| ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ |
|
|
|
คมสัน สุริยะ
1 กุมภาพันธ์ 2553
ในประวัติอาจารย์ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีช่องให้กรอกว่ามีความเชี่ยวชาญในเรื่องอะไร ทำให้ผมได้มาคิดทบทวนว่าจริง ๆ แล้วความเชี่ยวชาญคืออะไร
คำตอบสั้น ๆ คือ ความเชี่ยวชาญคือ รู้ว่ากลไกของเรื่องนั้นทำงานอย่างไรจริง ๆ
ทำอย่างไรเราถึงจะรู้ไปถึงระดับกลไก เราก็ต้องลองเล่นอยู่กับมัน ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ แล้วก็ศึกษาเพิ่มเติมจากตำรับตำราและจากผู้รู้
ผมเคยคิดว่าถ้าเราไม่รู้อะไรเราก็ถาม นั่นทำให้ผมได้คำตอบที่เร็วและเข้าใจว่าถูกต้อง แต่เมื่อมีคนอื่นมาถามผมต่อในเรื่องเดียวกัน ผมก็บอกว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็ถามว่ารู้ได้อย่างไร ผมก็ว่าโปรเฟสเซอร์บอกมา
ตกลงก็คือโปรเฟสเซอร์เป็นผู้เชี่ยวชาญ ผมเป็นแค่คนถามจากผู้เชี่ยวชาญ จริง ๆ ผมก็ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมัน แค่รู้ว่าอย่างนี้ถูก แต่ไม่รู้ทำไมถึงถูก แบบนี้จะเรียกว่าผมเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้นได้อย่างไร
คนที่มีความรู้เพราะฟังมามากแล้วนำมาเล่าต่อ เราเรียกว่า พหุสูตร แปลว่า ฟังมามาก แต่จะเข้าใจจริง ๆ ถึงแก่นมันเลยหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าเขาเคยทดลองทำมันจริง ๆ หรือเปล่า
เอาง่าย ๆ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยลงเรียนถึง 144 หน่วยกิต นับได้ถึง 48 วิชาในสี่ปี ถือได้ว่าเป็นผู้ที่ฟังมามาก ต่างก็เป็นพหุสูตรกันทั้งนั้น แต่ถ้าถามว่าจำเรื่องอะไรได้บ้างที่เรียนมา นักศึกษาก็จะจำได้เฉพาะในเรื่องที่ลงมือปฎิบัติจริง ๆ และเรียนรู้ความถูกผิดจากมันจริง ๆ ยิ่งสิ่งไหนที่ปฎิบัติลึกลงไป ก็ยิ่งจะจำได้
ตอนที่ทำชมรมไอเซคที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อประมาณ 17 ปีที่แล้ว พวกเราได้ทำตลาดหุ้นจำลองเล่นกัน แล้วพยายามโยงเอาสิ่งที่เรียนในห้องเรียนเข้ามาเชื่อม เพื่อให้ดูสมจริงสมจัง นั่นทำให้จำอะไรบางอย่างได้จากวิชาเรียนต่าง ๆ และใช้เป็นพื้นฐานในการคิดวิเคราะห์ในเวลาต่อมา ถ้าเรียน ๆ แล้วไม่ปฎิบัติรับรองว่าสิ่งที่เคยเรียนมากกว่าครึ่งหนึ่งต้องสูญหายไประหว่างทาง
ตอนนี้มาเรียนปริญญาเอกแล้ว ในวิชาทฤษฎีเกมส์ อาจารย์ให้ทำการทดลองกันเองเลย ทำตั้งแต่ต้นจนจบกันเอง อาจารย์ก็แนะนำบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อนบางคนถึงกับบ่นอาจารย์ว่าทำไมปล่อยให้ทำกันเองอย่างนี้โดยแทบจะไม่ช่วยอะไรเลย ผมก็ไม่คิดอะไรมาก เขาให้ทำเองเราก็ทำเอง จัดการเอง วิเคราะห์เอง สรุปเอง จบเอง
