอกละเอียดมาก คือ ให้เราเดินจากตรงนี้ไปตรงนี้ใช้เวลากี่นาที   รถไฟฟ้าใต้ดินจะมารับเวลาเท่านี้   ใช้เวลาอีกกี่นาทีจะถึงสถานีนี้ ให้เราต่อรถจากสถานีนั้นด้วยรถไฟใต้ดินอีกสายหนึ่งในเวลาเท่านี้อีกครั้ง จากนั้นให้ลงสถานีปลายทางชื่อนี้   แล้วเดินไปตามถนนชื่อนี้อีกกี่นาที   ก็จะถึงสถานฑูตไทย    ผมรับมาแล้วอึ้ง   ได้แต่ขอบคุณเขา แต่ในใจ อะเมสซิ่งมาก
 


7. 
การไปเที่ยวปราสาทเชินบรุนของผมใช้วิธีซื้อทัวร์ที่สำนักงานซึ่งอยู่ ณ สถานีรถไฟ   ทัวร์แบบวันเดียวมีนับสิบแบบแล้วแต่ว่าเราอยากจะไปใกล้หรือไกล ราคาก็แตกต่างกันไป   ผมก็เอาทริปที่ยอดฮิตที่สุดและราคาไม่แพงเกินไป   ซื้อแล้วเขาก็บอกว่าให้มารอที่นี่เวลานี้    เมื่อถึงเวลารถก็ยังไม่มารับ ผมคิดว่าโดนฝรั่งหลอกแล้วมั้งเพราะปกติเขาว่ากันว่าฝรั่งตรงเวลา   แต่อีกสักพักใหญ่ ๆ รถก็มา เขาขอโทษขอโพยบอกว่าเสียเวลาไปรับแขกคนอื่นที่โรงแรม
 
ปราสาทเชินบรุนแปลว่า น้ำพุสวย   เชิน แปลว่าสวย บรุน มาจากคำว่า บรุนเน่น แปลว่าน้ำพุ   ปราสาทแห่งนี้เป็นของพระนางมาเรีย เทเรเซีย   แม่ของพระนางมารีย์ อังตัวเนต   เราไปกับบริษัททัวร์ทำให้สามารถลัดคิวเข้าไปชมได้   หากไปเองต้องต่อคิวยาวมาก   นอกจากนั้นก็มีไกด์เป็นภาษาอังกฤษคอยบรรยายให้ด้วย   จากนั้นก็จะปล่อยให้เราชมสวนซึ่งมีน้ำพุสวย   แล้วก็นัดเวลาขึ้นรถกลับ    ผมคิดว่าที่นี่พ่อผมคงชอบมากเพราะเขาจัดสวนได้อย่างสวยงาม มีดอกกุหลาบเต็มไปหมด   มีสวนหิน และสวนต้นไม้ที่ตัดแต่งอย่างพิศดารและบรรจง    ซึ่งพ่อของผมชอบจัดสวนเป็นชีวิตจิตใจและปลูกอะไรก็ขึ้นไปหมด หากได้มาเที่ยวที่นี่คงเพลิดเพลินจนไม่อยากจะกลับ   ที่สำคัญคือสวนของเชินบรุนผมคิดว่าสวยกว่าของแวร์ซาย
 


8. 
ผมเกือบพลาดขบวนรถที่จะไปอินส์บรูค ไม่ใช่เพราะมัวแต่เที่ยว แต่เพราะเที่ยวจนเหนื่อย เลยนั่งหลับไประหว่างรอรถ ปรากฏว่าหลับลึกมาก สะดุ้งตื่นเหลืออีกห้านาทีรถจะออก ผมรีบลากกระเป๋าขึ้นหาที่นั่งบนรถไฟ และขบวนรถก็ค่อย ๆ เคลื่อนออกช้า ๆ อย่างตรงเวลา เกือบลืมผมไว้ที่สถานทีเวสท์บานฮอฟเสียแล้ว
 
สำหรับผมแล้วเวียนนาสวยอย่างเป็นธรรมชาติ บ้านเรือนเป็นแบบยุคโบราณ เป็นตึกสูงประมาณสี่ห้าชั้นติด ๆ กันเป็นบล๊อค ๆ   คล้าย ๆ กับที่ปารีส อาจจะต่างกันที่สีสันและทรงหลังคา   เวียนนาเป็นเมืองที่ไม่พลุกพล่าน เพราะทั้งประเทศออสเตรียมีประชากรเพียงแค่ 8 ล้านคนเท่านั้น   คนในเวียนนาคงมีไม่มากเท่ากับในเชียงใหม่เสียด้วยซ้ำ   ความงามของเวียนนาทำให้ผมแอบกลับมาเที่ยวอีกครั้ง และแวะตอนขากลับไปขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยอีกครั้ง เบ็ดเสร็จผมจึงได้ไปเที่ยวเวียนนาสามครั้งด้วยกัน
 


