| สังคมไทยกำลังจะเดินไปสู่ความขัดแย้งที่เลวร้ายที่สุดเพราะบุคคลในวงการการศึกษา |
|
|
|
คมสัน สุริยะ
25 กุมภาพันธ์ 2553
ผมฟังการสัมภาษณ์ของอาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรายการ เรื่องเด่นเย็นนี้ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 แล้วเศร้าใจมาก
เมื่ออาจารย์ท่านนั้นคิดว่าข้อสอบ O-NET ที่ออกมาอย่างประหลาดพิศดารในปีนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องและเป็นธรรม และจะนำมาใช้ในอีก 2 ? 3 ปีข้างหน้า โดยที่คณะกรรมการวัดผลฯ ซึ่งอ้างว่าประชุมกันที่พัทยาตกลงกันในหลักการห้าข้อ ดังนี้
1. ให้เด็กคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็น ไม่ให้ครูสอนแบบท่องจำ
2. ไม่ต้องกวดวิชา ถ้าพ่อแม่ หรือโรงเรียนสอนมาอย่างมีเหตุมีผล
3. ห้ามเดา
4. เอาเรื่องเหตุการณ์ชีวิตประจำวัน หรือปัญหาสังคม มาวิเคราะห์ด้วยความเป็นตรรกะ ความเป็นเหตุเป็นผล
5. ถือว่าข้อสอบแบบนี้เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ล้ำสมัย เอามาจากต่างประเทศ
หลักการดีแต่วิธีการปฎิบัติไม่ได้ดีเหมือนหลักการ และไม่มีวิธีปฎิบัติที่จะบรรลุหลักการนั้นได้ มันเป็นอุดมคติเกินไป กล่าวคือ เมื่ออาจารย์ท่านนั้นต้องทำข้อสอบกลางรายการดังกล่าว ท่านก็ยังต้องเดา และยอมรับว่าเดา แล้วข้อสอบลักษณะเช่นนี้จะถูกต้องตามหลักการที่ท่านวางไว้อย่างไร ท่านพูดเองว่าผมมีสิทธิ์เดา แล้วจะห้ามไม่ให้คนอื่นเดาได้อย่างไร ท่านมีสิทธิ์อะไรไม่ให้คนอื่นเดา ท่านเองยังเดา เดาเพราะท่านก็ไม่รู้ว่าคำตอบที่ถูกต้องคืออะไร ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว ท่านมีตำแหน่งทางวิชาการใหญ่โต ท่านยังเดา นับประสาอะไรกับเด็ก ม. 6 ที่ต้องมาสังเวยข้อสอบเดียวกันนี้
เมื่อข้อสอบปรนัยไม่สามารถให้คำตอบได้เพียงคำตอบเดียวโดยไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้ เรียกว่าไม่มีความเป็นปรนัย ข้อสอบนั้นถือว่าใช้ไม่ได้ หลักการพื้นฐานอย่างนี้ถูกนำไปเก็บไว้ที่ไหน หรือว่ามันโบราณเกินไปแล้วจนไม่สำคัญและละเลยได้
ส่วนการออกข้อสอบแบบอัตนัยเพื่อการวิเคราะห์และให้ผู้ตอบวินิจฉัยนั้น จะใช้ได้เมื่อมีทฤษฎีหรือตัวบทกฎหมายมารองรับเท่านั้น เช่น วิชานิติศาสตร์ ที่มีประมวลกฏหมายที่เขียนไว้ตายตัวแน่นอนเป็นมาตรา ๆ วิชาเศรษฐศาสตร์ ที่มีกฏหรือทฤษฎีที่ยอมรับว่าเรื่อง ๆ หนึ่งเป็นจริงเช่นนั้น กฏคือสิ่งที่เป็นจริงเสมอโดยไม่สามารถหาข้อหักล้างได้ ทฤษฎีคือสิ่งที่เป็นจริงมาเป็นเวลานานโดยไม่สามารถหาข้อหักล้างได้ แต่ผู้ออกข้อสอบได้ออกข้อสอบแบบวินิจฉัยกับสิ่งที่ไม่มีทฤษฎีเป็นจริงเป็นจัง