Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home เพลิน เย็นกายสบายใจ เมื่อลมพัดมาวูบหนึ่ง แล้วไม่อยากให้จากไป
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















เมื่อลมพัดมาวูบหนึ่ง แล้วไม่อยากให้จากไป Print E-mail

คมสัน  สุริยะ
18  มีนาคม  2553


ผมเป็นคนชอบทำตัวมีปัญหา  คือ  ตั้งใจอ่านงานเขียนเชิงวิชาการได้ยากเย็นเสียจริง ๆ  แต่ต้องอยู่ในวงการวิชาการและวิจัย  ถ้าแก้นิสัยเสียนี้ไม่ได้เห็นทีจะไม่รุ่ง  และสงสัยจะไม่จบปริญญาเอกเอาดื้อ ๆ

สาเหตุที่มันยากเย็นก็เพราะว่ามันอ่านยากเหลือเกิน  ผมรู้ว่านักวิชาการแต่ละท่านก็เขียนผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม  แต่ทำไมเวลาเขียนออกมาแล้วมันเหมือนมีอะไรหายไปสักอย่าง

สิ่งที่หายไปก็คือ  ความเร้าอารมณ์

ท่านอาจจะแย้งทันทีว่า  งานเขียนเชิงวิชาการมันก็ต้องแห้ง ๆ ไร้ความรู้สึกก็ถูกต้องแล้ว  จะให้ใส่ไข่ใส่ลมได้อย่างไรกัน

ผมก็เข้าใจ  แต่ถ้าผู้อ่านอ่านแล้วไม่ได้อรรถรส  มันก็คงเป็นอะไรที่ต้องฝืน และสิ่งนี้ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นกับงานเขียน (เชิงวิชาการ) ของผม

ผมก็เลยไม่เขียนมันสักที  ไม่อยากให้มันไม่ดี   วัน ๆ จึงเอาแต่นั่งฟังเพลง  เพื่อพยายามหาดูว่าจะทำอย่างไรให้งานเขียนทางวิชาการมันสามารถมีสีสันได้มากกว่าที่เคยเขียนมา 

ก่อนจะไปไกลกว่านี้อยากจะให้พ่อแม่พี่น้องทางบ้านที่ลุ้นให้ผมเรียนจบไว ๆ เข้าใจก่อนว่า  ตอนนี้เป็นโอกาสดีของผมที่ได้ปลีกออกมาจากการงานทั้งหลาย  ได้มาอยู่ในแหล่งอารยธรรมที่ครั้งหนึ่งเป็นแหล่งผลิตวิชาการแขนงต่าง ๆ ให้กับโลก   มองไปทางไหนก็เห็นความขลังของพลังแห่งการสร้างสรรค์ทางวิชาการในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง  และผมกำลังถึงอายุที่เขาว่ากันว่าเป็นจุดที่มนุษย์มีศักยภาพสูงสุดที่จะคิดและทำอะไร ๆ   ผมไม่อยากผ่านจุดนี้ไปอย่างไร้ความหมาย  ผมต้องการไปให้ถึงจุดสูงสุดของอารยธรรมมนุษย์  อยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร  (ก่อนที่จะต้องกลับไปเป็นเครื่องจักรปั๊มเงินให้ใครต่อใครและมหาวิทยาลัยอีกหลายสิบปีถ้าไม่ตายเสียก่อน)  ซึ่งนั่นคือที่มาของคำว่า  เมื่อลมพัดมาวูบหนึ่ง แล้วไม่อยากให้จากไป  และเข้ากับท่วงทำนองของเพลงนี้ด้วย  (ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้)  หรือว่าเพลงนี้หมายความว่าให้เราใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดในการตามหาจุดสูงสุดของศักยภาพมนุษย์ และให้รื่นเริงอยู่กับการดั้นด้นหาจุดสูงสุดนั้น  มองไปที่ปลายทางที่เป็นจุดสูงสุดที่มนุษย์จะไปได้  แต่รื่นเริงอยู่บนการเดินทางไปตามเส้นทางนั้น

เขาว่ากันว่าจุดสูงสุดของอารยธรรมมนุษย์อาจจะแฝงอยู่ในเพลงนี้ 

ซึ่งก็คือเพลงล่าสุดที่ฟังอยู่   Ode an die Freude  ของเบโธเฟน  เวอร์ชั่นที่กำกับโดย Bernstein 1989 

ท่านฟังได้เช่นกันที่ Link หมายเลข 23 ในเว็ปหน้า Ode an die Freude
หรือคลิ๊กที่นี่



