| ยอมแพ้ |
|
|
|
คมสัน สุริยะ
14 มกราคม 2553
คนที่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ นี่ดูไม่ดี และดูเป็นคนไม่ได้เรื่องเลยนะครับ แต่ผมค้นพบว่าการยอมแพ้บางทีก็เป็นทางออกที่ดี
เวลาที่นักวิจัยทำแบบจำลองออกมาแล้ววิเคราะห์ไม่ออก หรือออกแต่ไม่ตรงกับที่อยากให้เป็น โดยปกติจะทำอย่างไรกัน ต่างคนก็ต่างจะพยายามทำอย่างไรก็ได้ให้มันมีนัยสำคัญ ด้วยลูกเล่นประการทั้งปวง ด้วยสารพัดวิชาไม่ว่าจะด้วยเล่ห์หรือด้วยกล หมายความว่า พยายามปรับโน่นเปลี่ยนนี่ เท่าที่ยังถูกหลักวิชา แต่เมื่อลองทำดูทุกอย่างแล้วแต่ผลการวิเคราะห์ก็ยังออกมาไม่ดีจะให้ทำอย่างไร
ผมใช้วิธียอมแพ้ครับ วิธีการก็ง่ายมาก แค่พูดกับตัวเองว่า "ยอมแพ้แล้ว"
จากนั้นก็ไปอาบน้ำ หาอะไรอร่อย ๆ ทาน ดื่มน้ำหวาน อะไรที่เพลิดเพลินบันเทิงใจก็ทำมันเข้าไป อยากไปเที่ยวไหนก็ไป อยากเล่นอะไรก็เล่น ทำอะไรที่ทำให้ใจสบาย ๆ สักพัก
ทุกครั้งที่ทำแบบนี้อีกสักพัก ไม่เกิน 24 ชั่วโมง จะค้นพบเสมอว่าที่ทำมาทั้งหมดนั้นมาผิดทาง เหตุผลที่วิเคราะห์ได้ผลไม่ดีก็เพราะทางมันตัน ถึงเราดันทุรังจะฝ่าไปให้ได้ก็ไม่มีทางฝ่าไปได้ เพราะมันไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง ถึงจะใช้เวลานั่งปรับแบบจำลองอีกทั้งปีโดยไม่หยุดพักเลยก็ไม่สามารถหาทางออกได้ ก็เพราะมันมาผิดทาง มันควรจะไปทางเหนือ แต่เราดันลงใต้ มันจะถึงไหมครับ ก็ไม่มีทางถึง ยิ่งทำยิ่งออกทะเล
คนอาจจะหัวเราะเยาะว่าทำมาผิดทางได้อย่างไร ทำไมไม่เขียนไว้ให้ชัดเจนใน Proposal ว่าจะไปทางไหน แล้วก็เดินไปตามทางนั้น ผมตอบได้ว่า สิ่งที่เขียนไว้ใน Proposal เป็นแค่เครื่องนำทางแบบคร่าว ๆ เพราะไม่มีใครสามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าข้อมูลจะออกมาอย่างไร มันจะเหมือนหรือไม่เหมือนที่เราคิดไว้ ยิ่งทางสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ยิ่งมีโอกาสเพี้ยนจากทฤษฎีไปได้มาก เพราะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมมนุษย์ อีกทั้งข้อมูลไม่ได้เกิดจากห้องทดลองทำให้มีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายเข้ามากระทบกับข้อมูล และที่สำคัญหากเรื่องไหนไม่มีทฤษฎีมาก่อนแล้ว คือ มีแต่สมมติฐาน (Hypothesis) ยิ่งเหมือนคลำทางภายใต้แสงจันทร์สลัว ๆ เท่านั้น
นักวิจัยที่สามารถได้คำตอบที่มีนัยสำคัญเป็นอย่างดีจากงานวิจัยภาคสนามทางสังคมศาสตร์หรือเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่รันแบบจำลองครั้งแรก ถือว่าโชคดีมาก
