Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ตำราเรียน แนะแนวการทำวิทยานิพนธ์ บันทึกการทำวิทยานิพนธ์: เมื่อชีวิตติดอยู่ตรงกลาง
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















บันทึกการทำวิทยานิพนธ์: เมื่อชีวิตติดอยู่ตรงกลาง Print E-mail
คมสัน สุริยะ
18 เมษายน 2553
 
สนุกดีเหมือนกันครับได้กลับมาเป็นนักศึกษา ทำให้ได้รื้อฟื้นเรื่องราวแปลก ๆ ให้กลับมาจดจำอีกครั้ง โดยเฉพาะความรู้สึกของการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งน่าจะบันทึกไว้เพราะว่านี่จะเป็นวิทยานิพนธ์เล่มสุดท้ายที่ผมจะทำในชีวิตนี้แล้ว   ไม่บันทึกไว้เดี๋ยวก็จะหลงลืม  หายไปตามกาลเวลา
 

วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง เมื่อชีวิตติดอยู่ตรงกลาง  เนื้อหาแบ่งออกเป็นสองส่วน  ส่วนที่หนึ่งเป็นเรื่องทางวิชาการเกี่ยวกับหัวข้อที่ตั้งใจจะนำเสนอโดยตรง  ส่วนที่สองเป็นเรื่องส่วนตัวสำหรับท่านทางบ้านที่ติดตามข่าวคราวของผมครับ
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑.


ชีวิตที่ติดอยู่ตรงกลาง แปลมาจากภาษาฝรั่งว่า Stuck in the middle  แปลเป็นไทยก็คือ กลับก็กลับไม่ได้ ไปก็ยังไปไม่ถึง 
 

เมื่อชีวิตติดอยู่ตรงกลาง อะไร ๆ ก็ดูเชื่องช้าอืดอาดไปหมด การเดินหน้าให้ได้อีกก้าวหนึ่งดูเป็นเรื่องที่ยากเย็น นี่ถ้าผมไม่มาเจอสภาพนี้อีกครั้งก็คงจะลืมความรู้สึกแบบนี้ไปแล้ว และคงจะไม่สามารถเข้าใจนักศึกษาที่กำลังทำวิทยานิพนธ์กับผม 
 

ทำไมมันถึงเชื่องช้า ผมทบทวนดูแล้วพบสาเหตุดังต่อไปนี้
 

1. เรื่องน่าตื่นเต้นมันผ่านไปแล้ว

ช่วงที่น่าตื่นเต้น คือ ช่วงที่เราพยายามทำแบบจำลองเพื่อหาผลออกมา   เราก็อยากรู้ว่าตกลงผลมันจะออกมาว่าอย่างไร   แต่เมื่อผลออกมาแล้ว มันก็รู้แล้ว มันก็ไม่ตื่นเต้นอีกต่อไป   แรงกระตุ้นที่จะทำต่อก็เริ่มไม่มี
 

2. เหนื่อย

ช่วงทำแบบจำลองเป็นเหมือนศึกใหญ่ ไหนจะเรื่องฐานข้อมูล ไหนจะเรื่องเทคนิคการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ไหนจะเอกสารอ้างอิงสารพัด   ไหนจะเรื่องลุ้นให้ผลการทดลองออกมาดี   และไหนจะเรื่องปรับปรุงแบบจำลองให้ดีขึ้น        เมื่อทำเสร็จหมดแล้วก็เหนื่อยได้ที่  ไม่ค่อยอยากจะทำอะไรต่อไปอีกเท่าไร
 

3. ไม่อยากเขียนอธิบาย

สิ่งที่ทำมาตั้งมากมายมันมีรายละเอียดเยอะ การที่จะเขียนอธิบายให้คนอื่นรับรู้ด้วยเป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยหน่าย เพราะมันเหมือนกับเราเริ่มกลับไปที่จุดแรกแล้วเดินกลับมาใหม่อีกรอบ ความรู้สึกนี้เป็นอย่างไร ก็ลองจินตนาการว่า   เราวิ่งจากหน้ามหาวิทยาลัยมาถึงหลังมหาวิทยาลัย  พอมาถึงแล้วก็มีคนที่เราปฏิเสธไม่ได้มาขอให้ช่วยวิ่งกลับไปเอาของจากหน้ามหาวิทยาลัยมาให้หน่อย  แล้วก็ไม่มีรถสักคันแม้แต่จักรยาน นั่นแหละครับ   
 

