| เป็นนักวิจัยแล้วได้อะไร |
|
|
|
คมสัน สุริยะ
6 เมษายน 2553
วันนี้มีจดหมายจากแฟนรายการทางบ้านเขียนมาถามคำถามที่น่าสนใจว่า ได้อ่านเรื่องวิธีการทำวิจัยในเว็ปนี้แล้วเกิดความรู้สึกเคลิบเคลิ้มอยากทำวิจัย แต่อยากทราบว่าหากฝึกทำวิจัยจนชำนาญแล้วกลายเป็นนักวิจัยขึ้นมาจริง ๆ จะได้อะไร
ผมเห็นว่าสำคัญและจี้ใจดำ จึงรีบเขียนตอบ ดังนี้ 1. ประเด็นเรื่องเงิน
อาจารย์มิ่งสรรพ์สอนผมว่าทำวิจัยไม่ได้เงินมากนะ ถ้าอยากได้เงินให้คุณไปสอนพิเศษดีกว่า เงินวิจัยไม่มีค่าตอบแทนนักวิจัย ดังนั้นทำไปเหมือนออกแรงเหนื่อยฟรี คุณจะทำอยู่ไหม คุณชอบทำวิจัยเหรอ
ผมได้ยินคำสอนนี้เมื่อประมาณเจ็ดปีที่แล้วเมื่อเริ่มต้นทำงานกับอาจารย์ในโปรเจคแรก แต่ก็ไม่เข้าใจว่าจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร เพราะผมก็ได้รับค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อจากทางโครงการมาโดยตลอด แต่เมื่อมาเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเองบ้าง พบว่ามันไม่มีค่าตอบแทนสำหรับหัวหน้าโครงการวิจัยเช่นนั้นจริง ๆ เงินที่จ่ายได้เป็นค่าจ้างนักวิจัยในทีมและค่าจ้างผู้ช่วยนักวิจัยเท่านั้น ทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกของการทำงานฟรี และต้องทนทรหดปิดโครงการให้ได้โครงการแล้วโครงการเล่า เหนื่อยและไม่ได้เงิน บางทีเข้าเนื้อเพราะค่าใช้จ่ายบางรายการจำเป็นต้องจ่ายแต่เบิกไม่ได้ ผมจึงกลับไปถามอาจารย์มิ่งสรรพ์ว่าตกลงเราทำวิจัยไปทำไม
อาจารย์มิ่งสรรพ์ตอบว่าการทำวิจัยเหมือนตักน้ำใส่ตุ่มให้เต็ม แต่การเป็นที่ปรึกษาเหมือนกับใช้น้ำในตุ่ม
งานที่ปรึกษาจะมีค่าตอบแทนของที่ปรึกษา แต่จะมีใครจ้างหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ปริมาณน้ำในตุ่มของคุณ 2. ประเด็นเรื่องผลงานทางวิชาการ
คนอื่นที่ไม่ใช่อาจารย์มิ่งสรรพ์ซึ่งอยากให้ผมทำงานวิจัยให้ฟรีมักจะเอาข้ออ้างเรื่องการมีผลงานทางวิชาการมาล่อ ให้ผมเห็นว่า ทำงานวิจัยสิจะได้ผลงานไปขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ในเบื้องต้นผมเห็นว่าถูกในเรื่องการขออนุมัติเป็นอาจารย์ในบัณฑิตวิทยาลัยซึ่งต้องมีงานวิจัยอย่างน้อยหนึ่งเรื่อง เมื่อได้เป็นแล้วก็จะสามารถคุมวิทยานิพนธ์และเป็นกรรมการตรวจวิทยานิพนธ์ได้ ซึ่งหากนับเรื่องเงินทองแล้วไม่ต้องพูดถึงเพราะน้อยมาก แต่มันเป็นศักดิ์ศรีมากกว่า คือ ถ้าได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้วไม่ได้คุมวิทยานิพนธ์ก็คงจะดูชอบกล ต่อมาเรื่องการขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผมเห็นว่ามีผลงานอย่างอื่นที่ใช้แทนได้คือตำรา หากมีตำราที่ดีสักเล่มก็อาจจะได้ตำแหน่งแล้ว และตำรานั้นไม่จำเป็นต้องเป็นตำราจากการวิจัย
