| เคล็ดลับเตรียมตัวสอบ |
|
|
|
คมสัน สุริยะ
31 ตุลาคม 2552
วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552 นี้จะเป็นการสอบข้อเขียนครั้งสุดท้ายในชีวิตผม ผมจึงอยากจะบันทึกเคล็ดลับวิธีการเตรียมตัวสอบเอาไว้ ก่อนที่ความทรงจำในเรื่องเหล่านี้จะหายไปกับกาลเวลา
การสอบครั้งนี้จะเกิดขึ้นที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกิร์ทธิงเก้น เป็นการสอบระดับปริญญาเอกที่ค่อนข้างหนักหนาเอาการ เนื้อหามีอยู่ถึง 10 บท ให้เขียนตอบข้อใหญ่ 1 ข้อ (เลือกจากสามข้อ) ใช้เวลาประมาณ 40 นาที จำนวนหน้ากระดาษ 4 - 8 หน้า ข้อกลาง 1 ข้อ (เลือกจากสองข้อ) ใช้เวลาประมาณ 20 นาที จำนวนหน้ากระดาษ 2 - 4 หน้า และข้อย่อย 3 ข้อ (เลือกจากหกข้อ) ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีและจำนวนหน้ากระดาษ 1 - 2 หน้าต่อหนึ่งข้อ เมื่อก่อนให้เวลาสองชั่วโมง ปีนี้โหดขึ้นให้เวลาแค่ชั่วโมงครึ่ง
ตอนที่เป็นนักศึกษาปริญญาตรีและโท จำได้ว่าการสอบที่ให้เวลาสามชั่วโมงนี่เวลาผ่านไปเร็วมาก ยังไม่ทันทำอะไรก็หมดเวลาแล้ว ( แต่เมื่อมาเป็นอาจารย์นั่งคุมห้องสอบ เวลาสามชั่วโมงนี้ผ่านไปช้ามาก เมื่อไร ๆ ก็ไม่หมดเวลาสักที นี่คงเป็นไปตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ )
ดังนั้นเวลาเพียงชั่วโมงครึ่งถือว่าน้อยมาก ดังนั้นการเตรียมตัวที่ดี และกลยุทธ์การสอบที่ดีจึงจำเป็นมากสำหรับการสอบให้ผ่าน
เคล็ดลับที่ 1. เริ่มตั้งแต่ฟังเล็คเชอร์ จดให้มากที่สุด
ผมเป็นคนเดียวในห้องที่จดเล็คเชอร์ได้มากที่สุด เพื่อน ๆ คนอื่นเอาแต่นั่งฟัง ไม่เห็นจดอะไร ผมก็ว่าพวกเขาจะเอาอะไรมาอ่านสอบ ไป ๆ มา ๆ เพื่อนก็บอกว่าไม่สอบดีกว่า ที่เยอรมันถ้าใครไม่พร้อมก็ไม่ต้องสอบ ใครจะสอบต้องไปลงทะเบียนสอบซึ่งแยกต่างหากจากการลงทะเบียนเรียน ผมก็ว่าแล้วว่ามันแปลก ๆ สรุปก็คือคนที่จะสอบจริง ๆ มีน้อยมาก แต่ทุกคนต้องผ่านวิชานี้ให้ได้เพราะเป็นตัวบังคับ แต่เมื่อไรก็แล้วแต่ความพร้อมของแต่ละคน
เคล็ดลับที่ 2. อย่าคิดว่าการอัดเทปจะทำให้เบาแรงกว่าจดเล็คเชอร์
งานการถอดเทปเป็นเรื่องที่ผมไม่ชอบทำที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะว่ามันเหนื่อยมากและน่าเบื่อ ต้องคอยฟังกลับไปกลับมาหลายรอบ และลงเอยก็ต้องจดลงกระดาษอยู่ดี ผมเลิกอัดเทปไปนานเป็น 20 ปีแล้ว เพราะไม่ได้ผล ดังนั้นผมคิดว่าจดเล็คเชอร์เอาจะง่ายที่สุด จะได้อะไรที่นำมาใช้ทบทวนได้ดีกว่าการอัดเทป ผมจึงฝึกจดเล็คเชอร์มาตั้งแต่เด็ก ๆ ดังนั้นจึงจดได้มากและเร็ว พร้อม ๆ กันนั้นก็คิดไปด้วยถึงเหตุและผลในเรื่องที่กำลังจด
