Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ตำราเรียน แนะแนวการทำวิทยานิพนธ์ การตรวจวิทยานิพนธ์ว่าผ่านหรือไม่
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















การตรวจวิทยานิพนธ์ว่าผ่านหรือไม่ Print E-mail
คมสัน สุริยะ
25 พฤศจิกายน 2552
 
 
วิทยานิพนธ์จะผ่านหรือไม่ผ่านไม่ได้อยู่ที่อาจารย์ แต่อยู่ที่ว่ามันลงตัวหรือยัง นักศึกษาสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเองว่าวิทยานิพนธ์น่าจะผ่านหรือไม่ ด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้
 
 
1. ปริมาณงานพอเหมาะ
 
  • เนื้องานมากพอสำหรับการเป็นวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญานั้น ๆ ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป   ตรงนี้ต้องปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิดว่าเท่าไรจึงจะเพียงพอ   บ้างก็ต้องทำ 3 เรื่องเพื่อให้เป็นหนึ่งวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก (แต่ทั้งสามเรื่องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เมื่อตอบแต่ละเรื่องได้ก็จะสามารถเห็นภาพของเรื่องใหญ่เรื่องเดียวกัน)  (อ่านเรื่อง Concise)
 

2. ลำดับเนื้อหาไหลลื่น
  • บอกได้ว่าเรื่องที่ทำมีความสำคัญอย่างไร ถ้าทำวิจัยออกมาแล้วจะช่วยอะไรได้บ้าง
  • ประเด็นที่ทำมีความชัดเจน สามารถระบุคำถามวิจัยได้อย่างชัดเจนเป็นข้อ ๆ  ( อ่านเรื่อง Precise)
  • เรามีความเชื่อว่าอย่างไรในแต่ละประเด็น และสามารถอธิบายทฤษฎีหรือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อเหล่านั้นได้
  • สามารถชี้แจงได้ว่าเรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบ และยังเป็นช่องว่างทางวิชาการ
  • สามารถชี้แจงเรื่องวิธีการวิเคราะห์ได้ หากใช้แบบจำลองต้องสามารถอธิบายการสร้างแบบจำลองนั้น ๆ ได้
  • สามารถชี้แจงเรื่องการเก็บข้อมูลได้
  • สามารถให้เหตุผลถึงผลการศึกษาที่ได้ อย่างสมเหตุสมผล  (อ่านเรื่อง  ยกตัวอย่าง เออ...จริง)
  • ข้อสรุปสามารถตอบคำถามวิจัยได้ ไม่ออกนอกเรื่อง
  • ข้อเสนอแนะเกิดจากข้อสรุป ไม่คิดไปเอง
 
 
3. เคลียร์ตัวเองได้ในทุกเรื่อง
  • ไม่มีข้อโต้แย้งในเรื่องความขัดแย้งกันเองระหว่างคำถามวิจัยแต่ละข้อ 
  • ไม่มีข้อโต้แย้งทางทฤษฎี
  • ไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องการเป็นช่องว่างทางวิชาการ
  • ไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องการสร้างแบบจำลอง
  • ไม่มีข้อโต้แย้งในเรื่องการเก็บข้อมูล
  • ไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องการคำนวณตัวเลขต่าง ๆ ก่อนที่จะใส่เข้าไปในแบบจำลอง
  • ไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องความสมเหตุสมผลของผลการศึกษาที่ปรากฎออกมา
  • ไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องข้อสรุป
  • ไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องข้อเสนอแนะ
 
 



ทำอย่างไรให้ปราศจากข้อโต้แย้ง



ในเมืองไทยเราสามารถทำให้ไม่มีข้อโต้แย้งด้วยการทำให้คนอื่นเงียบ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม  แม้แต่กรรมการก็อาจจะต้องเงียบ  แต่ที่เมืองนอกไม่มีใครทำให้ใครเงียบได้ ดังนั้นจึงต้องแน่ใจว่าตนเองจะต้องชี้แจงได้ในทุกประเด็น  
 


ความแตกต่างทางวัฒนธรรมตรงนี้ทำให้วิทยานิพนธ์เมืองไทยต้องอาศัยคนกลางมาช่วยตัดสิน เช่น การต้องส่งไปตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ แล้วถ้าผ่านก็แสดงว่าได้มาตรฐาน ซึ่งกว่าจะได้ตีพิมพ์ก็รอกันไปหลายปี (อ่านเรื่อง อยากตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต้องทำอย่างไร)
 