9.
ในขบวนรถไฟจากออสเตรียไปยังอินส์บรูคผมได้พบกับเด็กหนุ่มเอเชียคนหนึ่ง เขานั่งอ่านโน๊ต และคุยโทรศัพท์เป็นภาษาเยอรมันคล่องปร๋อ ผมถามว่าเขามาจากประเทศไหนดูเหมือนสิงคโปร์ ไต้หวัน หรือฮ่องกง เขาบอกว่าเกิดที่ออสเตรีย   นั่นก็ทำให้ผมคาดไม่ถึงเช่นกันว่าชาวเอเชียมาตั้งรกรากในออสเตรียอยู่ไม่น้อยทีเดียว
 
ผมงีบในรถไฟได้สักพักก็สะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ เพราะหากผมเลยสถานีอินส์บรูค มันจะพาผมไปยังชายแดนสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งผมไม่อยากเสียเงินและเสียเวลานั่งย้อนกลับมาอีก   แต่โชคยังดีเพราะป้ายหน้าอินส์บรูคพอดี
 
สถานีอินส์บรูคเป็นสถานีเล็ก ๆ   อากาศข้างนอกค่อนข้างเย็น ผมคิดในใจว่าแย่แล้วท่าทางจะหนาว   แต่เมื่อเห็นภูเขาแอลป์ซึ่งตั้งสูงตระหง่าน มันทำให้เกิดความหลงไหลเมืองนี้ขึ้นมาทันที    ยิ่งผมได้ไปพักที่ ยูงเก้นแฮร์แบร์กเก้อ คือ Youth Hostel ซึ่งมีภูเขาแอลป์อยู่หลังบ้าน   มันช่างน่าตื่นตาตื่นใจ   ผมไม่เคยเห็นภูเขาลูกมหึมาอยู่ใกล้แค่นี้มาก่อน    ดอยสุเทพที่ว่าสูงและอยู่ใกล้เมืองแล้ว แต่นี่สูงกว่าและอยู่ใกล้กว่า  ต้องแหงนหน้ามอง   ภายหลังผมได้โอกาสนั่งรถกระเช้าขึ้นไปสำรวจบนภูเขาด้วย
 
 


10. 
มีสารคดีของเมืองไทยครั้งหนึ่ง ผมไม่แน่ใจว่าเป็นท่านใดที่พามาชมเมืองอินส์บรูค แต่ทางรายการได้ไปถ่ายทำรูปปั้นของเหล่าผู้กล้าซึ่งหล่อด้วยโลหะ   ผมเห็นในโทรทัศน์สังเกตว่าเขาเน้นรายละเอียดมาก มีรูปปั้นของผู้หญิงคนหนึ่งในมือมีหนังสือเล่มเล็ก   ทำให้ผมคิดว่าคนปั้นต้องรู้นิสัยใจคอว่าแม่หญิงนางนี้ชอบอ่านหนังสือ   เมื่อได้มาอินส์บรูคผมก็ไปตามหารูปปั้นเหล่านี้    ใช้เวลาอยู่หลายวันก็ยังหาไม่เจอ   รู้แต่ว่าอยู่ในโบสถ์ที่ฮอฟเคียเช่อ (สำเนียงออสเตรียเรียกว่า ฮอฟเคียเค่) ผมพยายามเทียบจากภาพที่ผมมี ก็ยังไม่เห็นอยู่ดีว่าจะมีโบสถ์ไหนมีหลังคาทรงเดียวกัน   ผมก็ยอมแพ้ เดินไปถามคนแถวนั้นว่าโบสถ์นี้อยู่ที่ไหน เขาก็ชี้ไปที่โบสถ์ซึ่งผมเห็นอยู่ทุกวันนั่นแหละ    แต่ที่ผมเห็นมันเป็นด้านหลัง มันจึงไม่เหมือนกับในรูปซึ่งถ่ายด้านหน้ามาให้ดู   เมื่อเราอ้อมไปอีกทาง อ้อ   เหมือนกันเปี๊ยบเลย
 