วีดีโอ I

ท่อนที่ผมสนใจเป็นพิเศษ คือ ตั้งแต่นาทีที่ 4.35 

โน๊ตที่เล่นอย่างนี้  มี มี ฟา ซอล ซอล ฟา มี เร โด  โด เร มี มี  เร เร

มี มี ฟา ซอล ซอล ฟา มี เร โด  โด เร มี เร   โด โด

เร เร มี โด เร  มีฟามี  โด่ เร  มีฟามี  เร โด ฟา ลา

มี มี ฟา ซอล ซอล ฟา มี เร โด  โด เร มี เร โด โด

ซึ่งเล่นวนไปวนมาหลาย ๆ รอบนี้  เป็น ไฮไลท์ของเบโธเฟนสำหรับเพลงนี้

ในทางวิชาการก็คือ ผลการศึกษาที่น่าทึ่ง

แต่ผมแปลกใจว่าทำไมเขาถึงเอามาขึ้นต้นอย่างแผ่วเบาเหลือเกินจนต้องแทบเงี่ยหูฟัง

ทำไมไฮไลท์มันไม่ออกมา ตูม ตูม แบบอลังการยิ่งใหญ่

กลับปล่อยออกมาแบบเงียบ ๆ   น่าแปลกใจจริง ๆ


ก่อนหน้านั้น (คือตั้งแต่ต้น จนถึงนาทีที่ 4.35)  เป็นการเชื่อมระหว่างเนื้อเพลงตอนที่ 3  กับตอนที่ 4 (ซิมโฟนีมีสี่ตอน โดยที่ Ode an die Freude เป็นตอนที่ 4)  เนื้อหาช่วงนี้จะประหลาดพิศดารมากไม่ค่อยได้  

---เปรียบเสมือนการเขียนบทนำ  วัตถุประสงค์  ขอบเขตการศึกษา  แนวคิดทฤษฎี  การทบทวนวรรณกรรม  ซึ่งมีรูปแบบที่ค่อนข้างแน่นอน  แต่จะยืดเยื้อไม่ได้  สังเกตว่าเขาให้เวลาแค่ 4.35 นาทีเท่านั้นเป็นพอ  นานกว่านี้ได้หลับแน่   นอกจากนั้นสังเกตว่าเปิดเพลงมาแบบตูมตาม  นั่นคือ ชื่อเรื่องของงานวิจัย  ต้องสละสลวยอลังการและโดดเด่น  อย่าตั้งชื่อเรื่องแบบหงอ ๆ
 

ต่อไปค่อย ๆ ฟังนะครับ  (ตั้งแต่นาทีที่ 4.35 เป็นต้นไป)  มันจะเหมือนเราได้ยินเสียงลมพัดมาแต่ไกล
เป็นเมฆสีขาว ๆ ค่อย ๆ ลอยมาปะทะกับตัวเราในบางจังหวะ
แต่กลุ่มเมฆยังอยู่ไกลออกไป
เราอาจจะกลัว ๆ กล้า ๆ เพราะเราไม่รู้ว่าลมนั้นและเมฆนั้นจะมาดีหรือร้าย

--- เรากำลังเกริ่นประเด็นที่เรากำลังจะนำเสนอ  แล้วเราจะตอกย้ำประเด็นนี้เรื่อย ๆ ตลอดทั้งเล่ม  ด้วยท่วงทำนองที่ต่างกันออกไป แต่ประเด็นยังคงเป็นประเด็นเดิม


เมฆกำลังค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาหาเรา  เรากำลังเข้าไปในหมู่เมฆนั้นแล้ว  (นาที 5.30)
ไม่ทันที่จะหนีแล้ว  แต่คิดว่าน่าเป็นเรื่องจะดีมากกว่าไม่ดี 

--- ช่วยไม่ได้แล้ว ต้องอ่าน หนีไม่พ้นแล้ว แต่ท่าทางจะดีมากกว่าไม่ดี

ความสงสัยของเราว่ามีอะไรอยู่ในเมฆเริ่มชัดเจนขึ้น  เมื่อได้ยินเสียงดนตรีดังชัดขึ้น
อ๋อ  มันเป็นเสียงอย่างนี้เอง  ไม่ต้องเงี่ยหูฟังแล้ว 
ข้างในมันเป็นอย่างนี้เอง

--- ความชัดเจนของประเด็น เหมือนความชัดเจนของโน้ตที่เล่นออกมา  เรียบง่าย  วนไปวนมา  แต่มีเสน่ห์ขึ้นเรื่อย ๆ  เพราะมีรายละเอียดมากขึ้นเรื่อย ๆ  เริ่มเห็นเป็นสีสัน  มีของเล่น  มีลูกเล่น  ทำให้เพลินหูเพลินตา  และที่สำคัญคือ  เข้าใจได้ง่าย