ไม่เพียงเท่านั้นหากจะใช้งานวิจัยขอตำแหน่งทางวิชาการยังต้องดั้นด้นไปนำเสนอในการประชุมวิชาการนานาชาติหรือลงวารสารซึ่งล้วนแล้วแต่มีค่าใช้จ่าย ค่าสมัครไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท ค่าเดินทาง ค่าที่พักในต่างประเทศ กลายเป็นการลงทุนที่อาจารย์ชั้นผู้น้อยหมดสิทธิ์จะจ่ายได้ ดังนั้นทางออกก็คือการเขียนตำราดี ๆ สักเล่ม ซึ่งเทคนิคการเขียนตำราก็มีสารพัดวิธี ซึ่งเกินกว่าขอบเขต ของการตอบคำถามข้อนี้ ผมจึงไม่เห็นว่างานวิจัยจะมีบทบาทมากนักในการขอตำแหน่งทางวิชาการ
ยกเว้นเมื่อถึงขั้นการเป็นศาสตราจารย์ ผู้ที่ได้รางวัลการวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ย่อมได้รับการยอมรับให้เป็นศาสตราจารย์ได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่มีเกียรติประวัติด้านการวิจัยมาก่อน ในต่างประเทศก็เช่นกัน ผู้ที่มีผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ 30 ถึง 40 เรื่อง สามารถนำมาสมัครเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยได้ บางคนอายุสามสิบต้น ๆ ได้เป็นศาสตราจารย์แล้วก็มี และเงินเดือนของศาสตราจารย์ในต่างประเทศแพงมาก (อ่านได้จากเรื่อง เส้นทางอาชีพนักวิจัยในเยอรมัน) แต่หากเป็นศาสตราจารย์ในประเทศไทยจะไม่ได้เงินเดือนมากอย่างนั้น สิ่งที่ได้คือเกียรติประวัติสำหรับชีวิตมากกว่า
การรักษาตำแหน่งบางทีกลายเป็นเรื่องยากกว่าการขอตำแหน่ง เพราะมีระเบียบว่าต้องมีผลงานทางวิชาการอย่างต่อเนื่องและประเมินกันทุกปี ยิ่งทำวิจัยแทนที่จะได้ความก้าวหน้ากลับต้องเอามาค้ำตำแหน่งเดิม หากอยากได้ความก้าวหน้าก็ต้องทำงานเพิ่มอีกเป็นทวีคูณ การพยายามบังคับให้อาจารย์มหาวิทยาลัยมีผลงานอย่างต่อเนื่องอย่างนี้มันก็ดี แต่เหมือนเป็นการลงโทษมากกว่าให้รางวัล โดยมองว่าเป็นการกันคนไม่ให้ขี้เกียจ มากกว่าการส่งเสริมให้คนได้ดี ซึ่งเรื่องระบบเหล่านี้ผมจะไม่กล่าวถึงมากเพราะว่ายังไม่ใช่ยุคของผมที่จะจัดการอะไรได้ อาจารย์ที่เป็นผู้บริหารส่วนหนึ่งจึงไม่อยากขอตำแหน่งทางวิชาการชั้นที่สูงขึ้น เพราะว่าไหนจะต้องบริหาร ไหนจะต้องสอน แล้วไหนยังจะต้องมาทำผลงานเพื่อรักษาตำแหน่งอีก ถ้าโดนริบตำแหน่งคืนก็คงเสียหน้ามาก สู้ไม่เอาตั้งแต่แรกเลยจะดีกว่า
3. ประเด็นเรื่องความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว
นักวิจัยจะเป็นไม่ได้เลยถ้าไม่ได้กระหายอยากรู้คำตอบของเรื่องที่ทำวิจัยอยู่นั้นจริง ๆ เพราะนักวิจัยจะทนกับความรู้สึกที่ว่าต้องทำงานฟรีเป็นเวลาหลาย ๆ เดือนหรือหลาย ๆ ปี ได้นานสักเพียงใด ความรู้สึกนี้มันเกาะกินจิตใจไม่อยากให้ทำวิจัยต่อ (อ่านเรื่อง กำลังใจของนักวิจัย) กว่าผลงานจะออกมาช่วยให้ได้ตำแหน่งวิชาการก็ปาเข้าไปสามถึงห้าปี เมื่อได้ตำแหน่งมาแล้วเงินเดือนก็เพิ่มสามพันกว่าบาท ห้าพันกว่าบาท ตกปีละสามหมื่นกว่าบาทถึงหกหมื่นกว่าบาท มองในแง่ดีก็คือได้ไปตลอดอีกหลายสิบปี สมมติสิบปีก็สามแสนถึงหกแสนบาท ซึ่งไม่ขอวิจารณ์เพราะเงินจำนวนนี้จะมีค่ามากน้อยเพียงใดก็สุดแล้วแต่ความคิดเห็นของแต่ละท่าน ผมเองก็ได้แต่คิดถึงคำกล่าวว่า ระบบราชการเลี้ยงเราไม่ให้ตาย แต่ก็ไม่ให้โต