ในที่สุดผมก็ได้มาเจอรูปปั้นของเหล่าผู้กล้า และรูปปั้นของแม่หญิงที่อ่านหนังสือ ผมศึกษาเพิ่มเติมแล้วพบว่านางชื่อ คูนิกุนเด้อ เป็นน้องสาวของพระเจ้าแม็กซิมิเลียนมหาราช ผู้ครองอาณาจักรออสเตรียในสมัยนั้น   รูปปั้นของนางเป็นตัวสุดท้ายที่ช่างปั้นถวายพระเจ้าแม็กซิมิเลียน   เหตุที่เป็นตัวสุดท้ายเพราะต้องให้เกียรติพระญาติที่มีลำดับชั้นสูงกว่า รวมทั้งกษัตริย์อาเธอร์แห่งอังกฤษ ซึ่งพระเจ้าแม็กซิมิเลียนชื่นชมในความเป็นสุภาพบุรุษอัศวิน จึงได้ทรงโปรดให้ปั้นไว้    ส่วนน้องสาวคนนี้พระองค์ทรงรักมาก แต่ก็ต้องรอให้ปั้นคนอื่นให้เสร็จก่อน   ท้ายที่สุดพระนางคูนิกุนเด้อแต่งงานกับเจ้าชายแห่งแคว้นบาวาเรีย แล้วก็เสด็จไปอยู่ที่มิวนิค เมื่อเจ้าชายสิ้นพระชนม์ พระนางออกบวชเป็นชีและอยู่ที่มิวนิคตราบจนสิ้นลม   ผมก็ตามไปถ่ายภาพโบสถ์ที่พระนางคูนิกุนเด้อบวชเป็นชีที่มิวนิคมาได้ด้วยในทริปเดียวกันนี้
 


11. 
มิวนิคกับอินส์บรูคอยู่ใกล้กันมาก แต่ทางรถไฟใช้เวลาถึงสองชั่วโมงเพราะต้องลัดเลาะผ่านเทือกเขาแอลป์อันสูงชัน   เส้นทางสองข้างทางสวยงามมาก   เกินกว่าจะบรรยาย   เป็นเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้จะเคยเห็นมา    เป็นภูเขาทั้งสองข้าง   บางช่วงมีแม่น้ำอินน์ไหลผ่าน   แม่น้ำอินน์จะมีสีเขียว แต่เขียวน้อยกว่าแม่น้ำซาลซาร์กที่เมืองซาลส์บวร์ก    บอกได้ว่าถ้าใครได้เห็นแม่น้ำซาลซาร์กที่ซาลส์บวร์กแล้วจะไม่อยากกลับบ้านเลย   ผมนั่งจ้องได้เป็นวัน แถมไม่พอลงเรือล่องแม่น้ำเล่นด้วย  
 
กลับมาที่ทางรถไฟไปเยอรมัน   เมื่อเข้าเขตเยอรมันทุกอย่างเริ่มเคร่งครัด มีตำรวจมาขอตรวจพาสปอร์ต ซึ่งผมไม่มีปัญหาใด ๆ เพราะเป็นวีซ่าที่รัฐบาลออสเตรียให้มาเป็นกรณีพิเศษสำหรับผู้ได้รับทุนจาก OEAD (เออ อา เด คือ ทุนรัฐบาลออสเตรีย) อีกอย่างหน้าตาของผมก็ไม่เหมือนกับพวกผู้ก่อการร้ายเท่าไร
 
เมื่อมาถึงมิวนิค บรรยากาศมันผิดกันมาก   มิวนิคเป็นเมืองใหญ่ สถานีรถไฟใหญ่มาก ผมใช้เวลาเที่ยวดูสาธารณูปโภคของเมือง เช่น สนามบินมิวนิค และสนามฟุตบอลอัลไลแอนซ์ อารีนา    วันนั้นผมได้ไปชมแต่สนามเปล่าเพราะไม่มีการแข่งขัน แต่ร้านขายของที่ระลึกยังเปิด ผมจึงได้ผ้าพันคอ ร่ม และพวงกุญแจของทางสโมสรกลับไปแจกน้อง ๆ ที่เมืองไทย
 


12. 
ผมยังได้กลับมาเยอรมันอีกเป็นครั้งที่สองภายในเดือนเดียวกันนี้เมื่อได้ไปเที่ยวเบอร์ลินกับสปอนเซอร์ใหญ่ท่านหนึ่ง   ใช้เวลาประมาณเก้าชั่วโมงนั่งรถไฟจากอินส์บรูคไปเบอร์ลิน   จำได้ว่าผ่านมิวนิค สตุ้ทการ์ท เกิร์ทธิงเก้น และโวฟส์บวร์ก   ตอนนั้นผมค้างที่เบอร์ลินสองคืนโดยเจ้าภาพฝ่ายเบอร์ลินเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้หมด   ผมได้ไปดูงานบริษัททางการสื่อสาร   มหาวิทยาลัยไฟรเบอร์ลิน   มหาวิทยาลัยฮุมโบ้ลด์เบอร์ลิน   ประตูบรานเดนบวร์ก บุนเดสท๊าค (อาคารที่ทำการรัฐบาลเยอรมัน เดิมสมัยนาซีเรียกว่า ไรซ์สท้าค ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันโหดร้ายของฮิตเล่อร์) และอาคารต่าง ๆ ที่เคยอยู่ในฝั่งเยอรมันตะวันออกมาก่อน อนุสรณ์ที่จารึกชื่อนักการเมืองฝั่งตรงข้ามที่โดนฮิตเล่อร์ฆ่าทิ้ง   และป้ายจารึกชื่อของผู้ที่พยายามปีนกำแพงเบอร์ลินหนีแต่ต้องจบชีวิตอยู่ที่นั่น
 