4. เรื่องการใช้ภาษาต้องรออารมณ์อันสุนทรีย์

 การเขียนวิทยานิพนธ์หนาสัก 250 หน้า หากใช้ภาษาแบบซ้ำซาก สำนวนวนไปวนมา    ย่อหน้านี้เขียนอย่างไรอีกย่อหน้าหนึ่งก็เขียนอย่างนั้น มันก็จะออกมาเหมือนให้หุ่นยนต์ทำ      คนอ่านก็จะเบื่อ      การจะเขียนให้ออกรสออกชาติก็ต้องมีเทคนิคทางภาษาที่หลากหลาย   เวลาที่อารมณ์ไม่สุนทรีย์พอก็จะคิดเรื่องภาษาไม่ออก   ต้องรอสักพัก  

 
 
การจะเขียนวิทยานิพนธ์เพิ่มเติมจากจุดที่ติดอยู่ตรงกลางนี้จะต้องอาศัยเวลา เพื่อจะให้ร่างกายได้พักผ่อน มีอารมณ์ที่สดชื่นแจ่มใส   มีความกระหายอยากที่จะอธิบายให้คนอื่นฟัง และมีเวลาคิดเรียงร้อยถ้อยคำให้สละสลวย
 

คำแนะนำของผมก็คือ พยายามคิดถึงเรื่องที่ตัวเองทำไปแล้วอยู่เสมอ อย่าทิ้ง   เพราะถ้าทิ้งไปยิ่งจะต้องกลับมาทบทวนใหม่   ยิ่งจะเสียเวลาไปอีก  
 

จากนั้นให้คิดว่าจะเล่าเรื่องอย่างไร ยังไม่ต้องเล่าทั้งเรื่อง แต่อาจจะบางส่วน คิดอะไรออกสักประโยคก็ให้รีบจดไว้   มันอาจจะยังไม่มากพอที่จะกลายเป็นเรื่อง แต่ประโยคพวกนี้จะกลายเป็นใจความหลัก ๆ ที่เราจะใช้เขียน   ภาษานักเขียนเรียกว่า ประโยควัตถุดิบ    ในทางเศรษฐศาสตร์ก็ถือว่าถ้าไม่มีวัตถุดิบจะมีการผลิตได้อย่างไร
 

เมื่อวัตถุดิบมากพอถึงระดับหนึ่ง มันจะทำให้เขียนออกเอง 
 

ผมเริ่มเข้าใจว่านักศึกษาที่ทำวิทยานิพนธ์ส่วนมากน่าจะต้องมีช่วงจังหวะที่ติดอยู่ตรงกลางอย่างนี้   เพราะธรรมชาติมันสร้างให้เป็นอย่างนี้   คนที่จะไม่ติดก็คือคนที่อึดจริง ๆ แบบว่าทำรวดเดียวจบ ตั้งแต่ได้ผลการศึกษาออกมาแล้วก็เขียนได้เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งก็อาจจะมีอยู่  
 

ผมก็ยังเข้าใจอีกว่า ช่วงจังหวะที่ติดอยู่ตรงกลางอย่างนี้หากใครมาเร่งให้ทำงานให้เร็วขึ้นก็คงเร่งไม่ขึ้น เพราะมันต้องอาศัยเวลาเพื่อรวบรวมวัตถุดิบ   เมื่อวัตถุดิบพร้อม การผลิตก็ถึงจะเริ่มต่อได้
 

ดังนั้นฝากถึงนักศึกษาที่ต้องทำวิทยานิพนธ์ทุกคนว่า ท่านอาจจะต้องเจอช่วงเวลาแบบนี้ และทางออกก็คือ ค่อย ๆ สะสมประโยคเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นวัตถุดิบไปเรื่อย ๆ ประโยคเหล่านี้ท่านอาจจะคิดออกเวลาอาบน้ำ หรือเมื่อปล่อยใจให้สบายโดยการเดินเที่ยวไปเรื่อย ๆ   หรืออาจจะได้ประโยคเด็ด ๆ จากการอ่านงานเขียนของคนอื่น   ไม่ว่าจะได้มาอย่างไรก็ขอให้รีบจดไว้ก่อนที่มันจะหายไป   เมื่อบันทึกไว้แล้วก็อย่าทำสมุดบันทึกนั้นหาย  
 

จริง ๆ แล้วบทความเรื่องเกร็ดการทำวิจัยของผมก็ทำเหมือน ๆ กัน   คือ ผมบันทึกมันไว้ในสมุดเล็่ก ๆ เล่มหนึ่ง แล้วก็นำมาเรียบเรียงนำเสนอบนเว็ป   ซึ่งไม่ใช่ทุกเรื่องที่ผมเขียนไว้ในสมุดจะเอามาลง   แต่เป็นเรื่องที่คัดแล้วว่าดี ไม่ซ้ำซ้อน และน่าจะชัดเจนพอสมควร
 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๒.


