Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home Tourism Logistics Cities in research แคมปัสทัวร์: มหาวิทยาลัยบอนน์ เยอรมนี
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















แคมปัสทัวร์: มหาวิทยาลัยบอนน์ เยอรมนี Print E-mail

คมสัน  สุริยะ
19  กุมภาพันธ์ 2553


กลับมาจากบอนน์แล้วครับ  ตามสัญญาที่เคยให้ไว้  ผมถ่ายรูปมหาวิทยาลัยบอนน์มาฝากทุกท่าน


อาคารของมหาวิทยาลัยบอนน์เดิมเคยเป็นวังของเจ้าชายแห่งโคโลญจน์  เริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1697  แล้วแปรสภาพเป็นมหาวิทยาลัยในปี ค.ศ. 1777    ต่อมามีบางช่วงที่ต้องหยุดสอนชั่วคราวเพราะมีการเปลี่ยนมือผู้ปกครองในย่านนี้    จนกระทั่งกษัตริย์แห่งปรัสเซียครองอาณาเขตได้จึงเริ่มเปิดสอนอีกครั้งในปี ค.ศ. 1818   คราวนี้จึงตั้งชื่อมหาวิทยาลัยตามชื่อของกษัตริย์องค์นั้น  เป็น  Rheinische Friedrich-Wilhelms-Universit?t Bonn (ไรน์นิชเช่อ  ฟรีดดริช  วิลเฮมส์  อูนิแฟซิเท็ด  บอนน์   แปลว่า  มหาวิทยาลัยบอนน์ ของกษัตริย์ฟรีดดริช  วิลเฮมส์  ในดินแดนริมฝั่งแม่น้ำไรน์)




1/  อาคารของมหาวิทยาลัยบอนน์





2/ ป้ายจารึกประวัติของอาคารหลังนี้





3/ แผนผังของอาคาร





เดี๋ยวเราจะขึ้นไปชมบนอาคารกันว่า  มหาวิทยาลัยที่แปรรูปมาจากวังจะหน้าตาเป็นอย่างไร   เริ่มจากบันไดวน  ตามแบบวังในยุโรป







4/  บันไดวนขึ้นอาคาร


เมื่อขึ้นไปถึงชั้นสองเราก็จะพบกับห้องโถง  ซึ่งมีเพดานสูง  และมีการจุดโคมไฟไว้เป็นระยะ ๆ  ทำให้ดูเงียบสงบและขลังไปพร้อม ๆ กัน





5/ โคมไฟที่ติดตามผนังอาคาร


ทางเดินที่เชื่อมไปยังห้องเรียนต่าง ๆ  มีสถาปัตยกรรมเป็นซุ้มโค้ง  ห้องเรียนจะเรียงรายกันอยู่สองข้าง   สุดปลายทางเป็นรูปปั้นอัศวินที่มีชัยเหนือมังกร




6/ ทางเดินภายในอาคาร




7/ ห้องเรียน




8/ รูปปั้นอัศวิน


น่าสงสารมังกรเหมือนกันครับ  ทำท่าว่าจะตัวเล็กกว่าอัศวินเสียอีก  โดนเหยียบอกเอาไว้แทบหายใจไม่ออก   จริง ๆ อัศวินไม่ฆ่ามังกรหรอกครับ   แต่เอาไว้ช่วยให้บินไปบินมาเพื่อขนวัสดุมาก่อสร้างอาคารหลังนี้   ถ้าวันไหนไม่ยอมทำงาน  ก็จะได้เห็นดีกันอีกครั้ง   มังกรก็จำใจทำหน้าที่โลจิสติกส์ไป   อาคารหลังนี้ถึงได้เสร็จอย่างไรหล่ะครับ 






9/ มังกรหายใจไม่ออก



เราลองออกมาชมระเบียงที่อยู่หน้าวังกัน  ลองมองออกไปข้างหน้าแล้วทำตัวให้รู้สึกเหมือนกับเราเป็นเจ้าของวัง  ก็จะเห็นภาพบรรยากาศอย่างนี้   คือ   จะเห็นสวนใหญ่ที่เรียกว่า  ฮอฟการ์เท่น  แล้วมีอาคารหลังเล็ก ๆ  สุดปลายสวน  ซึ่งใช้สำหรับแสดงงานศิลปะ




10/  ภาพจากระเบียง


ฮอฟการ์เท่นนี้คล้าย ๆ สนามหลวงบ้านเรา  เพราะหากมองจากภาพถ่ายทางอากาศแล้ว  จะเห็นได้ว่าเป็นส่วนใหญ่ใจกลางเมือง   ที่ล้อมรอบด้วยอาคารบ้านเรือนเต็มไปหมด   สวนนี้จึงเป็นเหมือนปอดของเมือง   พอถึงฤดูร้อนแล้วมีแสงแดดดี ๆ  จะเห็นสาวใหญ่สาวน้อยนุ่งน้อยห่มน้อยมานอนอาบแดดกันแบบไม่มีใครอายใคร  (แต่ไม่ถึงกับโป๊)  และไม่มีกลัวว่าลูกบอลของพวกหนุ่ม ๆ ที่เล่นกันอยู่ปลายสนามข้างโน้นจะบินมาโดน   ก็สวนใหญ่ ๆ ใจกลางเมืองอย่างนี้มันมีที่เดียวครับเลยต้องแบ่ง ๆ กันไป