เบอร์ลินเป็นเมืองที่มีประวัติยาวนานทั้งดีและไม่ดี เมื่อผมได้มาอยู่เยอรมันนานขึ้นในภายหลัง ผมพยายามศึกษาเรื่องราวความเป็นมา   ความรุ่งเรืองและความล่มสลายของเบอร์ลินและเยอรมัน มีหลายอย่างที่น่าอนาถใจ และอีกหลายอย่างที่น่าสงสาร   คนเยอรมันในสมัยนั้นมีทั้งความเป็นมนุษย์ที่เป็นสุภาพบุรุษเกินไปจึงเข้าช่วยออสเตรียในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง   ถูกเอาเปรียบเกินไปจากพันธมิตรที่ชนะสงครามด้วยสนธิสัญญาแวร์ซายที่เหมือนจะเล่นงานให้เยอรมันล่มจมไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด   ทำให้เกิดความเคียดแค้นในหมู่ชาวเยอรมันที่เหลือ ภายหลังเมื่อเห็นชาวยิวมาได้ดิบได้ดีในประเทศเกินกว่าเจ้าของประเทศก็เลยไม่พอใจอยู่ลึก ๆ   ในขณะที่คนเยอรมันต้องทำงานหนักในเหมือง ยิวกลับเป็นคนที่กินดีอยู่ดีและครองอำนาจทางการค้าและการธนาคาร   เมื่อฮิตเล่อร์มีนโยบายปราบชาวยิวจึงเป็นการปลดปล่อยความไม่พอใจของคนเยอรมันออกมาอย่างตรงไปตรงมา   พร้อมกันนั้นบรรดาสตรีเยอรมันต้องทำงานหนักเพราะผู้ชายตายไปเยอะในสงคราม   ทำให้เกิดการกระตุ้นให้ชายที่เหลือลุกขึ้นสู้เพื่อสตรี   แผนการบุกตะวันออกของฮิตเล่อร์ก็เลยกลายเป็นชนวนสงคราม   กองทัพเยอรมันบุกเข้าโปแลนด์    ยึดปารีส   และขยายอิทธิพลออกไปรอบด้าน   ทางซ้ายจรดทะเลแอตแลนติก ทางขวาจรดสตาลินกราดของรัสเซีย ด้านล่างเรื่อยมาจนถึงทะเลทรายในแอฟริกา
 
เยอรมันที่เห็นที่เป็นอยู่นี้ก็คือเยอรมันเดียวกับที่สัญญาว่าจะช่วยประเทศไทยหากถูกอังกฤษกับฝรั่งเศสรุกราน เมื่อสยามประกาศสงครามกับเยอรมันในสมัยรัชกาลที่หก เราต้องจับนายช่างเยอรมันที่มาสร้างทางรถไฟสายเหนือไว้เป็นเชลย   พวกเขาเหล่านั้นบอกว่า   สยามประกาศสงครามกับเยอรมันทำไม   รู้ไหมหากไม่มีเยอรมัน สยามก็ไม่เหลือแล้ว ต้องตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษกับฝรั่งเศส   เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยก็คงจะรู้ดีก็ไม่ได้ตอบว่าอย่างไร ได้แต่ขังนายช่างเยอรมันไว้โดยไม่ทำร้ายแต่ประการใด    สถาปัตยกรรมเยอรมันที่เด่นชัดคือหัวลำโพง ซึ่งแบบก่อสร้างเลียนแบบมาคล้ายกับสถานีรถไฟที่ฮัมบวร์ก ผมไปเห็นมาแล้วคิดว่าคล้าย ๆ กันแต่ไม่เหมือนกันเลยทีเดียว ที่หัวลำโพงจะโค้งมนกว่า ในขณะที่ฮัมบวร์กจะมีปลายงอนแหลม
 
