| หิมะที่เกิร์ทธิงเก้น |
|
|
|
คมสัน สุริยะ
21 ธันวาคม 2552
หิมะตกแล้วที่เกิร์ทธิงเก้น พื้นที่เคยเป็นสนามหญ้าถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนหนาประมาณสองนิ้วเห็นจะได้ บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเอาใจคนที่ไม่เคยเห็นหิมะเพื่อที่จะได้รับความรู้สึกว่าหิมะเป็นอย่างไร
หิมะตอนที่มันกำลังตก หน้าตาของมันคล้ายกับเศษเถ้าอะไรสักอย่าง มันไม่ได้ตกลงมาตรง ๆ แต่ปลิวไปปลิวมาได้ตามแรงลม เวลาที่มันมาโดนตัวเรา เหมือนกับเป็นเถ้าที่เกิดจากการเผาใบไม้แห้งอะไรอย่างนั้น ชวนให้คิดว่าเอ๊ะใครเผาอะไรแถวนี้ แต่จริง ๆ มันคือเกล็ดหิมะ
เมื่อมันตกถึงพื้นมันจะจับตัวกันกลายเป็นแผ่นหรือเป็นก้อนแล้วค่อย ๆ หนาขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเราลองจับขึ้นมาสักก้อนขนาดประมาณสักลูกเทนนิส เราจะรู้สึกว่ามันเบามาก น้ำหนักพอ ๆ กับก้อนกระดาษ หรือไม่ก็ก้อนขี้เถ้าแกลบ พอขว้างออกไปก็ไปได้ไม่ไกลนัก ประมาณสักห้าหกเมตรก็ตกแล้ว
เราจะจับก้อนหิมะนาน ๆ โดยไม่ใส่ถุงมือไม่ได้เพราะมันเย็นมาก หิมะสามารถกัดมือจนนิ้วขาดได้ ดังนั้นอย่าออกไปปั้นตุ๊กตาหิมะด้วยมือเปล่าโดยเด็ดขาด
ทางเดินที่เราเคยเดิน ๆ อยู่จะเต็มไปด้วยหิมะ ถ้าเป็นเส้นทางหลักสำหรับผู้คนจำนวนมากจะมีเจ้าหน้าที่มาคอยกวาดหิมะออกไป หรือไม่ก็มีรถทำความสะอาดมาไถหิมะออกไป แต่มันจะไม่หมดไปเสียทีเดียวเพราะมันจะตกลงมาอีก พื้นที่มีหิมะปกคลุมอยู่จะลื่น ต้องค่อย ๆ เดินจะรีบไม่ได้ มิเช่นนั้นอาจจะล้มและแขนหรือนิ้วมือหักได้
เมื่อหิมะละลายก็จะกลายเป็นของเหลว ไม่แน่ใจว่าเป็นน้ำหรือเปล่า แต่จะมีตะกอนเป็นเกล็ดแข็ง ๆ น่าจะเป็นผลึกหิมะ และมีเศษผงหรือเศษฝุ่นสกปรกสีดำ ๆ ติดมาด้วย ทางที่ดีเราไม่ควรกินของเหลวที่เกิดจากหิมะละลายเพราะไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัยหรือไม่
ผลึกหิมะมีจับอยู่ที่ผนังกระจก ทำให้สังเกตรูปร่างของมันได้ชัดเจน ซึ่งรูปร่างของมันเหมือนกับภาพวาดที่เป็นแฉก ๆ หกแฉก ซึ่งแต่ละแฉกแตกกิ่งก้านออกไปคล้ายใบไม้ สมแล้วที่เขาวาดรูปออกมาอย่างนั้น
จริง ๆ แล้วหิมะตกและแดดออกในเวลาพร้อม ๆ กันได้ แต่ไม่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นสักเท่าไร คาดว่าน่าจะสูงขึ้นอีก 2 -3 องศาเซลเซียสเท่านั้น