เป็นแค่ความเห็นส่วนบุคคลหรือของกลุ่มคน ซึ่งผู้อื่นอาจจะโต้แย้งได้ เช่น สีของผ้าปูโต๊ะ ซึ่งไม่ชัดเจนว่าเอาอะไรมาเป็นทฤษฎี หากจะบอกว่าเป็นทฤษฎีสี แต่มันไม่ได้กำหนดว่าสีของผ้าปูโต๊ะต้องทำตามทฤษฎีสีอย่างเคร่งครัด เพราะมันมีเรื่องอื่น ๆ อีก เช่น วัฒนธรรม สิ่งที่ถือว่าเป็นความสุภาพในสังคม หรือแม้แต่รสนิยมของคนชาตินั้น ๆ หากผู้ออกข้อสอบยืนยันว่าข้อสอบเรื่องผ้าปูโต๊ะต้องอิงจากทฤษฎีสี ผมว่าเป็นการทึกทักมากเกินไป (Assume too much) จนเข้าขั้นเผด็จการทางความคิดว่ามันจะไม่สามารถเป็นอย่างอื่นไปได้ โดยไม่สนใจบริบทอื่น ๆ โดยรอบเลยแม้แต่น้อย มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนจำนวนหนึ่งออกจากห้องสอบแล้วไม่เห็นด้วยกับการเฉลยข้อสอบ ยอมรับไม่ได้กับการเฉลย เพราะการคิดวิเคราะห์ของคนสองคนก็ไม่เหมือนกันแล้ว มันมีสูตรสำเร็จตายตัวที่ไหน ถ้าคนเราวิเคราะห์เหมือนกันหมดก็คงไม่มีเสื้อเหลือง เสื้อแดง คนเล่นหุ้นได้กำไร คนเล่นหุ้นขาดทุน แล้ว
เราพยายามสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย โดยพยายามให้ทุกคนยอมรับความเห็นที่แตกต่าง คือ มีสิทธิ์ที่ใครจะมีความเห็นที่แตกต่างอย่างไรก็ได้ และคนอื่นก็ควรจะยอมรับได้ ไม่ใช่ไล่ฆ่ากันถ้าความเห็นไม่ตรงกัน เพราะไม่มีใครถูกร้อยเปอร์เซ็นต์และผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครดีร้อยเปอร์เซ็นต์และเลวร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่ท่าน (คำว่าท่านในที่นี้และต่อจากนี้ หมายถึง ผู้ออกข้อสอบ ไม่ได้หมายถึงผู้ให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ที่อ้างถึงแต่อย่างใด) กำลังจะทำให้ความเห็นที่แตกต่างนั้นต้องมีถูกมีผิด เพราะมันเป็นข้อสอบที่ต้องให้คะแนน ถูกคือได้คะแนน ผิดคือไม่ได้คะแนน หากให้ทุกคนวิเคราะห์ไปตามความเห็นของตนเองอย่างอิสระ ท่านย่อมต้องให้คะแนนทุกคนเท่า ๆ กัน แต่นี่ท่านกำลังจะให้คะแนนบางคนที่คิดเหมือนกับท่านและลงโทษอีกหลาย ๆ คนที่คิดต่างจากท่าน ท่านเป็นซูเปอร์แมนที่คิดได้อย่างถูกต้องเพียงคนเดียวในประเทศนี้หรือ
มันคือเผด็จการ มันคือการโกง มันคือการทำลายความยุติธรรมของชาติ ณ ระดับฐานรากคือ แม้แต่ข้อสอบก็ไม่มีความยุติธรรมในการเฉลย มันคือการจุดชนวนความขัดแย้งในสังคมไทยอย่างร้ายกาจ ท่านคิดว่านักเรียนชั้น ม.6 ไม่ใช่คนที่ต้องการความยุติธรรมกระนั้นหรือ พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีความตอนหนึ่งว่า แม้แต่โจรก็ยังต้องการความยุติธรรม นี่นักเรียนไม่ใช่โจร ท่านยังให้ไม่ได้แม้แต่ความยุติธรรมกับพวกเขา คนจะเดินขบวนประท้วงท่านเพราะเขาถือว่าเขาโดนท่านโกง เพราะข้อสอบบ้า ๆ ที่ถือว่าล้ำสมัย เป็นนวัตกรรม และลอกมาจากประเทศไหนก็ไม่รู้