ส่วนนักวิจัยที่โชคไม่ค่อยดีอย่างผม ก็เดินหลงป่าไปหลายครั้ง
เมื่อไม่รู้จะไปทางไหนต่อแล้ว ก็ยอมแพ้ ก็นั่งลงกินข้าวกินน้ำ ดูวิวทิวทัศน์เพลิน ๆ ถ้ามีน้ำตกให้เล่นก็เล่น ดีกว่ามานั่งกลัว นั่งกังวล นั่งร้อนรน กังวลไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ไม่ต้องคิดแล้วว่าจะออกจากป่านี้ยังไง ถ้าคืนนี้ออกไม่ได้ ก็กางเต้นท์ค้างมันซะตรงกลางป่านี่แหละ ถ้าชีวิตนี้ออกไม่ได้ ก็จะใช้ชีวิตแบบคนป่าไปเลย จะฝึกเป็นลิงเก็บผลไม้ ถึงต้องตายในป่าก็ยอมเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้
สิ่งที่ตามมาก็คือ เราจะเปลี่ยนแนวคิด ไม่เข้าข้างตนเองจนเกินไป แล้วคิดถึงพื้นฐานของเรื่องนั้นจริง ๆ คิดถึงธรรมชาติของมันจริง ๆ ไม่ใช่ว่าเราอยากเห็นอะไร แต่ธรรมชาติของมันควรจะเป็นอย่างไร เมื่อเราไล่ตามธรรมชาติเราก็จะพบกับความลับของธรรมชาติ ไม่เหมือนกับไล่ตามสิ่งที่เราอยากจะเห็น มันก็จะได้เห็นแต่เงา เหมือนกับเงาของดวงเดือนในห้วงน้ำ
ยิ่งเมื่อได้มาคิดทีหลังว่าเดินหลงทางในตอนแรก ยิ่งจะได้หัวเราะว่า ถ้าตอนนั้นพบนัยสำคัญเข้าจริง ๆ แปลว่าต้องทำอะไรสักอย่างผิดแน่นอน เพราะตามธรรมชาติมันไม่มีทางที่จะมีนัยสำคัญได้เลย เห็นไหมครับ ถ้าเราดันทุรังเค้นให้มันมีนัยสำคัญ เราจะเสียเวลาเปล่า ๆ ถึงได้นัยสำคัญออกมาก็ผิด มันไม่มีนัยสำคัญนั้นถูกต้องแล้ว เพียงแต่เราไม่ชอบ และผิดหวังที่ไม่ออกมาเป็นดั่งใจเท่านั้น โดยสรุปแล้ว การยอมแพ้เป็นทางออกที่ดีเมื่อรันแบบจำลองไม่ออก มันทำให้เราปล่อยวาง สงบลง ได้พักผ่อน ได้ทานอาหารดี ๆ ได้เล่นสนุก และก็น่าแปลกที่ในที่สุดเราจะคิดออกเองว่ามันหลงทางอย่างไร แถมไม่พอยังจะพบด้วยว่าทางที่น่าจะถูกต้องกว่าคือทางไหน เหตุที่ทำให้คิดออกก็เพราะว่าปากเราพูดว่ายอมแพ้ แต่จิตใจที่เป็นภูเขาน้ำแข็งส่วนที่อยู่ใต้ทะเลมันไม่ได้ยอมแพ้ด้วย มันจะคิดตลอดว่าจะทำอย่างไรให้ชนะ เพียงแต่เราพยายามเค้นและคิดด้วยภูเขาน้ำแข็งส่วนพ้นน้ำที่มีศักยภาพน้อยกว่ามาตลอด ต้องปล่อยให้ส่วนใต้น้ำที่มีศักยภาพเท่ากับเราอีก 2 - 3 คน ได้มีเวลาคิดบ้าง ในตำนานเล่าว่า พระอานนท์บรรลุอรหันต์ก็ตอนบอกตัวเองว่า ยอมแพ้ละ เหมือนกัน ท่านก็เลยทำให้พวกเราได้รู้ว่า
การปล่อยวางนี่ให้ผลที่วิเคษดีจริง ๆ ที่มา: http://www.pjslack.com/iceberg.jpg |