อ้าว  ไม่ได้มีเพียงคนเพียงคนเดียวที่เล่นดนตรีนั้น  ยังมีคนอื่นอีก (นาที 6.20)
เป็นเสียงที่เชิญชวนให้เข้าไปร่วมเล่นด้วยกัน  อ่อนโยน  และใจดี
เขาจะพาเราไปหาบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ลึกเข้าไปในเมฆ

--- การผสมผสานด้วยศาสตร์สาขาอื่นทำให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้น  ในส่วนนี้เปรียบได้เหมือนกับการอธิบาย Methodologies ของแบบจำลองเศรษฐมิติ  ค่อย ๆ ทำช้า ๆ และชัดเจน  ทำให้ผู้อ่านเริ่มเข้าใจว่าเรากำลังจะตอบคำถามอะไร  ให้เห็นว่าเราคิดด้วยตรรกะเหตุผลอะไรผ่านตัวแปรที่เราใช้  รวมทั้งให้เห็นว่าเรารู้เรื่องเศรษฐมิติมาเป็นอย่างดี หรืออย่างน้อยก็พอตัว


จากนั้นเราจะพบว่า
ที่นี่เป็นสังคมใหญ่ (นาทีที่ 7.12)
และทุกคนชวนกันร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน (นาทีที่ 7.55)
ไม่มีความทุกข์ใด ๆ

-- เผยให้เห็นภาพของทีมเก็บข้อมูลที่กำลังสาละวนทำงานกันอยู่ในภาคสนามอย่างขะมักเขม้นและเข้มแข็ง  เรากำลังผ่านเข้าสู่การแสดงให้เห็นถึงข้อมูล และวิธีการเก็บข้อมูล  รายละเอียดและเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นระหว่างการออกพื้นที่ภาคสนาม


เขาบอกเราว่าปัญหาอะไรก็ทิ้ง ๆ ไป  อย่าใส่ใจ ทิ้งมันไป  ทิ้งมันไป (นาทีที่ 8.00)

--- ในส่วนนี้เผยให้เห็นความยากลำบากในการขัดเกลาข้อมูล  แต่ก็แสดงให้เห็นวิธีจัดการข้อมูล  การดัดแปลงตัดต่อข้อมูลที่จำเป็นต้องทำ  ต้องตั้งสมมติฐาน  และต้องทิ้งบางอย่างไป จำต้องทิ้งมันไป  เพื่อให้ข้อมูลส่วนใหญ่ใช้ในการวิเคราะห์ได้   ตรงนี้ต้องการความเข้าใจจากผู้อ่าน  ต้องการเรียกร้องให้ยอมรับความเป็นปุถุชนของนักวิจัย  ว่าไม่สามารถทำสิ่งเหนือธรรมชาติ คือ ข้อมูลที่ Perfect ออกมาได้      เมื่อยอมรับความเป็นคนธรรมดาซึ่งกันและกันระหว่างผู้อ่านและผู้เขียน       เราก็จะไปต่อกันได้ในส่วนที่เป็นไฮไลท์  หรือ  ผลการศึกษา ในตอนต่อไป


ใจกำลังลอยเบาสบาย  ก็มีเสียงปลุก บอกว่า  นี่ นี่  ไม่ใช่อย่างนี้  ไม่ใช่เพียงแค่นี้ (นาทีที่ 8.29)
ยังมีของวิเศษกว่านี้อีก

---  เมื่อคนได้อ่านเรื่องการเก็บข้อมูลแล้วจะเพลิน  มีความอยากรู้อยากเห็น  ตั้งคำถามมากมาย  เช่น  ไปเก็บข้อมูลแล้วเจอปัญหาอะไรบ้าง  แก้ปัญหาอย่างไร  มีเรื่องเล่ามากมายร้อยแปดจากภาคสนาม  แต่มันไม่ใช่ตรงนี้ที่เป็นหัวใจของวิทยานิพนธ์  เราต้องปลุกคนอ่านให้หยุดจากอารมณ์นี้  แล้วหันมาสนใจที่ผลการศึกษาได้แล้ว 


วีดีโอ II

เริ่มเข้าเรื่อง  เอาละนะ  เรื่องมันเป็นอย่างนี้นะครับ
ผมพบว่า....มันเป็นอย่างนี้ครับ  จะเล่าให้ฟังเป็นเรื่อง ๆ ไปนะครับ
แล้วก็เล่าไป (นาทีที่ 1.12) เอาตรงประเด็นไปเลย 
แล้วก็มีเสียงรับลูก  นั่นก็คือตัวเลขสถิติต่าง ๆ ที่สนับสนุนไปทางเดียวกับคำพูดของเรา
ทำให้คำพูดของเราหนักแน่นขึ้น 