การออกไปข้างนอกในฤดูที่หิมะตกเช่นนี้ค่อนข้างลำบากใจ เพราะอากาศค่อนข้างเย็น (ประมาณลบห้าองศาเซลเซียส ตามพยากรณ์อากาศ แต่เทอร์โมมิเตอร์ของผมวัดได้สององศาเซลเซียส) เมื่อเทียบกับอุณหภูมิในห้องประมาณ 25 องศาเซลเซียสแล้วทำให้ไม่อยากออกไปไหนเลย
ถ้าจำเป็นต้องออกไปก็ต้องใส่เสื้อผ้าให้หนาเข้าไว้ ความรู้สึกครั้งแรกจะเริ่มเย็นที่มือและหู เราจึงต้องใส่ถุงมือและหมวกไหมพรมที่คลุมมาถึงหู หลังจากนั้นจะเริ่มเย็นขา เพราะกางเกงแม้ว่าจะหนาแล้วก็ถือว่าเป็นส่วนที่บางที่สุด ส่วนลำตัวไม่ค่อยเย็นเพราะปกป้องอย่างดีด้วยเสื้อหลายชั้นและเสื้อโค้ทยาว ถ้าใครอยากรู้ว่าเย็นแค่ไหนก็จินตนาการว่าเข้าไปอยู่ในตู้เย็นอย่างไรอย่างนั้น
ทำไมเมืองนอกต้องบอกตารางการเดินรถเมล์อย่างตรงเวลา ก็เพราะว่าเวลาที่คนมารอรถจะหนาวมาก ถ้าไม่รู้ว่ารถจะมาเมื่อไรก็ต้องรอนานอยู่กลางความหนาวเหน็บ แต่ถ้ารู้เวลาเป๊ะ ๆ ก็จะได้ออกจากห้องมาก่อนเวลาสักสองสามนาที ก็จะไม่หนาวมาก
เมื่อลงจากรถเมล์ก็ต้องรีบเดินเข้าอาคารให้เร็วที่สุด เพราะในอาคารจะมีเครื่องทำความอุ่น อุณหภูมิก็จะประมาณ 25 องศาเซลเซียส เราก็จะรอดชีวิตไปได้อีกวัน
หน้าหนาวอย่างนี้ต้องระวังอย่าให้เป็นหวัดหรือเจ็บคอ เพราะการไปหาหมอที่เยอรมันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องนัด และต้องไปตรงเวลา เวลาพูดกันก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะพูดอังกฤษหรือไม่ แถมไม่พอต้องเบิกประกันอีกยุ่งยากไปหมด ผมก็เลยว่าป้องกันไม่ให้ตัวเองป่วยไว้จะดีกว่า หากเจ็บคอก็มียาพ่นแก้อักเสบในคอที่ทำจากสมุนไพรซึ่งไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ ส่วนยาแอนตี้ไบโอติคหรือยาแก้อักเสบที่เป็นเม็ดต้องแพทย์เท่านั้นถึงจะจ่ายได้ ส่วนยาแก้ไอและพาราเซตามอลซื้อได้เลย
อาหารที่ดีมากสำหรับอากาศอย่างนี้คือข้าวต้ม และน้ำต้มไก่ มันทำให้อุ่นและไม่เจ็บคอ นอกจากนั้นก็ทำให้มีกำลังวังชาดี จริง ๆ แล้วถ้ามีข้าวผัดกระเพราะสักจานก็คงไม่ต้องกลัวหนาวเลยเพราะความเผ็ดร้อนจะทำให้ท่านลืมความหนาวและมีสุขภาพแข็งแรงไม่เป็นหวัด แต่อย่างว่าอาหารไทยเป็นสิ่งแรก ๆ ที่เงินยูโรซื้อไม่ได้ง่าย ๆ การไม่มีหิมะและอาหารไทยจึงเป็นสองอย่างที่เมืองไทยดีกว่าเมืองนอกแน่นอน
Link |
.jpg)



