Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home Tourism Logistics Remarkable incidents สังคมอุดมคตินั้นไม่มี: อย่าให้ประเทศไทยตกอยู่ใต้มายาภาพของผู้ออกข้อสอบ O-NET
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















สังคมอุดมคตินั้นไม่มี: อย่าให้ประเทศไทยตกอยู่ใต้มายาภาพของผู้ออกข้อสอบ O-NET Print E-mail
คมสัน สุริยะ
25 กุมภาพันธ์ 2553
 
 
ประเทศเยอรมันเกือบล่มสลายเพราะพยายามสร้างสังคมอุดมคติ   ประเทศไทยก็เช่นกันที่จะเดินหน้าไปสู่ความล่มจมเพราะเชื่อว่ามีสังคมอุดมคติ
 
 
ในประเทศเยอรมันก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง การคัดกรองชาติพันธุ์เยอรมันบริสุทธิ์ที่ต้องมีผมสีทองตาสีฟ้า การขจัดอิทธิพลทางความคิดของชาวยิวออกจากมหาวิทยาลัยเยอรมัน การกำจัดธุรกิจของชาวยิว การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว   และการปกครองแบบ National Socialist   ล้วนแล้วแต่เป็นการเดินไปตามความเชื่อว่าพวกเขาจะสร้างสังคมอุดมคติได้และจะอยู่ยืนนานไปถึงพันปี
 
 
สุดท้ายแล้วพรรคนาซี ฮิตเลอร์ และพรรคพวก ก็โดนทำลายหมดสิ้น เพราะการปกครองด้วยอำนาจป่าเถื่อน  เผด็จการ   ไร้ความยุติธรรม และไร้ความปราณี     ประเทศเยอรมันแพ้สงครามและถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน พึ่งมารวมประเทศกันได้ใหม่เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมานี้เอง
 
 
ประเทศเยอรมันในปัจจุบันเลิกคิดเรื่องสังคมในอุดมคติไปหมดแล้ว เหลือแต่ว่าสังคมจะดำเนินไปอย่างสงบโดยปราศจากความขัดแย้ง ปราศจากสงคราม   มีความยุติธรรม และประชาชนได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเต็มที่จากรัฐบาลกลางได้อย่างไร แล้วพยายามทำไปตามนั้น    สังคมเยอรมันจึงเป็นสังคมที่ไม่มุ่งไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่เป็นสังคมที่ถอยหลังไปสู่ความตกต่ำ
 
 
ระบบการศึกษาไทยและระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกำลังเดินตามทางหายนะเช่นเดียวกับเยอรมันสมัยฮิตเล่อร์อย่างไม่รู้ตัว   เพราะกำลังพยายามสร้างสังคมอุดมคติ   ดังนี้
 

ข้อที่ 1.   ให้เด็กคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็น   ไม่ให้ครูสอนแบบท่องจำ 

การคิดและวิเคราะห์ต้องมีแนวทฤษฎีและหลักการมารองรับ การคิดด้วยเหตุผลส่วนตัวย่อมได้คำตอบมากกว่าหนึ่งคำตอบ   ในขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมที่ผู้น้อยยอมอ่อนให้ผู้ใหญ่   ดังนั้นจะเกิดการครอบงำทางความคิด ไปจนถึงเผด็จการทางความคิด   การเปลี่ยนให้สังคมก้าวไปสู่การคิดวิเคราะห์จะต้องสอนให้ผู้ใหญ่รับฟังความคิดเห็นของเด็กก่อน และในหมู่เด็กด้วยกันก็ต้องสอนให้ควบคุมอารมณ์เมื่อความคิดเห็นของผู้อื่นไม่ตรงกับตน   นอกจากนั้นยังต้องสอนให้หาข้อสรุปภายใต้ความคิดอันหลากหลาย   มีการประนีประนอมกัน   ซึ่งจะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถนำมาเป็นข้อสอบที่ต้องมีถูกหรือผิดได้เลย   นอกเสียจากจะมีทฤษฎีหรือตัวบทกฏหมายที่เขียนไว้อย่างแน่นอนเพื่อเป็นแนวในการวิเคราะห์วินิจฉัย ซึ่งศาสตร์ต่าง ๆ ไม่ได้มีทฤษฎีหรือตัวบทเช่นนั้นทั้งหมด   การออกข้อสอบแบบคิดวิเคราะห์จึงยากที่จะบอกได้ว่าถูกหรือผิด   ถูกมากหรือถูกน้อย   เหล่านี้ขึ้นอยู่กับทัศนคติการเอาตัวเองเป็นใหญ่ของผู้ตรวจข้อสอบทั้งสิ้น ซึ่งหากคนตรวจข้อสอบคิดต่างกันหรือมีประสบการณ์ที่ต่างกันก็ย่อมเห็นแตกต่างกัน  

