|
คมสัน สุริยะ
7 มีนาคม 2553
ก่อนที่ทุกคนจะเป็นห่วงว่าผมบ้าไปแล้วจริง ๆ ผมอยากจะเล่าเรื่องว่าเบโธเฟนแต่งเพลง Symphony No. 9 ได้อย่างไร เพื่อให้ท่านเห็นว่ามันไม่ได้ยากเกินกว่ามนุษย์จะทำได้
Symphony No. 9 ประกอบด้วยสี่บท โดยปกติบทแรกและบทที่สองจะเป็นเพลงช้า แล้วเร็วขึ้นในบทที่สาม จากนั้นปิดท้ายด้วยความอลังการในบทที่สี่ แต่เบโธเฟนตั้งโจทย์ไว้ว่าต้องการจะเอาบทกวีของชิลเลอร์มาร้องเป็นเพลงให้ได้ แต่จนแล้วจนรอดก็คิดหาวิธีไม่ออก
เขาคิดอยู่นานหลายปี ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะเอานักร้องประสานเสียงเข้ามาไว้ในวงดนตรีด้วย ซึ่งปกติใครเขาไม่ทำกัน คนที่ได้ฟังความคิดนี้ก็หัวเราะว่างานของบีโธเฟนคราวนี้ท่าจะไปไม่รอด แต่ความจริงกลับกลายเป็นเพลงอมตะนิรันดร์กาล
นักร้องประสานเสียงนี้จะร้องในบทสุดท้าย โดยมีการแต่งเนื้อเพิ่มเติมเพื่อเกริ่นเข้าสู่เรื่อง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกนวัตกรรมหนึ่ง
การที่จะขับให้บทสุดท้ายเป็นที่ติดตราตรึงใจผู้ชมได้นั้นก็ต้องทำให้ท่อนก่อนหน้าเด่นไม่เท่า แต่ถ้าไม่มีอะไรพิเศษเลยคนดูก็จะหลับ ดังนั้นเบโธเฟนจึงเปลี่ยนโครงสร้างของทั้งสี่บทเสียใหม่ คือ บทแรกช้า บทที่สองเร็วและเด่น บทสามช้า และบทที่สี่เร็วและอลังการ ซึ่งการสลับเอาเพลงเร็วไปไว้บทที่สองนั้นก็ไม่มีใครเห็นด้วยเลยในตอนแรก เพราะเหมือนปล่อยของดีออกไปเร็วเกินไป ถ้าบทที่สี่ไม่เด่นจริงจะมีปัญหาเรื่องความสมดุลย์ทางอารมณ์ทันที
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ บีโธเฟนเอาวัตถุดิบจากไหนมาทำเพลงได้ถึงสี่บทในเวลาสั้น ๆ คำเฉลยก็คือจริง ๆ แล้วเขาเขียนสะสมมาเรื่อย ๆ เป็นเวลานานตั้งแต่หูยังไม่หนวก นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีคนรู้ แต่เขาไปไหนมาไหนจะพกสมุดโน๊ตกับดินสอเสมอ เมื่ออารมณ์เคลิ้ม ๆ ก็จะแต่งท่อนสองท่อน รวม ๆ กันเข้าก็เป็นบท แล้วสี่บทเป็นหนึ่งซิมโฟนี
เมื่อ Symphony No. 9 ออกแสดงครั้งแรกท่านก็คงทราบดีอยู่แล้วว่าได้รับการตอบรับที่ดีมากอย่างไร นั่นคือผลจากการที่เบโธเฟนกล้าคิดและกล้าเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ซึ่งงานที่คนธรรมดาสามารถตอบโจทย์ที่ไม่ธรรมดาได้ ก็เลยเรียกกันว่า ความอัศจรรย์
เมื่อเราเห็นอย่างนี้แล้วก็มองออกว่าเบโธเฟนไม่ได้รับพลังวิเศษจากมนุษย์ต่างดาวหรืออะไรเพื่อให้แต่งเพลงที่ดี แต่เขามีสิ่งที่อยากทำ และเขาทำสะสมมาเรื่อย ๆ เมื่อรวบรวมทุกอย่างได้ก็ออกมาเป็นผลงาน
วิทยานิพนธ์ของผมก็เหมือนกัน ผมไม่ได้รับพลังวิเศษจากมนุษย์ต่างดาวหรืออะไรเช่นกัน แต่ผมคิดว่าโครงสร้างของวิทยานิพนธ์ทั่วไปที่มีห้าบท (Chapters) หรือแม้แต่โครงสร้างแบบบทความสี่เรื่อง (Essays) ที่จะรวมเป็นหนึ่งวิทยานิพนธ์ ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ของผมได้ ผมกำลังคิดที่จะเขียนออกมาเจ็ดบท และร่างไว้แล้ว
ในเจ็ดบทนี้แต่ละบทจะสั้นกระชับและมีใจความสำคัญเพียงอย่างเดียวเหมือนระบบการเขียนเชิงวิชาการสไตล์อังกฤษ ทำให้คนอ่านติดตามเนื้อหาได้อย่างตรงไปตรงมาไม่วกวนเยิ่นเย้อ โดยจะมีการอธิบายวิธีการศึกษาที่ชัดเจนประกอบอย่างโปร่งใส บางบทจะเป็นการแนะนำรายละเอียดที่ใช้กับทุกบทซึ่งหาที่ลงที่อื่นไม่ได้ เพราะถ้าเอาไปใส่ไว้ที่บทอื่นจะทำให้เกิดความหนาและน่าเบื่อ แต่ไม่ใส่ก็ไม่ได้เพราะรายละเอียดจะขาดช่วง
เวลาบอกใครว่าจะเขียนเจ็ดบทคนก็ว่าจะบ้าเหรอ แต่ถ้าได้อ่านแล้วจะติดใจและจะวางไม่ลง ทั้งเจ็ดบทจะจบลงในระยะเวลาเหมือนกับการอ่านห้าบท คือจังหวะเวลาเหมือนกัน ไม่ได้ยาวนานเกินไป และสามารถใส่ไฮไลท์ได้อย่างตรงไปตรงมา ครบถ้วน และโปร่งใส
ผมคิดว่ามันจะออกมาเป็นเพลงที่น่าฟังมากเพลงหนึ่ง ถ้าคนถามว่าเขียนวิทยานิพนธ์เป็นเพลงได้อย่างไร ผมก็บอกแล้วว่าผมไม่เหมือนใคร งานของผมจังหวะและท่วงทำนองต้องลงตัว เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมเสมอ ผมถึงได้ชอบดูหนังและฟังเพลง แล้วเอามาคิดเป็นวิธีการเขียนงานวิจัย
ดังนั้นเป็นเรื่องจริงที่ผมบ้า แต่ไม่ได้บ้าเกินจริง ผมบ้าอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่สามารถจะทำให้สำเร็จได้ จึงไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ
กลับสู่สารบัญ
|