| หากใครต้องการเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย พึงระลึกว่างานวิจัยคืองานอุตสาหกรรม |
|
|
|
คมสัน สุริยะ
11 มกราคม 2553
ใครจะคิดว่างานวิจัยเป็นงานอุตสาหกรรม ตอนที่ผมยังเป็นนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ 4 ผมเคยให้อาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งดูลายมือให้ ผมถามว่าอาจารย์ครับ มืออย่างนี้จะได้เป็นนักวิชาการหรือนักปฎิบัติ ซึ่งผมรู้คำตอบในใจอยู่แล้วว่าจะต้องออกทางวิชาการเพราะตอนนั้นได้ทุนที่มีชื่อเรียกโก้ ๆ ว่า ทุนส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ แล้วจะได้บรรจุทันทีหลังจบ แต่อาจารย์ทายว่า มืออย่างนี้เป็นนักปฎิบัติ
ผมก็เลยว่านี่แหละนะ หมอดูคู่หมอเดา อาจารย์ที่ว่าแม่น ๆ ยังทายไม่ถูกเลย ที่ไหนได้ ชีวิตกลับต้องมาทำวิจัยเป็นส่วนใหญ่ เวลาทำวิจัยมากกว่าเวลาสอนหนังสือเสียอีก แล้วงานวิจัยไม่ใช่งานวิชาการเหรอ ผมตอบได้เลยว่ามันคืออุตสาหกรรม
ผมเริ่มชีวิตการเป็นนักวิจัยด้วยการรับงานเป็นลูกทีมในทีมที่ใหญ่มาก มีนักวิจัยจำนวนเกือบสิบคน มีหัวหน้าโครงการที่เก่งมาก คือ ศาสตราจารย์ ดร. มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ วิธีการเรียกใช้คนของอาจารย์ก็ง่าย ๆ ให้เราเอาวิทยานิพนธ์ปริญญาโทไปให้อ่าน ถ้าอาจารย์ถูกใจก็รับ เพราะอาจารย์ก็เคยได้งานจากสหประชาชาติในแบบเดียวกัน ว่ากันว่าอาจารย์ทำวิทยานิพนธ์ตกพื้นและกำลังก้มลงหยิบ ก็มีฝรั่งมาช่วยเก็บแล้วก็บอกว่าคุณอ่านเล่มนี้เหมือนกันหรือ ผมอ่านแล้วดีมาก อาจารย์มิ่งสรรพ์ก็ตอบว่า ก็วิทยานิพนธ์ของดิฉันเอง ฝรั่งก็เลยบอกว่าผมเป็นหัวหน้าอยู่สหประชาชาตินี่ มาทำงานกับผมไหม
ตอนเป็นลูกทีมเราก็ทำงานไปในส่วนที่เรารับผิดชอบ ตอนนั้นผมยังทำเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ก็ทำการคำนวณตัวเลขบางอย่างในเรื่องศักยภาพในการส่งออกเซรามิกและแก้ว ทำเสร็จแล้วก็ส่ง หัวหน้าโครงการก็เอาไปรวมเป็นบทหนึ่งในเล่มใหญ่ จากนั้นเราก็มีหน้าที่ทำการนำเสนอในที่ประชุมเฉพาะในส่วนของเรา งานก็ดูง่าย ๆ แต่อาจารย์มิ่งสรรพ์คอยตามดับเบิ้ลเช็คตลอด โดยนำไปถามผู้รู้ในวงการว่าที่เราคำนวณมานั้นเข้าเค้าไหม ก็ปรากฎว่าวิชาของผมดี เลยคำนวณออกมาได้ถูกต้อง อาจารย์ก็เลยโอเคในผลการศึกษา
เรื่องโครงการแรกนี้ยังเป็นที่น่าจดจำในเรื่องการนำเสนอผลการวิจัย ครั้งนั้นเป็นการนำเสนอในโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าใครมาร่วมฟังบ้าง ก็นำเสนอไปเฉย ๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร มารู้อีกทีปรากฎว่ามีแต่คนใหญ่คนโตทั้งนั้น นักธุรกิจเจ้าของบริษัทอันดับหนึ่งของไทย มูลค่ากิจการเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท อาจารย์มิ่งสรรพ์แปลกใจ บอกว่าผมนำเสนอครั้งแรกในเวทีใหญ่อย่างนี้ แต่ทำได้นิ่งมาก ไม่มีตื่นเต้นเลย ผมตอบไปว่าถ้าผมรู้มาก่อนว่าใครจะมาฟังก็คงจะตื่นเต้นไม่น้อย มันก็เลยกลายเป็นเคล็ดลับที่บอกต่อมาเรื่อย ๆ ว่าการที่จะทำให้ตัวเองนำเสนอได้นิ่ง ๆ ไม่มีความตื่นเต้นนั้นก็ง่ายมาก คือ ไม่ต้องสนใจว่าคนฟังจะเป็นใคร ขอให้มั่นใจในสิ่งที่ตนเองนำเสนอว่าถูกต้องและดีก็เป็นใช้ได้