เอาง่าย ๆ ถึงวันนี้ใครคิดว่าคุณทักษิณผิด หรือใครคิดว่าคุณทักษิณไม่ผิด ใครจะให้คำตอบที่แน่นอนลงไปได้ นอกจากศาลสถิตย์ยุติธรรม    แล้วเราจะต้องเอาข้อสอบทุกข้อขึ้นศาลอย่างนั้นหรือ   ซึ่งมีความเป็นไปได้มากทีเดียวที่จะมีผู้เข้าสอบที่ไม่เห็นด้วยกับคำเฉลยนำข้อสอบขึ้นร้องขอความเป็นธรรมจากศาล  

โดยสรุปในข้อนี้ก็คือ หลักการสวยหรู แต่วิธีปฎิบัติไม่มีทางทำได้ในบริบทของสังคมไทย    ถ้าถามว่าทำไมสหรัฐอเมริกาทำได้   ก็ต้องกลับไปดูก่อนว่า ผู้ใหญ่อเมริกันเคารพความเห็นของเด็ก   บริบทของสังคมมันต่างกัน มาถึงตอนนี้คิดง่าย ๆ ท่านก็ยังไม่เคารพความเห็นของผม   จะให้ผู้ใหญ่ไทยเคารพความเห็นของเด็กไทยได้อย่างไรกัน   สังคมอุดมคติของท่านที่จะเห็นเด็กไทยคิดวิเคราะห์วินิจฉัยได้อย่างยอดเยี่ยมนั้นก็ต้องผ่านสังคมอุดมคติที่ผู้ใหญ่ไทยเคารพความเห็นของเด็กไทยก่อน
 

ข้อที่ 2.   ไม่ต้องกวดวิชา ถ้าพ่อแม่ หรือโรงเรียนสอนมาอย่างมีเหตุมีผล

คนเรียนไม่รู้เรื่องก็ต้องหาคนติวให้   คนที่ติวให้แล้วได้เงินก็เรียกว่าการกวดวิชา   พ่อแม่ที่เห็นลูกเรียนไม่รู้เรื่องก็พยายามหาครูมาสอนพิเศษ   ถ้ามีเงินมากก็ตัวต่อตัว ถ้ามีเงินน้อยก็ต้องไปเรียนรวม ๆ กับคนอื่น   การติวจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ   และเป็นอย่างนี้มาอย่างยาวนานคู่กับระบบการศึกษาที่จัดในโรงเรียน

ตราบใดที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถรับนักศึกษาทุกคนเข้าเรียนทุกคณะได้ เช่น คณะแพทยศาสตร์ ไม่สามารถรับทุกคนที่อยากเข้าเรียนได้   เมื่อนั้นก็ต้องมีการแย่งชิงที่นั่งกัน   ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ยังต้องแข่งกันหาเสียง    นักเรียน ม.6 จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องติว เป็นเรื่องธรรมชาติของการแข่งขันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรที่มีจำกัด   แล้วท่านจะให้กิจกรรมการกวดวิชาหายไปจากสังคมไทยได้อย่างไร   ในเมื่อมันเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน  การกวดวิชาจะหมดไปเมื่อไม่มีการแข่งขันเท่านั้น  สังคมอุดมคติของท่านที่จะไม่ให้มีการกวดวิชานั้นจึงเป็นไปไม่ได้     การที่ท่านมีความต้องการหรืออคติเป็นส่วนตัวที่จะกวาดล้างการกวดวิชาก็เหมือนความคิดของฮิตเล่อร์ที่จะกวาดล้างชาวยิว
 