เรามาชมวังกันต่อ   เราจะเข้ามาที่ใจกลางอาคารซึ่งจะเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมเปิดโล่ง  แวดล้อมด้วยตึกทุกด้าน  ที่ตรงนี้มักใช้เป็นที่จัดงานของมหาวิทยาลัย   สามารถตั้งเก้าอี้ได้หลายร้อยตัว  และยังสามารถขึงจอฉายภาพยนตร์ได้ด้วย  



11/  สภาพอาคารด้านใน



ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นหัวเสาประดับด้วยอะไรบางอย่างสีทอง    ตรงกลางของมันจะเป็นรูปไข่  และมีสัญลักษณ์ประจำตัวของกษัตริย์หรือของแคว้นอยู่   เราลองมาดูกันว่ามีสัญลักษณ์อะไรกันบ้าง


สัญลักษณ์แรกคืออินทรีย์   เป็นสัญลักษณ์ของอาณาจักรปรัสเซีย   ซึ่งแสดงให้เห็นว่าฉายาอินทรีย์เหล็กเกิดขึ้นมานานตั้งแต่ยุคโบราณมากแล้ว




12/  สัญลักษณ์อินทรีย์



ต่อมาเป็นสัญลักษณ์สิงโตกับกางเขน  ละม้ายคล้ายกับสิงโตของอังกฤษ   เพราะว่าครั้งหนึ่งกษัตริย์ของฮันโนเวอร์เคยควบตำแหน่งกษัตริย์ของอังกฤษด้วย  (ซึ่งถ้าเป็นประวัติศาสตร์แบบอังกฤษก็ต้องว่ากษัตริย์อังกฤษเคยควบตำแหน่งกษัตริย์ของฮันโนเวอร์ด้วย)  และกษัตริย์องค์นั้นก็เป็นปู่ของปู่ของปู่ของอีกหลายสิบปู่ของพระราชินีองค์ปัจจุบันแห่งสหราชอาณาจักร


สัญลักษณ์สิงโตกับกางเขนนี้ต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองบอนน์




13/ สัญลักษณ์สิงโตกับกางเขน



สัญลักษณ์ต่อมาคืออักษร  C และ A  เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเจ้าของวัง คือ  เจ้าชายเคลเม้นส์ เอากุสท์  (Clemens August)



14/  สัญลักษณ์อักษร  C และ A



สุดท้ายคือสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดเรียงกันหลาย ๆ อัน  ซึ่งคล้ายกับสัญลักษณ์ของแคว้นบาวาเรีย  (มิวนิค)  นั่นเพื่อเป็นเกียรติแก่ เอ็นริโก้ ซุคคัลลี่ (Enrico Zuccalli)  ผู้เป็นสถาปนิกในการออกแบบวังแห่งนี้   ซึ่งจริง ๆ แล้วเขาเกิดในสวิตเซอร์แลนด์  แต่ใช้ชีวิตการทำงานโดยมากในมิวนิค  และเสียชีวิตในมิวนิค  ก็เลยดูเหมือนเป็นคนมิวนิคไปโดยปริยาย




15/  สัญลักษณ์สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด



ทางออกด้านหลังอาคารจะมีป้ายหินจารึกชื่อผู้สำเร็จการศึกษาเอาไว้   คนที่ได้เรียนและจบจากมหาวิทยาลัยบอนน์ในสมัยนั้นโดยมากเป็นลูกกษัตริย์และขุนนาง   ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะชาย   หากแต่เปิดโอกาสให้หญิงได้ศึกษาด้วย 

นอกจากนั้นหากสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่าเปิดโอกาสให้ชนจากทุกชาติพันธุ์เข้ามาศึกษาเล่าเรียน  สังเกตจากชื่อเช่น  JAKOB  ซึ่งเป็นชื่อของชาวยิว  ก็มีจารึกไว้บนป้ายด้วยเช่นกัน



16/  ป้ายจารึกชื่อผู้สำเร็จการศึกษา




17/  รายชื่อผู้สำเร็จการศึกษา



มหาวิทยาลัยบอนน์มี  เรกิน่า  พาคิส  (Regina Pacis)  เป็นผู้ปกป้องมหาวิทยาลัย (Patron) 

เรกิน่า  พาคิส  จึงเปรียบเสมือนมารดาผู้ปกป้องบุตร  คือ บรรดาศึกษาทั้งปวง

ใครขออะไรก็มักจะสมหวัง  (ถ้าขยัน  และตั้งใจศึกษาเล่าเรียน)



18/  เรกิน่า  พาคิส



มหาวิทยาลัยบอนน์ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหลังจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง  อาคารที่เห็นอยู่นี้สร้างขึ้นใหม่ระหว่างปี ค.ศ. 1948 - 1951  โดยพยายามใช้เค้าโครงเดิมให้มากที่สุด  แต่ยอดหอคอยที่ตั้งขึ้นมาทั้งสี่มุมนั้นเป็นของใหม่ที่สร้างเพิ่มเติมขึ้นในปี ค.ศ. 1966   


ความแตกต่างอีกอย่างหนึ่งระหว่างอาคารหลังใหม่กับอาคารหลังเดิม  คือ  คราวนี้ไม่มีมังกรมาช่วยสร้างแล้วครับ 


19/ คมสัน ที่มหาวิทยาลัยบอนน์










กลับสู่สารบัญ







 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