![]() คมสันในการนำเสนอผลการวิจัย ช่างภาพ: เจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อได้ขึ้นชั้นมาเป็นหัวหน้าโครงการ จริง ๆ ก็ด้วยความบังเอิญ เพราะตอนนั้นทำหน้าที่เป็นลูกทีมเหมือนเดิม แต่เป็นโครงการที่ใหญ่กว่าเดิมอีก นักวิจัยสิบกว่าคนต้องเขียนไม่ต่ำกว่า 14 เรื่อง ปรากฎว่าคนประสานงานที่ต้องรวบรวมเรื่องทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกันมีเหตุจำเป็นต้องออกไปเนื่องจากได้โอกาสไปเรียนต่อ ผมก็ว่าจะทำเหมือนเดิมคือ เขียนเสร็จก็ส่ง แล้วจบทุกอย่างตรงนั้น ปรากฎว่าจะเดินหันหลังกลับแล้ว เลขาฯ โครงการก็บอกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะคนประสานงานไม่อยู่แล้วเขาก็คงต้องทำเอง ผมก็ว่าถ้าอย่างนั้นโครงการไม่เสร็จแน่เพราะท่านเลขาฯ ทำท่าจะไม่ถนัดในเรื่องนี้เลย ก็เลยหันเรือ กลับมาเพื่อทำหน้าที่ประสานงานให้แทน ผลก็คือหัวฟู หนวดเครารุงรังไปหลายสัปดาห์ เพราะต้องอ่านทั้งหมด 14 เรื่อง แล้วทำสรุป แก้คำผิดและสำนวนที่อ่านไม่เข้าใจ และแก้ตัวเลขที่ไม่ตรงกัน กว่าจะเสร็จเล่นเอาเหนื่อย แต่ผลตอบแทนก็คุ้มเพราะความสำเร็จครั้งนั้นนำมาซึ่งความไว้วางใจจากหัวหน้าโครงการ
ไม่นานผมก็ได้รับการสนับสนุนให้ขอทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่ง Proposal ฉบับแรกไม่ได้เขียนเองทั้งหมด อาจารย์มิ่งสรรพ์แนะนำให้ทั้งเรื่องแนวการวิจัยและการจัดการงบประมาณ แล้ววางตัวให้ผมเป็นหัวหน้าโครงการ ปรากฎว่าได้งบประมาณในระดับเกินหนึ่งล้านบาทเป็นครั้งแรกในชีวิต ในโครงการพัฒนาสินค้าของที่ระลึก (Link ดูผลงาน)
งบประมาณของ วช. ใช้สำหรับการจ้างทีมงาน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าวัสดุใช้สอยต่าง ๆ ที่จะเอื้อให้เราสามารถสร้างทีมงานเล็ก ๆ ของตัวเองและมีอิสระในการเดินทางไปเก็บข้อมูลได้ตามสมควร รวมทั้งสามารถพิมพ์เล่มรายงานการวิจัยออกมาได้ประมาณ 300 เล่ม แต่ที่ไม่มีคือค่าตอบแทนหัวหน้าโครงการ เพราะถือว่านักวิจัยได้เงินเดือนประจำอยู่แล้ว เรื่องนี้เศร้าหน่อยโดยเฉพาะเวลาทำงานเหนื่อย ๆ ก็จะเกิดความคิดอยู่เรื่อยว่านี่เรามาทำวิจัยไปทำไม สู้สอนพิเศษสบาย ๆ ดีกว่า แต่ก็ยังถือว่าดีที่มีเงินทุนให้ทำวิจัย ไม่มีอะไรเปอร์เฟ็คในโลก อยู่ที่ว่าเราจะทำหรือไม่ทำเท่านั้น ถ้าทำก็อย่าบ่นมาก ถ้าไม่ทำก็เลิกรากันไปหรือลด ๆ งานวิจัยลงไป