ท่านให้เหตุผลว่าไม่ต้องกวดวิชา หากพ่อแม่หรือโรงเรียนสอนมาอย่างมีเหตุผล นั่นเป็นเรื่องที่จมอยู่กับความคิดสังคมอุดมคติ   เพราะท่านคิดว่าพ่อแม่จะมีเหตุผลอย่างเดียวกันทุกครอบครัว แต่ร้อยพ่อพันแม่จะมีความเห็นเหมือนกันได้อย่างไร บางบ้านสอนว่าให้ประหยัดอดออมไม่ให้ใช้จ่าย   บางบ้านสอนว่าให้บริจาคเงินเพื่อทำบุญกุศลยิ่งมากยิ่งดี   บางบ้านบอกว่าให้จ่ายเงินทุกบาทเหมือนการลงทุนที่ต้องได้กำไรกลับมา   บางบ้านสอนว่าให้ใช้เงินเป็นทางลัดซื้อความสำเร็จ    แล้วท่านคิดว่าบ้านไหนผิด หรือท่านจะออกเป็นกฏเหล็กเผด็จการว่า ต้องสอนว่าต้องเดินสายกลาง ให้เก็บออม 10% บริจาค 10% ใช้จ่ายเพื่อการบริโภค 50% ลงทุน   20% และใช้เงินซื้อความสำเร็จ 10%     ผมว่าทุกบ้านที่กล่าวมาก็จะว่าท่านบ้าไปแล้วหากคิดจะทำอย่างนี้      ดังนั้นสังคมอุดมคติที่พ่อแม่ทุกบ้านต้องสอนอย่างเดียวกัน   ต้องมีเหตุผลอย่างเดียวกัน มันไม่มี
 

ข้อที่ 3.   ห้ามเดา

ห้ามเพลิงไว้อย่าให้   มีควัน
ห้ามสุริยะแสงจันทร์   ส่องไซร้
ห้ามอายุให้หัน    คืนเล่า
ห้ามดั่งนี้ไว้ได้   จึ่งห้ามคนเดา
(ปรับจากโคลงโลกนิติ)
 
 
 
ข้อที่ 4.    เอาเรื่องเหตุการณ์ชีวิตประจำวัน หรือปัญหาสังคม มาวิเคราะห์ด้วยความเป็นตรรกะ ความเป็นเหตุเป็นผล
 
เอาแค่ว่าเรื่องคุณทักษิณ ใครวิเคราะห์ด้วยความเป็นตรรกะ ความเป็นเหตุเป็นผล แล้วเข้าข้างคุณทักษิณ เรียกว่าเสื้อแดง 
ใครวิเคราะห์ด้วยความเป็นตรรกะ ความเป็นเหตุเป็นผล แล้วอยู่ตรงข้ามกับคุณทักษิณ เรียกว่าเสื้อเหลือง   
คนในเครื่องแบบที่เลือกข้างใดข้างหนึ่งก็เรียกว่าสีแตงโม  สุดแต่ว่าจะเป็นแตงโมเนื้อแดง หรือแตงโมเนื้อเหลือง 
คนที่ไม่สนใจเรื่องนี้ก็ไม่มีสี
แล้วสีไหนถูก  สีไหนผิด  สังคมเอาอะไรมาตัดสิน  ถ้าเป็นข้อสอบจะให้กาข้อไหน


เสื้อแดงกับเสื้อเหลืองเกือบจะฆ่ากันตายหลายรอบก็เพราะเอาเรื่องเหตุการณ์ชีวิตประจำวัน หรือปัญหาสังคม มาวิเคราะห์ด้วยความเป็นตรรกะ ความเป็นเหตุเป็นผล ที่ท่านกำลังยกมาอ้างนี่แหละ    ท่านกล้าไหมที่จะบอกว่าท่านเป็นเสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง   ท่านไม่กลัวหรือว่าคนที่อยู่ต่อหน้าท่านเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง   ท่านไม่กลัวความปลอดภัยของท่านหรือ  ดังนั้น เมื่อท่านไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ ว่าท่านเป็นฝ่ายไหน    ก็ขออย่าให้นักเรียนที่เข้าสอบต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายที่จะวิเคราะห์อะไรออกมาแล้วบอกว่าพวกเขาอยู่ฝ่ายเดียวกันหรือฝ่ายตรงข้ามกับผู้ออกข้อสอบเลย    สังคมอุดมคติที่จะวิจารณ์อะไรในชีวิตประจำวันอย่างตรงไปตรงมาแล้วจะอยู่รอดปลอดภัยในสังคมไทยไม่มีอยู่จริง ท่านกล้าวิจารณ์หัวหน้างานของท่านหรือไม่   ท่านกลัวโดนไล่ออกหรือไม่   นั่นเป็นชีวิตประจำวันของท่าน ทำไมแม้แต่ท่านยังไม่กล้าวิเคราะห์ด้วยความเป็นตรรกะและด้วยความเป็นเหตุเป็นผล   แล้วท่านจะให้นักเรียน ม. 6 ตัดสินอนาคตของพวกเราด้วยการเลือกข้างให้ถูก   แบบนี้ใช้วิธีโยนหัวก้อยเอาไม่ง่ายกว่าหรือ
 

