| ชีวิตจนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ของพวกเราทุกคน |
|
|
|
คมสัน สุริยะ
26 กุมภาพันธ์ 2553
และแล้วชีวิตของพวกเราก็มาถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 วันที่ศาลจะมีคำพิพากษาเรื่องยึดทรัพย์คุณทักษิณ ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร ประเทศไทยจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
ระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่วางไว้ในสังคมไทย ไม่ว่าใครจะถูกใครจะผิด ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย การปะทะกันระหว่างผู้ที่อ้างความชอบธรรมทั้งสองฝ่ายจะเริ่มรุนแรงขึ้น
หากคุณทักษิณโดนยึดทรัพย์ (แม้เพียงบางส่วน) ฝ่ายสนับสนุนคุณทักษิณก็จะใช้เป็นเหตุว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกกลั่นแกล้ง เป็นเรื่องของการเมือง และเมื่อเริ่มมีคนเห็นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ คลื่นมวลชนฝ่ายเสื้อแดงก็จะแข็งแกร่งขึ้น
หากคุณทักษิณไม่โดนยึดทรัพย์ หรือได้รับคืนทรัพย์บางส่วน ฝ่ายเสื้อแดงจะมีพลังกลับคืนมาอย่างมหาศาล ในขณะที่จะก่อความไม่พอใจให้กับฝ่ายเสื้อเหลือง แล้วจะยกเหตุว่ามีการแทรกแซงอำนาจตุลาการ คลื่นมวลชนฝ่ายเสื้อเหลืองจะผนึกกำลังกันหนาแน่นขึ้นและเริ่มเคลื่อนไหว
เมื่อคลื่นสองข้างใดข้างหนึ่งถาโถมเข้าหาเมืองไทย ก็ย่อมจะหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อประเทศชาติไปไม่ได้ คลื่นนี้ไม่มีวันจบ เพราะแต่ละฝ่ายอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
โดยปกติแล้วในอดีตประมาณ 200 ปีที่ผ่านมา หากมีเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้น การตัดสินทำได้ง่ายมากคือการปะทะกันด้วยกำลัง สู้กันจนล้มหายตายจากไปข้างหนึ่ง ข้างที่เหลืออยู่คือผู้ชนะ ประวัติศาสตร์ไทยเป็นอย่างนี้มาหลายยุคหลายสมัย
แต่ตอนนี้ยุคนี้จะให้ทำอย่างนั้นอีกย่อมไม่ได้ เพราะเรายอมรับการทำสงครามกลางเมืองกันไม่ได้ และที่สำคัญก็คือไม่รู้ว่าใครอยู่พวกไหนกันบ้าง หากเกิดการฆ่ากันทำลายล้างกัน มันจะเกิดได้ตั้งแต่ระดับอำเภอ ซึ่งเป็นไปได้ยาก เพราะคนบ้านเดียวกันไม่มีใครอยากฆ่ากันเอง
ดังนั้นทางออกของเรื่องก็คือการแสวงหาความยุติธรรมที่ทุกคนยอมรับได้ การตัดสินที่ทุกคนยอมรับได้ ซึ่งไม่มี
บางคนอ้างว่าการเลือกตั้งจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับได้ แต่เมื่อคิดถึงการซื้อเสียงและการทุจริตการเลือกตั้งที่อาจจะมีในบางพื้นที่ ย่อมเห็นว่ามันไม่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง และเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะ ก็จะเกิดการลุแก่อำนาจ แล้วมีการเอาคืนกันอย่างดุเดือด ในขณะที่ฝ่ายแพ้ก็ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง
การเมืองของไทยไม่ว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งใหม่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะยุติความร้อนแรงลง เพราะว่าผู้ชนะก็จะไล่ทำลายล้างผู้แพ้ให้ย่อยยับ ฝ่ายผู้แพ้ก็จะเดินขบวนไล่ผู้ชนะอย่างไม่รดราวาศอก