แต่ที่เมืองนอกไม่จำเป็นต้องส่งไปตีพิมพ์อย่างนั้น เพราะถ้าชี้แจงไม่ได้ในการประชุมสัมมนาเล็ก ๆ  ก็ถือว่าไม่ผ่าน ต้องกลับไปแก้ใหม่   งานวิทยานิพนธ์ของเมืองนอกจึงต้องหมั่นออกไปนำเสนอในเวทีต่าง ๆ อยู่เสมอเพื่อรับฟังว่ามีจุดไหนที่จะสามารถปรับปรุงแก้ไขได้อีกหรือไม่   ยิ่งเป็นเวทีที่มีศาสตราจารย์เก่ง ๆ มาฟังด้วยก็ยิ่งดี เพราะจะได้คำแนะนำที่ดีและที่เราอาจจะมองไม่เห็นด้วยตัวเอง   สุดท้ายแล้วเมื่อถึงขั้นที่ใคร ๆ ก็ท้วงติงไม่ได้อีกต่อไป วิทยานิพนธ์นั้นจึงจะถือว่าผ่าน
 


อย่างไรก็ตาม  การได้รับคำแนะนำจากผู้อื่นถือเป็นเรื่องดี  อย่าถือโกรธ  ภาษาฝรั่งใช้คำว่าอย่าถือเป็นเรื่องส่วนตัว  ให้ดูที่เนื้องาน  ถ้าแก้ได้ก็แก้ไป  ถ้าแก้ไม่ได้ก็บอกว่ามันแก้อะไรตอนนี้ไม่ได้ด้วยการติดขัดเรื่องอะไรก็ว่าไป   หากมีการศึกษาอื่นในอนาคตที่ทำเรื่องเดียวกันก็อาจจะแก้ปัญหาได้ 



เราไม่จำเป็นต้องแบกโลกไว้ทั้งโลก  หมายความว่าวิทยานิพนธ์ของเราไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของความรู้เรื่องนั้นในโลก  ซึ่งตรงนี้ยอมรับกันได้ในสากล  (อ่านเรื่อง  เศรษฐศาสตร์พัฒนา: ทฤษฎีสำหรับการวิจัย  บทที่ 4, 5, 6  จะเห็นว่ามีการทำวิจัยใหม่ ๆ ขึ้นมาเปรียบเทียบกับงานวิจัยเดิมอยู่เสมอ  ซึ่งคนที่ทำวิจัยไว้แต่เดิมก็ไม่ได้รู้สึกแย่หรือด้อยอย่างไร  เพราะตอนนั้นเขาเข้าใจอย่างนั้น  ด้วยข้อมูลอย่างนั้น  และวิธีการศึกษาอย่างนั้น)





ทำอย่างไรให้รอดจากการโดนโจมตี


 
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าชาติไหนวัฒนธรรมไหนก็ไม่พยายามโจมตีกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อให้วิทยานิพนธ์ของใครสักคนพัง   เพราะไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ  (อ่านเรื่อง  สิ่งใดที่ปรับปรุงให้ดีขี้นไม่ได้ย่อมไม่ใช่วิทยาศาสตร์)  




เพื่อกันไว้ดีกว่าแก้  นักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาจึงมักต้องซ้อมกันอยู่เสมอว่าจะหาทางออกอย่างไรสำหรับคำตอบในแต่ละเรื่อง กระนั้นหากโดนโจมตีมากจริง ๆ  อาจารย์ที่ปรึกษามักจะโดดลงมาปกป้องนักศึกษาของตนเองเพื่อให้รอดเสมอ ยกเว้นจะเป็นเรื่องที่หนักหนาจริง ๆ ที่ไม่ควรจะผิดพลาด ซึ่งโดยมากทั้งนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาก็มักจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน 
 


ดังนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาจึงชอบให้นักศึกษามาหาอยู่เป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่ารายละเอียดสำคัญต่าง ๆ ไม่ถูกละเลย   หากมีปัญหาก็จะได้หาทางแก้ไขกันแต่เนิ่น ๆ  ซึ่งจะทำให้แน่ใจได้ว่าวิทยานิพนธ์จะผ่านได้ในที่สุด แต่นักศึกษาไม่ค่อยเข้าใจตรงนี้จึงมักหลบอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่เสมอ ผมจึงอยากฝากไว้ให้นักศึกษาได้เข้าใจอาจารย์ที่ปรึกษามากขึ้นและให้เข้ามาทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น   อย่างน้อยทุก ๆ สองอาทิตย์ควรพบกันเพื่อคุยในเรื่องรายละเอียดของงานสักหนึ่งครั้งประมาณหนึ่งชั่วโมงก็จะดีมาก   (อ่านเรื่อง  เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาของฉันเป็นศัตรู)
 
 



 
 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