ในที่สุดอาจารย์ก็บอกว่า เรียนแบบเน้นปฎิบัตินี้ดีแล้วจะได้จำได้ ถ้าอาจารย์บอกมาก ๆ เดี๋ยวก็ไม่ได้เรียนรู้ปัญหา อะไรจะผิดจะถูกบ้างก็ว่ากันไป โลกนี้ไม่ได้มีอะไรที่ผิดแน่นอนหรือถูกแน่นอน มันอยู่ที่เราจะมีความเห็นกับมันอย่างไร เรื่องที่เคยเชื่อกันว่าถูก มาถึงตอนนี้อาจจะผิดก็ได้
แต่ผลก็เห็นทันตา เมื่อถึงเวลาอภิปรายกัน แต่ละคนก็มีเรื่องที่ยกขึ้นมาคุยกันมากมาย ทำให้ได้คิดว่าถ้าเราไม่ได้ทำการทดลองจริง ๆ ด้วยตัวเอง เราคงจะนั่งเงียบ ๆ แล้วมองตากันปริบ ๆ เพราะไม่รู้จะพูดอะไร หรือพูดไปก็กลัวไม่ถูก หรือไม่ก็อาจจะพูดไปตามจินตนาการว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เมื่อได้ลงมือทำไปแล้วทุกคนก็ต่างมีประสบการณ์และมีความสงสัยเกิดขึ้นว่าสิ่งที่ถูกมันคืออะไรกันแน่ นับว่าเป็นตัวอย่างของ Learning by doing อีกวิชาหนึ่งคือ CGE ช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้วพยายามนั่งทำแบบจำลอง CGE อยู่ที่บอนน์ แต่อาจารย์อยู่ไกลถึงคีล พอติดปัญหาก็อยากถามว่าจะต้องทำอย่างไร แต่คิดว่าถ้าถามแล้วอาจารย์จะบอกว่าสอนไปนี่ไม่ซึมเข้าเส้นเลือดเลย ก็เลยไม่กล้าถาม ใช้วิธีนั่งทำเองไปเรื่อย ๆ ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดสามเดือนผ่านไปก็ทำได้ เมื่อเอาไปให้อาจารย์ดูก็ปรากฎว่าถูก
หลังจากกลับมาจากคีลมีคำถามอีกแล้ว ตอนนั้นอยู่ต่อหน้าอาจารย์ก็ดันคิดไม่ออก มาคิดออกตอนกลับมาที่เกิร์ทธิงเก้นแล้ว คิดว่าคราวนี้จะเมลไปถามอาจารย์ละ แต่คิดไปคิดมา อาจารย์อาจจะบอกคำตอบเราได้ แต่ต่อไปถ้าไม่มีอาจารย์แล้วใครจะบอกคำตอบเรา ถึงอาจารย์ยังอยู่แต่เราก็จะเอาแต่ถาม ไม่ได้ทำความเข้าใจกับกลไกของมันจริง ๆ สักที
เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าเราจะบอกว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ เราลงทุนหาคำตอบเอง โดยการแกะกลไกมันเลยจะดีกว่า ใช้เวลานานหน่อย แต่ไม่เกินความสามารถ แล้วเมื่อเราเข้าใจมันแล้วว่าเป็นมาอย่างไร เราจะได้อธิบายให้คนอื่นฟังได้อย่างฉะฉานด้วย ค่อยสมเป็นผู้เชี่ยวชาญหน่อย
สรุปแล้วก็คือผมเลือกเดินบนเส้นทางสายยาวและคดเคี้ยว ทำให้ทางบ้านต้องลุ้นว่าเมื่อไรจะจบสักที คือว่ามันมีจบแบบลัดกับจบแบบผู้เชี่ยวชาญ ผมว่าไหน ๆ ก็มาเรียนแล้ว ก็เอาให้จบแบบผู้เชี่ยวชาญดีกว่านะครับ กลับไปจะมีวิชาที่หนักแน่นมั่นคง เราก็จะมั่นใจในวิชา เวลานำไปถ่ายทอดต่อก็จะได้เป็นประโยชน์จริง ๆ
ป.ล. นับแต่พรุ่งนี้จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ผมจะมีพรีเซ้นท์ 3 ครั้งกับเขียนอีก 1 paper ทำให้อาจจะเขียนบทความมาลงเว็ปน้อยลงไปบ้าง แต่จะคิดถึงทุกท่านนะครับ |