เมื่อกองทัพเยอรมันได้ชัยชนะไปทุกที่ก็เริ่มสถาปนากฏการปกครองขึ้น   ทหารเยอรมันใช้ความเหี้ยมโหดกับประเทศที่ถูกปกครอง สามารถยิงทิ้งใครก็ได้ เมื่อไรก็ได้ กี่คนก็ได้ตามอำเภอใจ   ภายในเยอรมันเองก็มีตำรวจลับที่เรียกว่าเกสตาโป เพื่อคอยสอดส่องดูพฤติกรรมของผู้ที่ต่อต้านรัฐและจับมาทรมานหรือสังหารเสีย   ความหวาดกลัวแผ่ออกไปครอบคลุมทั่งทุกหัวระแหงที่เยอรมันเข้าปกครอง   ฝ่ายชาวยิวที่รู้ว่าภัยกำลังจะมาถึงตัวก็รีบหลบไปก่อน โดยเฉพาะนักวิชาการในมหาวิทยาลัย ฮิตเล่อร์สั่งให้ปลดอาจารย์ที่เป็นชาวยิวออกไปจนหมด มหาวิทยาลัยเกิร์ทธิงเก้นซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของโลกในสมัยนั้นได้รับผลกระทบทันที   ฮิตเล่อร์ถามว่าเป็นอย่างไรบ้างกับเกิร์ทธิงเก้นที่ไม่มีวิทยาศาสตร์แบบชาวยิวปนเปื้อน   เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยตอบว่ามันแย่มาก   อาจารย์ชาวยิวเหล่านั้นได้รับความช่วยเหลืออย่างลับ ๆ จากญาติและลูกศิษย์ชาวเยอรมันให้หนีออกนอกประเทศและไปลี้ภัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา อันเป็นที่มาของความเจริญทางวิชาการของสหรัฐอเมริกามาจนถึงปัจจุบัน   ไอน์สไตน์หนีจากเบอร์ลิน อ๊อฟเฟนไฮม์เมอร์ ผู้คิดค้นระเบิดปรมาณูเป็นศิษย์เก่าของเกิร์ทธิงเก้น   เขาจะยังดีใจไหมถ้าหากรู้ว่าเป้าหมายแรกของระเบิดที่ตัวเองทำกำหนดไว้ที่เมืองเดรสเด้น ซึ่งห่างจากเกิร์ทธิงเก้นไปทางตะวันออกเพียงสองชั่วโมง   โชคดีที่เยอรมันแพ้สงครามก่อน มันจึงไปตกที่ฮิโรชิมากับนางาซากิแทน
 
ฮิตเล่อร์เริ่มบ้าคลั่งในอำนาจและสงคราม ขุนทหารของเขาก็เช่นกัน เขามีมือขวาทางการประชาสัมพันธ์คือ ด๊อกเตอร์เกิร์บเบิ้ล ผู้ที่สามารถพูดให้ดำกลายเป็นขาว ขาวกลายเป็นดำได้อย่างไม่มีใครเทียบ   เมื่อเขาอยากกำจัดชาวยิวเขาก็อาศัยการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้ชาวยิวกลายเป็นคนชั่วช้าแบบไม่เหลือความดี และให้อำนาจขุนทหารจับชาวยิวมาขังไว้ในค่ายกักกันและฆ่า   เป็นครั้งแรกที่มนุษย์เหี้ยมโหดได้ถึงขั้นที่เรียกว่าคำนวณทางคณิตศาสตร์ว่าจะทำอย่างไรจึงจะฆ่าคนให้ได้มากที่สุดและประหยัดที่สุด ซึ่งผลลงเอยที่การรมควันด้วยแก๊ซพิษในห้องขนาดใหญ่   และใช้ให้ชาวยิวที่ยังเหลืออยู่เป็นคนขนศพออกมาเผาหรือฝัง    แม้แต่ชาวเยอรมันที่มีเชื้อสายยิวปนอยู่บ้างเพียงเล็กน้อยก็ถูกกำจัดด้วย   กองตำรวจลับของฮิตเล่อร์บ้าคลั่งขนาดที่ว่าตรวจสอบไปถึงปู่ของปู่ หากมีเชื้อสายยิวเป็นอันจับไปฆ่าหมดไม่เว้น
 
อธรรมชนะได้เฉพาะในช่วงแรก เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มยกพลขึ้นบกได้ที่นอร์มังดี เยอรมันก็ต้องถอยร่นไม่เป็นท่า   อีกทั้งสงครามทางฝั่งสตาลินกราด ซึ่งกองทัพผู้พิชิตปารีสซึ่งเคยเดินผ่านประตูชัยอย่างองอาจกลับจนตรอกเพราะการปิดล้อมของกองทัพรัสเซียท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บ ว่ากันว่าเท้าของทหารเยอรมันถูกหิมะกัดจนเนื้อหายไปหมดเหลือแต่กระดูกเท่านั้น   พวกเขาถอดรองเท้าบู้ทออกไม่ได้เลยเพราะถ้าถอดมาก็จะเห็นเป็นกระดูก กองทัพเยอรมันนับล้านคนต้องตายที่นั่นเหลือรอดกลับเยอรมันหลังสงครามเพียงเก้าพันคน
 