ประเทศไทยจึงจะติดอยู่ในกับดักนี้ไปอีกนาน และหากไม่สามารถหาทางออกที่ดีกว่านี้ได้ ความเสื่อมโทรมจะเริ่มเข้ามาเยือนประเทศ งานวิจัยเรื่องสงครามกลางเมืองในประเทศศรีลังกา* ระบุว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เสียไปกับเรื่องการต่อสู้กันเองระหว่างคนในชาติของเขาคิดเป็นประมาณ 169% ของ GDP หากคิดว่าระบบเศรษฐกิจเติบโตโดยเฉลี่ยประมาณ 3% ต่อปี ก็เท่ากับว่าเศรษฐกิจจะล้าหลังไปถึง 33 ปี (คิดแบบดอกเบี้ยทบต้น) หากคิดที่อัตรา 5% ต่อปี จะเท่ากับว่าเศรษฐกิจถอยหลังไปถึง 20 ปี
อย่าคิดมาก ขนาดแข่งบอลยังตีกันเมื่อพวกแพ้ เพราะถือว่าบอลแพ้คนไม่แพ้ และคนก่อเรื่องอ้างว่าไม่พอใจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกรรมการ การสอบ O-NET ที่นักเรียนคนหนึ่งจะสอบได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตก็ไม่มีความเป็นธรรม เพราะการเฉลยข้อสอบบางข้อทำตามใจผู้ออกข้อสอบโดยไม่มีหลักการที่ยอมรับได้ทั่วกัน ดังนั้น นับประสาอะไรกับคดีคุณทักษิณ ซึ่งหากใครจะถือคติบ้างว่า คดีแพ้คนไม่แพ้ ก็เลยจะดูเป็นเรื่องปกติ (และในที่สุดก็จะโทษว่า การตีกันในสนามฟุตบอล และการออกข้อสอบ O-NET แบบเผด็จการทางความคิด เป็นผลพวงมาจากระบอบทักษิณ ซึ่งน่าสนใจที่จะทำวิจัยเพื่อพิสูจน์ว่าข้อกล่าวหานี้เป็นจริงหรือไม่)
พวกเรานักวิจัยก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไป คอยติดตามดูสถานการณ์กันไป ถือว่าดีที่ได้เกิดมาในยุคนี้ทันจะได้เห็นว่าเรื่องราวมันจะดำเนินต่อไปอย่างไร ถ้าวันใดต้องจบชีวิตลงก่อนเรื่องจะจบก็ถือว่าชวดไปไม่ทันได้ดูตอนจบ แต่เมื่อชีวิตได้อยู่มาถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ก็ถือว่าดีแล้วเพราะได้ทันดูตอนเริ่ม
ถ้าจะมองโลกในแง่ดี ก็คิดว่าจะมีงานวิจัยเรื่อง The Economic Cost of the War in Thailand ให้ทำ แล้วจะได้ลงวารสารเล่มเดียวกัน (เหมือนลงโลงเดียวกัน) เพื่อเปรียบเทียบผลกับกรณีของศรีลังกา แต่ทำไปก็คงร้องไห้ไป เพราะเศร้าใจกับชะตากรรมของประเทศ ถ้าจะให้ดี อย่ามีความรุนแรงเลยจะดีกว่า
อยู่ที่ว่าใครจะหาทางออกจากกับดักนี้ได้อย่างไร ใครจะเป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยเมืองไทย ใครจะมายุติการจองล้างจองผลาญกันครั้งนี้ หรือว่าจะต้องให้เกิดการปะทะกันแบบดิบ ๆ จนกระทั่งเมื่อใครเหลือคนสุดท้ายเป็นผู้ชนะ ได้ดูกันยาวครับเรื่องนี้ เหมือนเป็นหนังภาคต่อจากเรื่อง ป. พิบูลย์สงคราม และครอบครัวกิตติขจร พ่อแม่ปู่ย่าตายายเราเคยได้ดูหนังอย่างนี้มาแล้ว ตอนนี้ตาเราบ้าง ก็แค่นั้นเอง ระหว่างนี้ จงทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติให้ดีที่สุด อย่าย่อท้อ ใครมีหน้าที่ทำอะไรก็ทำไป เต็มที่กับมัน ชีวิตในชื่อนี้เกิดมาเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หมดเวลาเมื่อใดก็หมดหน้าประวัติศาสตร์ของตัวเอง ดังนั้นประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ก็อย่าท้อถอยที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ จงอย่าหยุดทำความดี
* เอกสารอ้างอิง Arunatilake, N., S. Jayasuriya and S.Kelegama. 2001. The Economic Cost of the War in Sri Lanka. World Development 29, 9 (September 2001) pp. 1483 ? 1500.
|