4. ประเด็นเรื่องความเป็นผู้รู้
เรื่องเดียวที่จะทำให้นักวิจัยยืนหยัดอยู่ได้ในเวทีการวิจัยสาธารณะคือ การได้กลายเป็นผู้รู้ของสังคม ความปรารถนานี้ผมได้ยินมาจากนักวิจัยชั้นผู้ใหญ่จำนวนมาก ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจว่ามันจะสำคัญตรงไหน แต่เมื่อได้มาคิด ๆ ดูแล้วก็เห็นว่าจริง เพราะการได้ทำวิจัยมามากย่อมได้องค์ความรู้ใหม่ ๆ มามาก ได้รู้ได้เห็นเรื่องอีกมากที่คนอื่นที่ติดอยู่กับเพียงตำราไม่ได้รู้ไม่ได้เห็น มีมุมมอง มีวิสัยทัศน์ และมีความสามารถในการประยุกต์ใช้ศาสตร์ของตะวันตกให้เข้ากับบริบทของตะวันออก นักวิจัยใหญ่จึงเป็นผู้ยกฐานะของตัวเองขึ้นทีละน้อยเพื่อเป็นปราชญ์ของสังคม
โดยสรุปแล้ว ผมมองว่าการเป็นนักวิจัยในมหาวิทยาลัยไม่ได้เงินดีเท่าไร ถึงจะมีโครงการจ้างให้เป็นที่ปรึกษาเข้ามาบ้างก็ยังมีรายได้ไม่ดีขึ้นมากนัก นักวิจัยใหญ่ในมหาวิทยาลัยอาจจะได้ค่าตอบแทนเพียงเท่ากับนักวิจัยรุ่นกลางในบริษัทวิจัยเอกชนเท่านั้น และเทียบไม่ได้กับการเป็นนักวิจัยใหญ่ในต่างประเทศ
สิ่งที่นักวิจัยในมหาวิทยาลัยมีไม่เหมือนกับนักวิจัยในสังกัดเอกชนก็คือความเป็นกลาง ความที่ซื้อให้ผลการวิจัยออกมาเป็นคุณเป็นโทษแก่ใครไม่ได้ ข้อนี้อาจารย์อิศรา ศานติศาสน์ สอนผมมาว่า อย่าให้ใครซื้อคุณเพื่อเปลี่ยนผลการวิจัยไปเข้าข้างเขา เราเป็นนักวิจัยในมหาวิทยาลัยต้องรักษาความเป็นกลาง ว่าไปตามถูกผิดตามที่ได้ค้นคว้าวิจัยมา คำสอนเช่นนี้จึงเตือนสติว่านักวิจัยในมหาวิทยาลัยก็เปรียบเสมือนตุลาการที่จะชี้ถูกผิดในเรื่องที่วิจัย ต้องยุติธรรม ต้องโปร่งใส และต้องเชื่อถือได้
สุดท้ายแล้ว สิ่งสูงสุดของการเป็นนักวิจัยในมหาวิทยาลัยคือเกียรติยศซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นปราชญ์ของสังคม สามารถชี้นำสังคมไปสู่ความเป็นสังคมอุดมปัญญา เป็นที่พึ่งทางปัญญาแก่คนอื่นทั่วไปที่ต้องการได้รับคำแนะนำในสาขาที่นักวิจัยท่านนั้นมีความเชี่ยวชาญ (ส่วนว่าเมื่อให้คำแนะนำไปแล้วใครจะเชื่อ ใครจะต่อต้าน ใครจะเฉย ๆ ก็สุดแล้วแต่ เพราะเราไม่สามารถทำให้ทุกคนเชื่อตามเราได้ทุกอย่างและตลอดเวลา) หากสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท่านผู้ตั้งคำถามว่า เป็นนักวิจัยแล้วได้อะไร หวังเป็นสิ่งสูงสุดเช่นกันแล้ว ท่านก็คงจะเลือกทางเดินไม่ผิด แต่หากต้องการทำวิจัยเพื่อเงินเป็นหลักแล้ว ก็อาจจะไม่ได้มากอย่างที่ต้องการครับ
|
.jpg)