กองทัพรัสเซียยกบุกเข้าเบอร์ลินได้ก่อนชาติอื่น มีคำกล่าวว่า เบอร์ลินจะแตกหรือไม่ไม่ต้องสงสัยอีกแล้ว เหลือแต่ว่าจะเป็นเมื่อไรเท่านั้น   และสตาลินคู่กัดคนสำคัญของฮิตเล่อร์ได้สั่งให้ทำให้ได้ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม เพื่อให้ทันฉลองในวันแรงงาน   สตาลินกับฮิตเลอร์ไม่ถูกกันอย่างแรง   ฮิตเล่อร์โฆษณาชวนเชื่อว่าหากลัทธิคอมมิวนิสต์ของสตาร์ลินครองโลกจะทำให้ชาวเยอรมันเดือดร้อนหนัก  สตาลินก็บอกว่าหากลัทธินาซีครองโลกก็จะไม่มีชาวรัสเซียอีกต่อไป   สองชาตินี้ก็เลยสู้กันแบบไม่ยอมรดราวาศอก ในที่สุดรัสเซียก็ทำลายอาคารที่ทำการของฮิตเลอร์คือ ไรซ์สท๊าค ลงได้ในวันแรงงานสากลนั่นเอง (อาคารที่ทำการรัฐบาลเยอรมันในปัจจุบัน แต่เปลี่ยนทรงหลังคารใหม่เพื่อขจัดความทรงจำอันเลวร้ายในยุคนาซี และเรียกชื่อใหม่ว่า บุนเดสท๊าค)   รถถังรัสเซียสองคันแรกที่เข้าเบอร์ลินได้ถูกเชิดชูกลายเป็นอนุสาวรีย์อยู่กลางกรุงเบอร์ลินมาจนถึงปัจจุบัน
 


13.
เยอรมันถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน คือ รัสเซีย อเมริกัน อังกฤษ และฝรั่งเศส   ภายหลังเกิดความไม่ไว้วางใจกันระหว่างรัสเซียกับอีกสามฝ่าย จึงตกลงแบ่งเบอร์ลินออกเป็นสองส่วน   แล้วสร้างกำแพงเบอร์ลินขึ้นมา   ฝั่งตะวันออกปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์มีเบอร์ลินเป็นเมืองหลวง และฝั่งตะวันตกปกครองด้วยระบบเสรีนิยมมีบอนน์เป็นเมืองหลวง    ผ่านไปประมาณสี่สิบปีถึงได้มีการคิดจะรวมประเทศกันอีกครั้ง โดยประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำรัสเซียเกิดใจกว้างอย่างไรก็ไม่ทราบได้ อนุญาตให้มีการเจรจารวมประเทศกันได้   เดิมทีเดียวฝ่ายเยอรมันตะวันออกจะไม่เอาด้วย แต่เกิดความผิดพลาดขึ้นเมื่อโฆษกรัฐบาลตอบคำถามผิด   นักข่าวถามว่าการเดินทางผ่านแดนไปยังเยอรมันตะวันตกทำได้ทุกด่านและทำได้เลยหรือไม่   เขาตอบว่าใช่ครับทุกด่านและได้เลย   ทั้ง ๆ ที่เป็นความเข้าใจของเขาคนเดียวแต่ยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากรัฐบาล   เมื่อข่าวออกไปเช่นนี้ทำให้ประชาชนฝั่งตะวันออกกรูกันมายังด่านชายแดน แม้แต่ครอบครัวของเพื่อนของผมที่เป็นชาวเยอรมันตะวันออกก็รีบเก็บกระเป๋าอย่างร้อนรนและมาขึ้นรถไฟที่จะเดินทางไปยังเยอรมันตะวันตก เพราะไม่แน่ใจว่านโยบายนี้จะเปลี่ยนแปลงในอนาคตอีกเมื่อไรก็ได้    ปรากฏว่าเมื่อคลื่นมหาชนหลั่งไหลจะออกนอกประเทศ   รัฐบาลก็ยับยั้งไว้ไม่อยู่   จะยิงทิ้งทุกคนก็เป็นไปไม่ได้   ก็เลยจำใจยอมเปิดด่าน   คนก็หลั่งไหลออกไปยังเยอรมันตะวันตกและไม่กลับมาจนเกือบหมดประเทศเพียงแค่ในวันเดียว
 
มาถึงตอนนี้รัฐบาลเยอรมันตะวันออกต้องยอมจำนนและยอมเจรจาเพื่อรวมประเทศ   เมื่อการเจรจาตกลงได้ในสาระสำคัญเช่นใครจะเป็นผู้นำของประเทศที่รวมกันแล้ว ธงชาติ เพลงชาติ เมืองหลวง รวมทั้งสถานะของผู้นำฝ่ายตะวันออกเดิมจะเป็นอย่างไร   เมื่อทุกอย่างลงตัวกำแพงเบอร์ลินก็ล่มสลายลงในปี 1989  แต่การประกาศรวมประเทศอย่างเป็นทางการคือวันที่ 3 ตุลาคม 1990
 


