Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home Tourism Logistics Experience in tourism logistics โลจิสติสก์ท่องเที่ยวที่สถานีรถไฟคีล
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















โลจิสติสก์ท่องเที่ยวที่สถานีรถไฟคีล Print E-mail

คมสัน  สุริยะ
24  มกราคม 2553



สถานีรถไฟคีลคล้ายกับสถานีรถไฟเชียงใหม่ คือ เป็นปลายทางเหมือนกัน  และเป็นเมืองท่องเที่ยวเหมือนกัน   ดังนั้นเราน่าจะสามารถศึกษาเรื่องโลจิสติกส์ท่องเที่ยวจากสถานีรถไฟคีลเพื่อมาปรับใช้กับสถานีรถไฟเชียงใหม่ได้ในบางจุด












1.  แผนที่

เมื่อนักท่องเที่ยวลงจากรถไฟ  ความต้องการอันดับแรกคือ  อยากรู้ว่าจะไปสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างไร    สิ่งที่จะสนองได้คือแผนที่   ทางสถานีควรต้องจัดให้มีแผนที่ฟรีแก่นักท่องเที่ยว   แต่หากนักท่องเที่ยวอยากได้แผนที่แบบพกติดตัวได้ก็สามารถหาซื้อได้จากร้านค้า










2.  วิธีการเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยว


นักท่องเที่ยวเมื่อดูแล้วว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่อยากไปตั้งอยู่ย่านไหน  ก็จะคิดว่าจะไปได้อย่างไร  คนที่มีเงินมากอาจจะไปแท็กซี่  (ซึ่งจอดเข้าคิวกันอย่างมีระเบียบอยู่ข้างนอก)  แต่สำหรับคนทั่วไปก็ต้องพึ่งรถเมล์


สิ่งที่ขาดหายไป (Missing Link) คือ  ถึงจะมีแผนที่  แต่เราไม่รู้ว่าจะต้องขึ้นรถเมล์สายอะไร  และต้องไปขึ้นตรงไหน   ผมใช้วิธีถาม   ซึ่งครั้งนั้นผมถามจากร้านขายน้ำผลไม้ปั่นร้านนี้  ปรากฎว่าคนขายเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์พอดีก็เลยบอกทางได้อย่างแม่นยำ  (เพราะผมกำลังจะไปคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยคีล)







3.  ความเชื่อมโยงระหว่างรถเมล์และรถไฟ

ภายในสถานีรถไฟจะมีป้ายบอกว่ารถเมล์สายไหนจะมาในอีกกี่นาที   เรื่องนี้สำคัญมากเพราะข้างนอกอากาศหนาวจัด  หากไปยืนรอแบบไม่มีจุดมุ่งหมายรับรองว่าได้สั่นแน่  รถบางสายมาครึ่งชั่วโมงคันหนึ่ง   ดังนั้นถ้ามันยังไม่มาเราก็รออยู่ในสถานีที่อากาศอุ่นสบายกว่าไปเรื่อย ๆ ได้


ผมมองว่าตรงนี้คือความใจกว้างของการรถไฟ  เพราะผู้ให้บริการรถเมล์กับรถไฟเป็นคนละบริษัทกัน  แต่ในเมื่อน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า  และเห็นใจผู้โดยสาร  ก็ยอมให้ติดป้ายประชาสัมพันธ์ในเขตของการรถไฟได้







4.  ข้อมูลรถไฟขากลับ


ก่อนออกจากสถานีรถไฟเพื่อไปเที่ยว  ให้เช็คตารางการเดินรถขากลับก่อน   มีอยู่สองทาง  ทางที่หนึ่งคือเช็คจากตารางสีเหลือง      (ให้ระวัง  แผ่นสีเหลืองคือตารางรถออก  แผ่นสีขาวคือตารางรถเข้า  อย่าสลับกัน มิเช่นนั้นท่านตกรถไฟแน่  ผมเกือบโดนมาแล้ว)   และอีกทางหนึ่งคือ  สอบถามจากเจ้าหน้าที่  ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่คีลสามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วกันทุกคน  สมกับเป็นเมืองท่องเที่ยว













5.  ข้อมูลรถไฟที่กำลังจะออกจากสถานี

เมื่อกลับมาถึงสถานีรถไฟอีกครั้ง   หลังจากไปเที่ยวมาแล้ว  นักท่องเที่ยวก็ต้องการจะแน่ใจว่ารถไฟที่เล็งไว้จะออกแน่นอนหรือเปล่า  และจะออกจากชานชลาไหน   ที่สถานีรถไฟก็จะมีป้ายยักษ์บอกข้อมูลนี้ไว้








6.  ร้านขายของที่ระลึก

การรถไฟสามารถทำเงินได้จากการให้เช่าพื้นที่จำหน่ายสินค้า  ซึ่งที่สถานีคีลมีร้านค้าหลายประเภท  เช่น  ร้านอาหาร  ร้านฟาสต์ฟู้ด  ร้านน้ำผลไม้ปั่น  ร้านหนังสือ   ร้านตัดผม  ร้านโทรศัพท์   และร้านขายของที่ระลึก