แต่ความสำเร็จสร้างความสำเร็จ ผมได้รับโครงการจาก วช. เพิ่มมาอีกสองโครงการ ทำให้ทีมงานที่ฟูมฟักกันมาตั้งแต่เริ่มต้นสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างต่อเนื่อง ในบรรดาทีมงานเหล่านั้นมีมือดีอยู่คนหนึ่งที่ทำท่าว่าจะไม่ได้เรื่องอะไรเลยในตอนแรก แต่ตอนหลังด้วยความทนต่อการตำหนิ ขัดเกลาแรง ๆ และด้วยความใฝ่รู้ ทำให้เขากลายเป็นนักวิจัยมือหนึ่งที่ใคร ๆ จะขาดไม่ได้ไปแล้ว ตอนนี้เขากำลังสมัครเรียนต่อปริญญาโท เพราะมัวแต่ทำงาน แต่ประสบการณ์เหลือเฟือ ซึ่งจะทำให้เขาทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทออกมาได้อย่างสบาย ๆ หรือไม่หากออกแรงเพิ่มนิดหน่อยก็จะกลายเป็นงานที่ดีเยี่ยมในรุ่นเดียวกัน คน ๆ นี้มีอนาคตจะเป็นเพชรประดับวงการวิจัยได้ถ้าหากไม่ถอดใจเลิกไปก่อน
การเป็นหัวหน้าโครงการต่างจากการเป็นลูกทีมมาก ต้องใช้หลักการบริหารโครงการ เรามีเวลาทำงานหนึ่งปี แต่จริง ๆ เงินมาช้ากว่านั้น และต้องเผื่อเวลาสำหรับการทำเล่มรายงาน ทำให้จริง ๆ แล้วเราจะมีเวลาทำงานเพียงประมาณ 6 ? 9 เดือนเท่านั้น สุดแล้วแต่ว่าเงินจะโอนมาเร็วหรือช้า บางปีมาช้ามาก เริ่มต้นงบประมาณเดือนตุลาคม แต่เงินมาเดือนมกราคม (เพราะปีนั้นยังไม่มีสมาชิกสภาฯ ผู้แทนราษฎรที่จะอนุมัติงบประมาณประจำปี) แต่เส้นตายสิ้นสุดปีงบประมาณตอนสิ้นเดือนกันยายนไม่ได้เลื่อนออกไปด้วย เล่นเอาใจหายใจคว่ำ
คนเป็นหัวหน้าโครงการต้องตรงประเด็นตั้งแต่เริ่มต้น เรื่องไหนจะทำเรื่องไหนจะไม่ทำ จะทำเมื่อไร ใครจะทำ ทำแล้วต้องได้คุณภาพระดับใด ใครจะไปคิดว่าการทำวิจัยต้องนั่งรถตะลอน ๆ ไปเก็บข้อมูลเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า เมื่อได้ข้อมูลมาก็เอามานั่งกรอกลงคอมพิวเตอร์ เสร็จแล้วก็ยังต้องมานั่งเค้นว่าตกลงเรื่องที่เราพบมันคืออะไรกันแน่ ต้องแกะโค้ดให้ได้ภายในเวลาที่จำกัด เหมือนเล่นถอดชนวนระเบิดในเวลาสั้น ๆ (อ่านเรื่อง ภารกิจของนักวิจัยคือการแกะโค้ดลับ) เมื่อได้แล้วก็ต้องรีบเอาไปปั่นเป็นต้นฉบับ ทิ้งไว้ให้แห้งได้สักพักก็เอามาอ่านใหม่เพื่อขัดเกลาสำนวน ต้องแน่ใจว่าผู้อ่านงานวิจัยได้สาระและได้คำตอบที่ถูกต้องจริง ๆ จากนั้นก็ต้องส่งไปให้นักวิชาการท่านอื่นอ่านอีกสามท่าน (Peer review) กว่าเขาจะอ่านเสร็จแล้วส่งกลับมาให้เราแก้ แล้วก็เร่งทำกราฟฟิคเพื่อให้ทันเข้าโรงพิมพ์ ไหนจะเวลาที่ต้องพิมพ์อีก ลุ้นกันสุดตัวว่าโรงพิมพ์จะส่งมาทันก่อนวันสิ้นสุดปีงบประมาณหรือไม่ เพราะหากช้าไปเพียงวันเดียว เราต้องคืนเงิน และเราจะไม่มีเงินจ่ายค่าพิมพ์เล่มเป็นแสนบาท ซึ่งก็หมายความง่าย ๆ ว่าหัวหน้าโครงการวิจัยต้องควักจ่ายถ้าพลาด โอกาสพลาดมีมาก หากขั้นตอนใดสะดุดก็มีอันกระทบกับขั้นตอนอื่น ๆ ให้ล่าช้าไปด้วยเหมือนการรับเหมาก่อสร้างหรือสายการผลิตเช่นกัน นี่ยังไม่นับรวมความลำบากว่าหากใช้จ่ายเงินผิดประเภทแล้วก็จะไม่สามารถเบิกคืนได้ ซึ่งทำให้หัวหน้าโครงการต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมาก
ตะลอนขึ้นเขาเก็บข้อมูล ช่างภาพ: สุเมธ พฤกษ์ฤดี ตะลอนเก็บข้อมูลโดยข้ามไปฝั่งปอยเปต กัมพูชา ช่างภาพ: ถ่ายเอง ![]() ทีมงานเดินเท้าเก็บข้อมูล ช่างภาพ: กิติชัย จิรพรเจริญ สัมภาษณ์แม่พุฒิ ไชยพล หมู่บ้านแม่กำปอง จังหวัดเชียงใหม่ ช่างภาพ: สมควร ธิศักดิ์ คมสันในการนำเสนอผลการวิจัยอีกครั้ง ช่างภาพ: เจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำหรับโครงการใหญ่ ๆ ระดับเกินกว่าหนึ่งล้านบาทที่ผมเป็นหัวหน้าโครงการนั้น ผมปิดมาได้สี่โครงการแล้ว โดยเป็นสามโครงการสำหรับ วช. บวกอีกหนึ่งโครงการที่ร่วมกับอาจารย์มิ่งสรรพ์รับทำให้การบินไทย ซึ่งงานนี้หนักกว่าของ วช. เพราะเป็นงานทำให้เอกชนจึงต้องเนี้ยบ ถูกต้อง ตรงประเด็น ใช้ได้จริง และเร็ว ถ้าทำไม่ทันยังมีค่าปรับด้วย ครั้งนั้นเราพิมพ์รายงานสี่สีทั้งเล่ม และอาจารย์มิ่งสรรพ์ละเอียดขนาดที่ว่าเจาะจงสีที่ใช้ทั้งหมด นับว่าเป็นโปรดั๊กชั่นที่ทุ่มทุนทำมหาศาลครั้งหนึ่งในชีวิต
บทความนี้จึงสรุปได้ว่างานวิจัยเป็นงานอุตสาหกรรม ในที่สุดคำทำนายของอาจารย์อาวุโสก็เป็นจริง มือของผมกลายเป็นมือนักปฎิบัติ ใคร ๆ ที่เคยมองภาพนักวิจัยว่าเป็นนักวิชาการแบบเพ้อเจ้อ เพ้อฝัน ลอยไปลอยมา วัน ๆ ไม่ทำอะไร อาจจะต้องปรับทัศนคติกันใหม่ เพราะจริง ๆ นักวิจัยเป็นนักอุตสาหกรรม ทำงานแข่งกับเวลาและคุณภาพ รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะต้องควักเนื้อสูงหากทำพลาด และยังถูกสังคมด่าถ้าทำผลงานออกมาแล้วขึ้นหิ้ง
แล้วเป็นนักวิจัยได้อะไร คำตอบก็คือขึ้นอยู่กับความชอบของคน เมื่อก่อนผมชอบการสร้างตึกสูง ผมดูโทรทัศน์เรื่องการสร้างตึกที่ปารีสที่มีรูปทรงเหมือนกรอบรูป คือ เป็นกรอบสี่เหลี่ยมแล้วมีช่องว่างตรงกลาง (ชื่อว่าตึก La Grande Arche) ดูขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบทำให้ทึ่งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเทคานที่ต้องไม่งอจนตกท้องช้างซึ่งเป็นเทคโนโลยีล่าสุดของโลกในขณะนั้น ในชีวิตผมก็ได้ไปสัมผัสกับตึกดังกล่าวและเอามือสัมผัสคานนั้นมาจริง ๆ แล้ว รู้สึกประทับใจอย่างบอกไม่ถูก ใคร ๆ อาจจะชอบหอไอเฟล แต่ผมชอบคานนั้นที่สุด ก็เหมือนกันครับ ใคร ๆ อาจจะชอบการผลิตอย่างอื่น รับเหมาก่อสร้างอย่างอื่น ส่วนผมรับเหมาทำวิจัย เมื่อสิ้นสุดโครงการแล้ว เราก็ได้เห็นโปรเจคที่สำเร็จ แล้วเมื่อมองย้อนหลังไปเราก็จะได้เห็นความมุ่งมั่น ความเสียสละ ความร่วมแรงร่วมใจ ความชาญฉลาดในการแก้ปัญหาของบรรดาทีมงานทุกชีวิต มันเป็นความภูมิใจครับที่ได้ร่วมงานกับพวกเขาเหล่านั้น บรรยากาศของความสำเร็จมันยอดเยี่ยม ยิ่งถ้าผลการวิจัยใช้ได้ผลจริง ๆ สำหรับภาคธุรกิจหรือภาครัฐก็ยิ่งมีความสุข และผลงานวิจัยของเราก็จะอยู่ยืนยาวคู่เมืองไทยไปอีกหลายสิบปี เฉกเช่นตึกที่ปารีสหลังนั้น
ตึก La Grande Arche กรุงปารีส ที่มา: ถ่ายเอง คานตึกที่ต้องเทด้วยเทคโนโลยีสุดทันสมัย ที่มา: ถ่ายเองจากวีดีโอแนะนำการสร้างตึกที่ฉายให้ชมในอาคารนั้น สัมผัสคานตึก La Grande Arche ได้สมความปรารถนา ช่างภาพ: ฝรั่งในตึกนั้น |



.jpg)