14. 
เยอรมันยุคใหม่เข็ดกับสงคราม ประวัติศาสตร์การสังหารหมู่ชาวยิวถือว่าเป็นสิ่งเลวร้ายในประวัติศาสตร์ของชาวเยอรมัน พวกเขาละอายต่อสิ่งที่บรรพบุรุษได้กระทำลงไป และไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้นอีก   คนเยอรมันยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่าง   เขาเรียนรู้ตามที่เป็นจริง   มีการศึกษาว่าฮิตเล่อร์คือใคร ทำเลวร้ายอะไรไว้ สงครามเป็นอย่างไร ผลของสงครามคืออะไร การเสียชาติเสียแผ่นดินเป็นอย่างไร และเขารู้ดีว่าเราไม่ควรทำสงครามกันอีก เยอรมันพอแล้วกับสงคราม
 
เยาวชนเยอรมันในปัจจุบันไม่พูดถึงการทำสงคราม ไม่ก้าวร้าว ไม่มีความเคียดแค้นจากความพ่ายแพ้สงครามโลก และไม่คิดจะก่อสงครามอีก ผมคิดว่าดีแล้วที่ประเทศอย่างเยอรมันเคยแพ้สงครามมาอย่างเจ็บช้ำที่สุด เพราะหากพวกเขาไม่แพ้มาก่อน โลกก็ยังเสี่ยงที่จะถูกพวกเขารุกราน เพราะว่าเยอรมันเป็นชาติที่มีประสิทธิภาพมาก ๆ ในเรื่องการผลิตทางอุตสาหกรรม  
 
ในงานปาร์ตี้ต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ผมมักจะสังเกตหนุ่มสาวชาวเยอรมันและตั้งคำถามว่า นี่หรือคือเยาวชนของชาติที่ก่อสงครามโลกถึงสองครั้ง   นี่หรือคือมหาวิทยาลัยเกิร์ทธิงเก้นแหล่งรวมวิทยาการที่ใช้ก่อสงครามโลกถึงสองครั้ง   ทำไมตอนนี้มันไม่มีความรู้สึกหรือแม้แต่ความคิดที่เกี่ยวกับสงครามอีกเลย   มันมีแต่ความสงบสุขและความสนุกสนานอย่างชาติเสรีนิยมอื่น ๆ เท่านั้น   ซึ่งนั่นก็ถือว่าดีมากที่พวกเขาไม่รวมตัวกันแล้วอยากก่อสงครามอีก
 
นาซีเป็นสัญลักษณ์ของความเหี้ยมโหด ไม่มีใครอยากเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์นี้อีกต่อไป แม้แต่การเรียกชื่อประเทศเยอรมันในช่วงเวลานั้นก็เรียกว่า นาซีเยอรมัน ไม่ใช่ประเทศเยอรมัน เยาวชนรุ่นใหม่ไม่ยอมรับนาซีและต่อต้านการกลับมาของนาซี   ดังนั้นใครก็ตามที่ไปเยอรมันหรือเกี่ยวข้องกับชาวเยอรมันอย่าได้หลงไปชื่นชมสัญลักษณ์ของนาซีและถือเป็นเรื่องล้อเล่นอย่างเด็ดขาด
 


15. 
ทริปไปเบอร์ลินของผมช่างเล่าได้อย่างยืดยาวเหลือเกิน ผมกับท่านสปอนเซอร์ใหญ่เดินทางกลับอินส์บรูคด้วยกันด้วยรถไฟอีกครั้ง  
 
ในความรู้สึกของผม   ชาวออสเตรียมองว่าตนเองเจริญกว่าชาวเยอรมัน อีกทั้งสุภาพกว่า มีรสนิยมกว่า และสุนทรีย์กว่า  พวกเขาฟังเพลงคลาสสิคของโมสาร์ต บีโธเฟน สเต้ราส์   ในขณะที่ไม่ถือว่าเพลงเยอรมันเรียกว่าเพลง   อาหารการกินก็ละเมียดละไมกว่า การแต่งกายก็พิถีพิถันกว่าและดูหรูหรากว่า  
 
ชาวออสเตรียส่วนหนึ่งมองว่าคนเยอรมันเป็นคนป่าเถื่อน แข็งกระด้าง กินแต่เบียร์ พูดจาโผงผาง   เดินไปมาทั่วเมืองเอะอะเสียงดัง   และใช้แต่เงินเป็นใหญ่    พวกเขาเรียกชาวเยอรมันว่าผู้รุกรานความสงบ โดยเฉพาะเมื่อนักท่องเที่ยวเยอรมันหลั่งไหลมาเล่นสกีที่เทือกเขาแอลป์ในฤดูหนาว
 
คนเยอรมันส่วนหนึ่งมองชาวออสเตรียว่าด้อยประสิทธิภาพ   ไม่จริงจังเคร่งครัดในการทำงาน เอาแต่ฟังเพลงคลาสสิค ทำได้แต่งานบริการคือการท่องเที่ยว   ทำการผลิตทางอุตสาหกรรมไม่เป็น ไม่ทำงานหนัก   ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ บ้านนอก พูดภาษาเยอรมันไม่ชัด   และเป็นเพียงชนกลุ่มน้อย เพราะว่ามีเพียง 8 ล้านคน เทียบกับ 80 ล้านคนของเยอรมัน
 