ข้อที่ 5.   ถือว่าข้อสอบแบบนี้เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ล้ำสมัย   เอามาจากต่างประเทศ
 
ในที่สุดท่านก็สารภาพว่าเอาความคิดเช่นนี้มาจากต่างประเทศ   ผมได้กล่าวไว้แล้วว่าบริบทของต่างประเทศไม่เหมือนกับเมืองไทย   สังคมที่เครื่องมือนี้จะทำงานได้นั้นต้องให้ผู้ใหญ่รับฟังความคิดเห็นของเด็ก และมีความเชื่อในหลักการและทฤษฎีที่เป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งผ่านการโต้ตอบให้เหตุผลกันจนประจักษ์แจ้งเป็นความจริงมาเป็นเวลาหลายร้อยปี   สังคมไทยซึ่งผู้ใหญ่ไม่รับฟังเด็ก และยังมีความเชื่อผิด ๆ ถูก ๆ ที่ไม่ชอบให้พิสูจน์อีกมากมาย จะเหมาะกับเครื่องมือนี้ได้อย่างไร
 


สรุป
 
โดยสรุปแล้ว   สังคมในอุดมคติไม่ได้มีอยู่จริงในสังคมไทย   เราต้องยอมรับว่าสังคมของเราเป็นสังคมที่มีผู้ใหญ่และผู้น้อย สิ่งที่เท่าเทียมกันระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อยอย่างหนึ่งคือ ความจริง (Facts)  ดังนั้น ผมจึงใคร่ขอวิงวอนให้ท่านออกข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง   หรือหากต้องการให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ ก็อยากให้อยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นความจริง ไม่ใช่บนพื้นฐานของความคิดเห็นและการทึกทักของผู้ออกข้อสอบ   ข้อสอบควรต้องมีคำตอบเดียวซึ่งโต้แย้งไม่ได้   หากท่านยังดันทุรังออกข้อสอบแบบโต้แย้งได้อยู่ จะมีการนำข้อสอบขึ้นขอความเป็นธรรมจากศาล เพราะนักเรียน ม.6 ก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง  เผลอ ๆ ท่านผู้ออกข้อสอบทั้งหลายจะได้กลายเป็นอาชญากร เหมือนพวกนาซีในอดีตที่กลายเป็นอาชญากรสงคราม   ก็เพราะทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อผลักดันให้สังคมไปสู่สังคมอุดมคติที่ไม่มีอยู่จริง
 
 
ถ้าคุณถามว่าผมเป็นใคร  กล้าดีอย่างไรมาวิจารณ์คุณ

ผมก็อยากถามว่า  คุณเป็นใคร  กล้าดีอย่างไรมาตัดสินใจว่าจะจัดอาหารเช้าอะไรให้คู่รักชาวต่างประเทศ (ประเทศไหนก็ไม่รู้) ทาน   แล้วกะเกณฑ์ว่าต้องใช้ดอกไม้ชนิดนี้เท่านั้น  และผ้าปูโต๊ะสีนี้เท่านั้น  แล้วบังคับให้คนไทย 65 ล้านคนเชื่อตาม  คุณกล้าดีอย่างไร  คุณเอาอะไรมาเป็นหลักการหรือกฏเกณฑ์  กฏเกณฑ์ของคุณใครรับรอง   แล้วคนที่คิดต่างจากกฎเกณฑ์นี้ต้องผิดด้วยหรือ  ถ้าขึ้นศาลตัดสินกันเรื่องนี้คุณคิดว่าคุณจะชนะไหม   ถ้าคิดว่าฉลาดล้ำเลิศอย่างที่เขายกยอกันและวิเคราะห์เก่งกาจลึกซึ้งก็ขอช่วยวิเคราะห์เรื่องที่ใกล้ตัวคุณที่สุดเรื่องนี้ด้วย  ก่อนที่จะถูกบรรดานักเรียนและผู้ปกครองฟ้องเอาจริง ๆ   ได้ยินข่าวว่าแม้แต่เฉลยก็ไม่กล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนไม่ใช่หรือ

 


Link



กลับสู่สารบัญ  














 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