อย่ารอ Power Point จากอาจารย์จนไม่ยอมจดอะไรในชั้นเรียน เพราะหนึ่ง อาจารย์อาจจะลืมอัพโหลดขึ้นเว็ปให้ สอง เว็ปอาจจะมี Password ที่เราไม่รู้ซึ่งหากไม่สามารถถามใครได้ในขณะนั้นก็จะชวด และสาม ในสไลด์อาจจะเขียนไว้คร่าว ๆ หรือไม่ครบ เวลากลับมาทวนก็จะไม่รู้เรื่อง ดังนั้นทางที่ดีควรต้องหัดจดเล็คเชอร์ เคล็ดลับที่ 3. ทำสรุปย่อ
จากต้นฉบับเล็คเชอร์ เราจำเป็นต้องมาทำสรุปอีกครั้ง เพื่อทบทวนความเชื่อมโยงของเนื้อหา เหตุและผล อีกทั้งรายละเอียดต่าง ๆ ที่ปน ๆ กันอยู่ในต้นฉบับ เมื่อนำมาทำสรุปย่อจะรู้ได้ทันทีว่าอะไรที่เราเข้าใจและอะไรที่เรายังไม่เข้าใจ
เคล็ดลับที่ 4. อ่านตามลำดับ น่าสนใจ ยาก ง่าย
ตอนอ่านทวนให้ลำดับบทที่อ่านด้วยคาถานี้ น่าสนใจ ยาก ง่าย ให้อ่านบทที่เราชอบก่อน จากนั้นให้สู้กับบทที่ยากที่สุด เมื่อผ่านไปได้แล้วทีนี้จะเหมือนเดินลงเขา เราจะจัดการกับบทที่ง่ายได้สบาย ๆ แล้วจะทำให้อ่านได้ทันเวลา
เคล็ดลับที่ 5. ถ่ายทอด
หาทางสอนให้เพื่อน ติวให้เพื่อน เขียนให้เพื่อนอ่าน หรืออะไรก็ได้ที่เป็นการถ่ายทอดไปให้ผู้อื่น เพราะเราจะรู้ได้ทันทีว่าเรื่องไหนที่เราแม่นยำแล้ว เรื่องไหนที่เรายังไม่แน่ใจ การสอนให้เพื่อนจะทำให้ทั้งเราทั้งเพื่อนรอดด้วยกันทั้งหมด
เคล็ดลับที่ 6. พยายามเข้าใจให้หมด
อะไรที่เราไม่เข้าใจเราต้องหาทางทำให้เข้าใจให้ได้ทั้งหมด อย่าปล่อยไว้ จุดรั่วจุดเดียวมักกลายเป็นจุดใหญ่ เพราะเนื้อหาบางทีเชื่อมโยงถึงกันหมด เราต้องไปถามอาจารย์ หรือไม่ก็พยายามดูเอกสารที่อาจารย์แนะนำ หรือก็ต้องใช้ความคิดเพ่งเข้าไปว่าตกลงเนื้อหาต้องการสื่ออะไร สมัยนี้สามารถเปิดดูได้จาก Google ด้วยซึ่งสะดวกขึ้นเยอะ เพราะจะต้องมีสักคนในเว็ปที่เขียนอธิบายได้เคลียร์
เคล็ดลับที่ 7. หาข้อสอบเก่า
ลายแทงโบราณเป็นประโยชน์ที่สุด ไม่ต้องหยิ่ง ไม่ต้องเขิน ถ้าไม่มีแล้วจะเสียใจ วิชาที่ผมกำลังจะสอบนี่อาจารย์ถึงกับเอาข้อสอบเก่ามาให้ดูเลยย้อนหลัง 3 ปี เพราะจำเป็นมากสำหรับทิศทางการอ่านหนังสือเตรียมสอบ
เคล็ดลับที่ 8. เก็งข้อสอบ
ความสามารถในการเก็งข้อสอบจะทำให้ได้เปรียบ ถ้าเก็งถูกสักครึ่งหนึ่งก็สอบผ่านแล้ว
เคล็ดลับที่ 9. ซ้อมมือ และซ้อมใจ