ในทางจิตวิทยาแล้ว  นักท่องเที่ยวกำลังอารมณ์ดี  และพึ่งได้รับความประทับใจจากแหล่งท่องเที่ยว  ย่อมต้องการซื้อของที่ระลึก        ดังนั้นของที่ระลึกจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำเงินทำทองที่ไม่ควรมองข้าม   













7.  ม้านั่ง


เวลาเที่ยวมาเหนื่อย ๆ แล้วต้องรอรถไฟขากลับก็อยากนั่งพัก   ม้านั่งเหล่านี้แย่งกันมากในช่วงฤดูท่องเที่ยว  แต่สถานีจัดไว้ให้ไม่มาก  เพราะต้องการเอื้อด้านธุรกิจให้ผู้เช่าพื้นที่ คือ  ให้คนไปนั่งในร้านอาหาร   นี่ก็น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าอีกรูปแบบหนึ่ง









8. สิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ 

เรื่องที่ขาดไม่ได้คือห้องน้ำสะอาด  (อย่าลืมนะครับ  ติดเหรียญห้าสิบเซ็นต์ไว้กับตัวด้วยเสมอ  เพื่อใช้เข้าห้องน้ำ)   ตู้ล็อคเกอร์นิรภัยสำหรับคนที่ไม่อยากหอบกระเป๋าเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวด้วย (เหรียญสองยูโร สองเหรียญ)   รถเข็นหยอดเหรียญ  (เหรียญหนึ่งยูโร)  และหน่วยรักษาความปลอดภัย  (เหรียญกล้าหาญ)






9.  ปัญหาเรื่องความร่วมมือกันในห่วงโซ่อุปทานของการท่องเที่ยวในประเทศไทย




ผมมองว่าเรื่องความร่วมมือกันในประเทศไทยมักจะไม่ค่อยเกิดขึ้น  เนื่องจากสาเหตุดังนี้


หนึ่ง    ถ้าร่วมมือแล้วจะถูกกล่าวหาว่าเอื้อให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง  เช่น  ถ้าบอกว่าวิธีการไปดอยสุเทพสามารถไปขึ้นรถสองแถวได้ที่หน้าสถานีรถไฟ  แบบนี้ผู้ให้บริการยานพาหนะประเภทอื่นก็จะโวยวายว่าทำไมไม่ประชาสัมพันธ์ให้เขาด้วย   คือ  เลือกปฎิบัติ   แต่ถ้าต้องประชาสัมพันธ์ให้ทั้งหมดก็จะเป็นภาระหนักของการรถไฟที่คิดว่าไม่เห็นจำเป็นต้องทำให้เลย  ผลก็คือ  ไม่ทำดีกว่า        เพราะอยู่เฉย ๆ ก็ดีอยู่แล้ว



สอง    ถ้าร่วมมือแล้วจะถูกกล่าวหาว่าทุจริต คอรัปชั่น     เช่น ในเรื่องการจัดประมูลเช่าพื้นที่  หากกระทำโดยไม่โปร่งใส  หรือไม่ถูกต้องตามระเบียบทางการเงิน  ก็อาจจะลุกลามเป็นปัญหาใหญ่โตมาถึงผู้บริหาร



สาม   ถ้าร่วมมือแล้วจะถูกกล่าวหาว่าใช้ทรัพย์สินของทางราชการไปในทางมิชอบ        เช่น       การติดตั้งบอร์ดประชาสัมพันธ์เรื่องการท่องเที่ยวในพื้นที่ของการรถไฟ   การจัดพื้นที่สำหรับทำเป็นร้านค้า   สิ่งเหล่านี้หากระเบียบภายในองค์การไม่เอื้อก็จะทำไม่ได้   หากผู้บริหารตัดสินใจไปโดยลำพังก็อาจจะมีผลร้ายย้อนเข้ามาหาตัวได้

 


โดยสรุปแล้ว   การรถไฟฯ มีกฎระเบียบที่ถูกออกแบบไว้เพื่อให้ดำเนินการเฉพาะการเดินรถไฟเท่านั้น  ไม่ได้มีช่องมากนักสำหรับการร่วมมือกับผู้ให้บริการท่องเที่ยวสาขาอื่น  ความร่วมมือจึงเกิดขึ้นได้ยาก   ถึงแม้จะดี  แต่ก็อาจจะทำไม่ได้   การสร้างความร่วมมือจึงต้องผ่อนคลายกฎเหล่านี้ก่อน   นักวิชาการที่จะทำการฟื้นฟูผลประกอบการของการรถไฟจึงควรต้องระวังในเรื่องเหล่านี้










กลับสู่สารบัญ
















 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