สิ่งที่อยากพูดก็ได้พูดแล้ว (บทกวีของชิลเล่อร์)
แล้วเสียงรับลูกครั้งแรกโดยวงประสานเสียงที่อยู่ด้านหลัง
ผมจินตนาการถึงวันแรกที่เพลงนี้บรรเลงที่เวียนนาว่าคนจะตกใจแค่ไหน
เพราะไม่เคยมีที่ใครจะเอานักร้องมาร้องอย่างนี้  แถมไม่พอมากันเยอะด้วย
บอกได้เลยว่า ช็อค  อึ้ง  ทึ่งไปเลย


นาทีที่ 3.26  ในขณะที่คนตะลึง ก็พาขึ้นที่สูงที่สุดของยอดเขาไปหา Divinity กัน
เล่นเอาชาวบ้านตาค้างแน่

--- จังหวะนี้ย้ำไปเลย  ว่าผลการวิจัยนี้ทำไปเพื่อใคร หรือเพื่อเห็นแก่อะไร
ย้ำจุดยืนของการวิจัยนี้ว่าประโยชน์ตกแก่ใคร  ช่วยให้คนกินดีอยู่ดีขึ้นได้อย่างไร
ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าขึ้นได้อย่างไร


จากนั้นก็ผ่อนคลายลงด้วยจังหวะมาร์ช เพื่อให้คนที่กำลังตะลึงหาทางลงได้
แล้วสามารถตั้งหลักได้ว่า  นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

--- ช่วงนี้นำเสนอผลการศึกษาที่เป็นประเด็นปลีกย่อยแต่อาจจะสำคัญ  และไม่ควรละทิ้งไปจากวิทยานิพนธ์  แต่ไม่ได้สำคัญมากเท่ากับผลการศึกษาช่วงแรก  แล้วที่สำคัญอย่าลืมเชื่อมเข้า  ด้วยว่า ผลการศึกษาส่วนหลังนี้เสริมส่วนแรกให้ดีขึ้นได้อย่างไร  ไม่ใช่กล่าวมาลอย ๆ  (นาทีที่ 5.17)


นาที 5.39  แสดงให้เห็นว่าเขาคือผู้ยิ่งใหญ่
นี่คือจังหวะที่เขาแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาคือคนที่ควรได้รับการยอมรับแล้ว
เพราะคุณเริ่มติดใจมันเข้าแล้ว  คือ ติดลมแล้ว

--- ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผู้อ่านกำลังประเมินคุณ  กำลังใคร่ครวญว่าสิ่งที่คุณนำเสนอเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเพียงใด  เราต้องให้เวลาผู้อ่านตรึกตรอง  และหากเราสามารถคาดเดาได้ว่าผู้อ่านกำลังถามอะไร  แล้วเราตอบไล่ไปได้ทีละประเด็นจนครบ  แสดงให้ชัดเจน โปร่งใส  ใสแจ๋ว  ไม่ปิดบัง ทำให้ผู้อ่านเคลียร์และได้เห็นฝีมือของเราไปพร้อม ๆ กัน   นั่นคือจังหวะที่จะทำให้ผู้อ่านประทับใจโดยการนวดไปเรื่อย ๆ ให้ตรงจุด   เมื่อนั้นผู้อ่านก็จะพร้อมที่จะยอมรับผลการวิจัยของเรา


นาที 7.27  คนดูจะคิดว่าจะเอาอย่างไรอีกหล่ะนี่
แล้วเบโธเฟนก็ปิดท้ายด้วยเรื่องที่เขาอยากบอก
ก็คือ บทกวีที่เขาประทับใจของชิลเล่อร์  อันเป็น Theme ของเรื่อง
ตอกย้ำในเวลาที่ทุกคนพร้อมจะรับ  ไม่ได้ยัดเยียด

--- เมื่อเคลียร์ข้อสงสัยทุกอย่างออกไปจากหัวผู้อ่านได้แล้ว  หัวของผู้อ่านก็จะโล่งสบาย  ทีนี้เราก็ถือโอกาสสรุปผลการศึกษาในส่วนนี้  ปิดบัญชีไปได้  เพราะไม่ว่าจะพูดอะไร  ผู้อ่านก็พร้อมจะยอมรับด้วยดีแล้ว