สำหรับผมเองแล้ว ตอนนี้ผมค่อย ๆ ขยับงานวิทยานิพนธ์ของผมไปได้วันละหน้า ซึ่งถือว่าช้ามาก เพราะปกติหากเครื่องติดแล้วจะสามารถเขียนได้วันละสิบหน้าหรือมากกว่านั้น แต่ว่าแต่ละหน้าที่ทำเพิ่มได้นั้นมาอุดในสิ่งที่ผมยังไม่มีหรือยังไม่ได้ทำหรือที่ยังรั่ว ๆ อยู่   เมื่ออุดไปเรื่อย ๆ   เรือผมก็จะไม่มีรูรั่วแล้ว   มันก็จะลอยน้ำได้ในที่สุดครับ
 

ผมมั่นใจว่าวิทยานิพนธ์ของผมผ่านแน่นอน เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น ทางบ้านไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ      ตอนนี้แม้ว่าจะยังทำไม่เสร็จดีก็ได้รับการตอบรับจากงานประชุมวิชาการนานาชาติสองแห่งให้ผมไปนำเสนอแล้วครับ           ที่แรกคืองาน EcoMod2010    ที่อีสตันบูล    ประเทศตุรกี   เดือนกรกฎาคมนี้    และอีกงานก็คือ    EuroSEAS2010   ที่โกเต็นเบิร์ก   ประเทศสวีเดน   เดือนสิงหาคมครับ     และข่าวดีอีกอย่างก็คือผมสอบผ่านได้ใบอนุญาตขับขี่ CGE แล้วจากมหาวิทยาลัยคีล อาจารย์โหดดีครับมีสอบด้วย แต่ให้ทำเป็นรายงานไปส่งแล้วตีเป็นเกรด   ถ้าสอบไม่ผ่านเขาจะไม่ยอมให้ใช้แบบจำลอง CGE ของเขาครับ เพราะถือว่าจะไปทำอะไรผิด ๆ ถูก ๆ แล้วทำให้อาจารย์เสียชื่อ ผมส่งไปแล้วซึ่งอาจารย์ก็ตรวจให้ผ่านมาแล้วครับ
 

ปีนี้น่าจะเป็นปีสุดท้ายที่ผมจะใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีด๊อกเตอร์นำหน้า ผมคิดว่ามันก็ดีไปอีกอย่าง เพราะว่ามันดูเป็นอิสระดี   เราเที่ยวไปไหนก็ได้ไม่มีใครรู้จัก     และไม่มีใครคาดหวังอะไร      เราเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับชีวิตของตัวเองมากนัก       แต่ถ้าได้ด๊อกเตอร์แล้ว    ดูเหมือนจะต้องมีภารกิจเพื่อชาติบ้านเมืองมากขึ้น เวลาเพื่อความสนุกสนานของตัวเองคงน้อยลง    ทำอะไรก็คงต้องคิดหน้าคิดหลังมากขึ้น    เพราะคนจะรู้จักมากขึ้น   แถมรู้ว่าเป็นด๊อกเตอร์อีก   ดังนั้นจะไปทำอะไรบ้าบิ่นเหมือนเดิมก็คงไม่ได้    และก็คงต้องทำประโยชน์เพื่อสังคมและคนอื่นมากขึ้นตามที่คนตั้งความหวังเอาไว้ เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้หวังอะไรจากเรา นอกจากวันไหนที่สังคมไม่คาดหวังอะไรจากผมอีก ผมก็จะกลับมาเป็นอิสระอีกครั้ง หรือถ้าไม่มีวันนั้น อิสรภาพของผมก็คือต้องทำให้บรรลุประโยชน์ให้ได้จริง ๆ สมกับที่เขาหวังเอาไว้ เมื่อทำเสร็จแล้ว ผมก็จะเป็นอิสระได้อีกครั้งหนึ่งเหมือนกัน แต่ไม่ใช่การละทิ้งไปเฉย ๆ แน่นอน
 
 




 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