16.
วันแรกในยุโรปของผมช่างนานเหลือเกิน มาวันนี้ผมกับยุโรปเริ่มคุ้นเคยกันแล้ว ความสดใสแบบวันที่ลงเครื่องบินวันแรกที่เวียนนาก็คงจะไม่มีอีกแล้ว   ครั้งหลัง ๆ เมื่อผมมาลงที่แฟร้งค์เฟิร์ต เมื่อได้กระเป๋าแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินมาขึ้นรถไฟต่อทันที   ทุกอย่างเป็นอัตโนมัติ อะไร ๆ ก็รู้ทางไปหมดแล้ว ไม่เหมือนวันแรกที่ต้องคอยชะเง้อ คอยลุ้น คอยจดบันทึก และคอยถามแบบเงอะ ๆ งะ ๆ    ซึ่งมันก็ดูเหมือนบ้านนอกเข้ากรุงแต่ผมว่าก็สนุกดี    
 
คนเยอรมันไม่สนใจอะไร ทุกอย่างเน้นประสิทธิภาพ เคร่งครัด และเย็นชา เมื่อลากกระเป๋าได้ก็ไปตามทางของตัวเอง   ทางของใครก็ทางของคนนั้น ไม่มีใครก้าวก่ายใคร และไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีผู้ร่วมทาง  
 
คนเยอรมันถือว่าคน ๆ หนึ่งมีสิทธิ์ในตัวเองอย่างสมบูรณ์ เขาจะทำอะไรก็ได้ ตราบที่ไม่ไปละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น   คนเยอรมันไม่มีความจำเป็นต้องแคร์อะไรใครหากเป็นสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจในกรอบที่เป็นสิทธิ์ส่วนตัว บรรทัดฐานของสังคมเน้นให้ทุกอย่างมีประสิทธิภาพ เคร่งครัด ตรงเวลา ซื่อสัตย์ สุภาพ   และตรงไปตรงมา
 


17.
วันนี้ครบ 365 วันของการได้มาอยู่เยอรมันครั้งนี้   ใจหนึ่งผมอยากกลับเมืองไทยแล้วเพราะจากมานาน อยากเจอครอบครัวและคนใกล้ชิด   อยากทานอาหารไทย   อยากกลับไปถ่ายทอดวิชาความรู้   อยากกลับไปทำวิจัยบางเรื่องที่อยากทำ    แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากกลับ เพราะอากาศมันเย็นสบาย สงบ สันติ   เป็นตัวของตัวเอง ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองตามลำพังบ้าง ได้เห็นอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ เอามาเล่าได้ไม่รู้จบ และอัธยาศัยของผมก็เข้ากับคนเยอรมันได้ดี 
 
อย่างไรก็ตามเยอรมันอาจจะไม่ใช่ประเทศสุดท้ายที่ผมคิดว่าจะได้มาเยือน เพราะผมอยากเดินทางไปเรื่อย ๆ อยู่ที่โน่นทีที่นี่ที ผมอยากเป็น Visiting professor เดินทางไปสอนในหลาย ๆ ประเทศ อาจจะครั้งละเทอมหรือสองเทอม   แล้วกลับมาเมืองไทยสักสามเดือนหรือหกเดือนต่อปี   ระหว่างกลับมาเมืองไทยหากใครมีงานอะไรให้ทำก็อาจจะรับทำได้ชั่วคราว   ว่ากันไปเป็นเทอม ๆ หรือครึ่งปี   แต่ผมกะว่าจะทำงานที่เมืองนอกครึ่งปีหรือเก้าเดือนแล้วให้ได้เงินพอที่จะอยู่เมืองไทยในสามเดือนหรือหกเดือนที่เหลือแบบไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยก็อยู่ได้   อยากให้เป็นอย่างนั้น เพราะว่าจะได้ทำในสิ่งที่อยากทำ   อยากนอนเล่นที่ชายทะเลทั้งเดือนก็ทำได้ ถ้าอยากสอนหนังสือก็สามารถสอนให้ฟรี   ถ้าอยากทำวิจัยก็สามารถทำวิจัยให้ฟรี   
 

ผมไม่ฟรีสำหรับประเทศอื่น เขาต้องจ้างผมแพง แต่
ผมอยากไปให้ถึงจุดที่ตัวเองสามารถเป็นของฟรีได้สำหรับเมืองไทย  
 
 

ผมขอจบเรื่องเล่าวันแรกในยุโรปไว้แต่เพียงเท่านี้  ขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณาติดตามมาจนครบทุกตอน   วันนี้ขอลาไปก่อน 
จนกว่าจะได้พบกันใหม่   สวัสดีครับ
 
 

 
 














 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