วีดีโอ III  

ยัง ยังไม่จบ  ยังมีอีก
การเชื่อมต่อจากบทที่แล้ว  ใช้การสร้างภาพให้แช่มช้า  และทำให้คนฉงน
ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้อีก
ความช้าทำให้ได้พักหายใจหายคอ  แต่ลุกไปเข้าห้องน้ำไม่ได้  เพราะอาจพลาดของดี

นาทีที่  4.38   ท่อนที่ใคร ๆ ถือว่าเป็นสุดยอดไฮไลท์อีกท่อนหนึ่งของเขา


---เปรียบได้กับผลการศึกษาอีกเรื่องหนึ่ง
ที่เอามาต่อกับเรื่องแรกได้อย่างลงตัว
ทั้ง ๆ ที่มันคนละเรื่องกันเลย
เหมือนเอาบท  CGE มาต่อไว้กับ เศรษฐมิติ
ผลการศึกษาในส่วนนี้ไหลลงมาเหมือนน้ำตกจากที่สูงลงสู่เบื้องล่าง
ไร้การต่อต้าน  ต่อเนื่อง  และไม่สามารถต้านทานได้
เหมือนผลการศึกษาที่ออกมาจากแบบจำลองที่ทำได้อย่างถูกต้อง
จนไม่มีใครจำเป็นต้องสงสัยเคลือบแคลง
ได้แต่ตั้งใจฟังว่าผลการศึกษาออกมามีใจความว่าอย่างไรเท่านั้น
ไม่มีการตั้งคำถามต่อแบบจำลอง
และผลการศึกษาก็ปรากฏชัดด้วยหลักฐานสนับสนุนทั้งหลาย
ชัดเจนและโดดเด่นอยู่ในตัว 
ปราศจากข้อสงสัยใด ๆ
และน่าประทับใจ

ใครสงสัยอะไรเหรอ
สงสัยตรงไหน อ้อตรงนั้นนี่เอง
ลองเอานี่ไปอีกลูกหนึ่ง (นาทีที่ 5.55)
คิดว่าน่าจะตอบคำถามได้แล้ว


นาที 6.08  เวลาจะหาทางลงให้ตัวเองจะทำอย่างไร  
ปล่อยทีเด็ดออกไปแล้วทีนี้จะหาทางจบแล้ว
จะทำให้คนรู้ว่าหมดมุขแล้วไม่ได้


วีดีโอ IV  

เอาละ  หวังพึ่งการประสานเสียงของสี่คนนี่ละกัน
พยายามขมวดปม  สรุปผลสิ่งที่พึ่งนำเสนอไปเมื่อสักครู่
ยังจบไม่ได้  แต่ก็ไปต่อไม่ได้
ต้องอภิปรายผล  โดยการแสดงให้เห็นทักษะอันสุดยอดของนักร้อง (นาทีที่ 2.10 )
เป็นการโชว์ความสามารถเฉพาะตัวในการตีความผลการศึกษาที่ออกมา
ไม่อลังการ  ไม่กลบอะไร ๆ ไว้ใต้ความอลังการของแบบจำลอง
แต่เปิดหน้าท้าสู้กันแบบจะ ๆ  
วัดพลังเสียงกันไปเลยว่าจะอยู่หรือจะไป
แสดงให้เห็นความเฉียบแหลมในการตีความวิเคราะห์และอภิปรายผล
ทิ้งความอลังการของแบบจำลองไว้เบื้องหลัง


เมื่อทำให้ผู้ชมทึ่งได้แล้ว  ทีนี้ก็ให้สัญญาณว่าจะไปละนะ (นาทีที่ 3.14)
คนดูแน่นอนว่ากำลังเพลินก็ยังไม่อยากให้จบ
จะเกิดความเสียดายขึ้น
แล้วทีนี้ก็จะเป็นจังหวะดีที่เราจะลงจากหลังเสือโดยที่เสือไม่กัด


แต่การลงก็ต้องลงอย่างหนักแน่น (นาทีที่ 3.35)
ด้วยข้อสรุปที่หนักแน่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นวิทยาศาสตร์
มีหลักฐานสนับสนุน  ไม่มีข้อโต้แย้ง  และอยู่ในกรอบที่กำหนด
ให้ทุกคนยอมรับได้อย่างมั่นใจว่าผลการศึกษาถูกต้อง  ตรงประเด็น  และมีผลกระทบต่อสังคม


เมื่อทุกคนยอมรับได้เช่นนั้นแล้ว  วิทยานิพนธ์ก็ทำหน้าที่ของมันได้เสร็จสมบูรณ์







กลับสู่สารบัญ

























 








 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