ผมว่าถ้าท่านยังยืนยันว่าจะใช้ข้อสอบลักษณะเดียวกันนี้ในปีต่อ ๆ ไป ท่านก็อาจจะบ้าไปแล้ว นักการศึกษาของไทยกำลังจะบ้ากันไปใหญ่หากไม่ช่วยกันยับยั้งความคิดที่จะใช้ข้อสอบสุดกำกวมอย่างนี้ และผมคิดว่ามันจะทำให้เกิดความสับสนที่เลวร้ายที่สุดขึ้นในสังคมไทย เพราะท่านกำลังทำลายฐานรากของการศึกษาของชาติ และกำลังทำลายเด็กนักเรียนซึ่งจะเป็นอนาคตของชาติ เมื่อท่านมีอำนาจแต่ใช้อำนาจอย่างไม่ยุติธรรม ท่านก็หมดความชอบธรรมที่จะใช้อำนาจนั้น
ต่อไปอาจจะมีแม้กระทั่งการติดสินบนเพื่อให้ผู้ตรวจข้อสอบเฉลยให้เหมือนกับความเห็นของผู้เข้าสอบบางคน เพราะอย่างไรเสีย ข้อสอบนี้ก็เฉลยได้หลายเหตุผลอยู่แล้ว และเหตุผลของคนที่มีเงินเหนือหรือมีอำนาจมากกว่าก็ย่อมชนะ เป็นไงหล่ะครับ ข้อสอบของท่านสะท้อนความเป็นจริงในสังคมไทยได้สะใจพอหรือยัง ท่านต้องการทำข้อสอบออกมาเพื่อให้มันประมูลได้อย่างนั้นหรือ
วิทยาศาสตร์จะหายไปจากสังคมไทย ความจริงตามธรรมชาติจะไม่มีใครสนใจ การตัดสินจากข้อเท็จจริงจะหายไป เมื่อคนกลุ่มหนึ่งลุแก่อำนาจว่าความคิดวิเคราะห์ของเขาล้ำเลิศที่สุดในเมืองไทย เหนือกว่าคนอื่น ๆ เหนือกว่าประชาชน เหนือกว่านักเรียนนักศึกษา และเหนือกว่าธรรมชาติ ซึ่งคนทุกคนที่เข้าสอบต้องคิดเหมือนเขาจึงจะได้คะแนน
วิทยาศาสตร์จะหมดความหมาย เมื่อเงินและอำนาจซื้อได้ในสิ่งที่ไม่ควรจะซื้อได้ ก็คือซื้อคำตอบของข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ว่าจะให้เฉลยออกมาอย่างไร เมื่อนั้นความหายนะจะมาเยือนบ้านเมืองของเรา เผด็จการจะกลับมาอย่างเด่นชัดในทุกชั้นของการศึกษา และความคิดแบบเผด็จการจะครอบงำสังคมไทย เยอรมันก็เกือบสิ้นชาติมาแล้วด้วยแนวคิดเผด็จการแบบนี้ ตอนนั้นเยอรมันก็เริ่มต้นด้วยเผด็จการในระบบการศึกษานี่แหละ ดังนั้นเตรียมตัวรับกันให้ดี อย่าโทษใคร เพราะนั่นท่านทำมันขึ้นมาเอง ผู้ที่สำคัญตนเองว่าฉลาดล้ำเลิศและเรียกตัวเองว่าคนในวงการการศึกษาของชาติ ผมเพียงหวังว่าท่านจะทบทวนเรื่องนี้อีกสักครั้ง เพื่อเห็นแก่อนาคตของประเทศชาติของเรา ผมขอวิงวอนให้ท่านออกข้อสอบที่ตั้งอยู่บนฐานของข้อเท็จจริงหรือความเป็นจริง (Facts) มากกว่าความคิดเห็นส่วนตัวหรือการคาดเดา (Speculation) แม้สังคมการศึกษาของเราจะต้องกลับไปเน้นการท่องจำ แต่ทุก ๆ อย่างเราก็ต้องจำก่อนที่จะวิเคราะห์ได้ เราทำให้คนจำอย่างชาญฉลาดได้ คือ การจำอย่างเข้าใจในหลักการ (ซึ่งหลักการดังกล่าวต้องเป็น Facts ไม่ใช่ Opinion) แล้วออกข้อสอบในเรื่องหลักการนั้น รวมทั้งการประยุกต์ใช้หลักการนั้นในการวิเคราะห์วินิจฉัย ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่ คือ ให้วิเคราะห์วินิจฉัยอย่างไม่มีหลักการ แต่ให้สังเกตสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในโจทย์ที่แต่ละคนก็สังเกตและคิดไปได้ต่าง ๆ กันนับร้อยแบบด้วยจินตนาการ แต่ไร้หลักการที่แน่นอน
สังคมของเราอาจจะต้องการจินตนาการ ซึ่งไอน์สไตน์กล่าวว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ แต่ท่านใช้คำกล่าวนี้ผิดที่ผิดเวลา คือ มันไม่สามารถนำมาใช้ในการออกข้อสอบที่ต้องมีผิดมีถูก มีคนได้คะแนนและไม่ได้คะแนน และคะแนนนำไปสู่การได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัย ที่จะกำหนดอนาคตของเยาวชนของชาติ หากท่านบอกว่าออกข้อสอบเหมือนเกมส์ มาสเตอร์โลจิค (Master Logic) ที่นักเรียนต้องอาศัยจินตนาการเชื่อมโยงตรรกะรอบด้านเข้าด้วยกัน ผมขอแย้งว่าในเกมส์มาสเตอร์โลจิคมีคำตอบเดียวและตั้งไว้ก่อนเริ่มเล่น ท่านเองก็คงตั้งคำตอบไว้เพียงคำตอบเดียวในตอนแรก แต่เมื่อมีตัวเลือก (choices) เข้ามาให้เลือกมากมาย กลับปรากฎว่าคนจินตนาการไปได้หลายคำตอบ มันจึงไม่ได้เป็นความผิดพลาดที่นักเรียนไทยไม่มีจินตนาการหรือไม่มีหลักตรรกะ แต่มันผิดที่ข้อสอบปล่อยให้ใช้ตรรกะสร้างขึ้นมาได้หลายคำตอบ ตัวข้อสอบจึงถือว่ามีความผิดพลาด หากท่านบอกว่า ข้อสอบที่ไม่มีความยุติธรรมอย่างนี้สะท้อนความเป็นจริงของโลก เพราะโลกมันไม่มีความยุติธรรม และโลกมีได้หลายคำตอบ ผมบอกได้เลยว่าก็เพราะท่านนั่นแหละที่เป็นตัวการทำให้เกิดความไร้ความยุติธรรมในโลกใบนี้ เพราะแม้แต่เรื่องพื้นฐานที่สุดที่ต้องการความยุติธรรม คือ ข้อสอบ ท่านก็ยังให้ความยุติธรรมแก่มหาชนไม่ได้ เมื่อท่านยึดแนวการสอนอย่างนี้ และออกข้อสอบอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ อีกนานปี ประเทศชาติของเราจะกลายเป็นสังคมเผด็จการทางความคิดแบบเบ็ดเสร็จ ด้วยคำขวัญที่ว่า "ผมเข้าใจและดีใจว่าทุกคนต่างมีความคิดเห็นที่หลากหลายและต่างก็มีเหตุผลที่ดีกันทั้งนั้น แต่ความเห็นของผม (ผู้ออกข้อสอบ) ถูกต้องเพียงความเห็นเดียว หากใครเห็นแย้งไปจากนี้ไม่ได้คะแนน" หากท่านยืนกรานว่าจะยังใช้ข้อสอบแบบนี้ ผมคงมีสองทาง ทางแรก ยึดอำนาจจากท่านเพื่อคืนความยุติธรรมให้มหาชน ไม่ว่าหนทางนั้นจะใช้เวลานานเท่าใดในชีวิตของผมก็ตาม หรือทางที่สอง หากผมยึดอำนาจจากท่านไม่ได้ ผมคงมีแต่ความเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งที่สุดในชีวิต ที่ต้องทนเห็นบ้านเมืองหายนะไปต่อหน้าต่อตา Link2
|
.jpg)