เมื่อรู้แล้วว่าข้อสอบน่าจะออกอะไร ทีนี้ก็มาดูทางหนีทีไล่ว่าจะตอบข้อสอบข้อนี้ไปในทิศทางไหน แล้วจะเอาอะไรมาใส่บ้าง ตรงนี้สำคัญมาก ต้องคิด ต้องวางแผน ต้องทบทวนจากตำราว่าควรจะตอบอะไรบ้าง พอได้แผนที่คิดว่าดีออกมาแล้ว ก็ไม่ต้องกลับไปทวนซ้ำในตำราแล้ว ให้ยึดแผนนี้ไว้ก็พอ
หลังจากนั้นก็ซ้อมเขียนจริง แล้วจับเวลา ซ้อมไปตามแผนที่วางไว้ ทำไปเรื่อย ๆ ให้กล้ามเนื้อชำนาญ แล้วสูตรยาก ๆ จะเขียนออกมาได้เองโดยอัตโนมัติเมื่อเขียนผ่านไปได้ประมาณ 100 ครั้ง ผมกลับไปดูตอนสอบ Micro กับ Macro ที่บอนน์ ตอนนั้นสอบวันเดียวกัน แทบแย่เหมือนกัน ก่อนสอบเจ็ดวันไม่ต้องทำอะไร นอกจากหาสมุดมาฝึกเขียนเข้าไป สมุดหมดไปหลายเล่มเพื่อการซ้อมมือนี้ จำลองสถานการณ์การสอบ ลองทำทุกข้อจริง ๆ ในเวลาที่เขากำหนด อย่าตั้งคำถามว่า "เราต้องมาเรียนเรื่องพวกนี้ไปทำไม (ฟะ)" เพราะไม่ใช่เวลาที่จะมาถาม คำถามนี้จะบันทอนกำลังใจและกำลังสติปัญญา จำไว้ว่าหน้าที่ของเราคือสอบให้ผ่าน หน้าที่คือต้องจำให้ได้ ต้องทำให้ได้ ดังนั้นไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น ทำไป ๆ ให้กลั้นใจทำไป คิดเสียว่ามันคืองานของเรา เรื่องจำชื่อคน และจำเรื่องปี ถ้าไม่อยากจำ ให้คิดว่าเป็นการจำชื่อเพื่อน หรือชื่อลูกค้า หรือชื่อแฟน (สมมติว่ามีหลายคน) ของมันต้องจำได้ ไม่มีข้ออ้าง เรื่องแบบจำลองที่เป็นสมการคณิตศาสตร์ บางทีมีขั้นตอนยาวเหยียด ให้จำเฉพาะสมการที่สำคัญสามส่วน คือ หนึ่ง สมการเริ่มต้น สอง สมการที่ใช้เขียนกราฟ และสาม สมการลงจบ สมการเริ่มต้นเป็นตัวบอกว่าเขาเริ่มคิดมาจากพื้นฐานของอะไร มีสมมติฐานอะไรบ้าง จากนั้นสมการที่จะใช้เขียนกราฟเป็นกลไกที่จะบอกว่าเรื่องนี้ได้ผลออกมาได้อย่างไร สุดท้าย สมการลงจบ คือ สมการที่จะใช้สรุปผลว่าแบบจำลองเรื่องนี้บอกอะไร สมการพวกนี้ต้องจำได้ เอาหน่า แค่เขาให้ทำงานให้จำเรื่องนิด ๆ หน่อย ๆ พวกนี้ กลั้นใจทำไป นอกจากซ้อมมือแล้วให้ซ้อมใจด้วย ให้นั่งสมาธิ ทำตัวให้ว่างเปล่า จินตนาการคิดถึงลิ้นชักที่มี 10 ชั้นสำหรับ 10 บท ทวนว่าแต่ละบทชื่อว่าอะไร ท่องให้ขึ้นใจ ท่องกลับไปกลับมาจากหน้าไปหลังแล้วหลังไปหน้าให้ได้ จึ้ไปที่บทไหนก็ต้องบอกชื่อได้ จากนั้นลงลึกไปในแต่ละบทว่ามีอะไรบ้าง ตอนแรกอาจจะยังไม่มีอะไร ให้พยายามค่อย ๆ เติมเข้าไป อันไหนที่คิดไม่ออกให้กลับมาซ้อมมือบนกระดาษอีกครั้ง พยายามลดความตื่นเต้นลง ทำให้นิ่งเข้าไว้ จนถึงตอนไปสอบก็จะได้นิ่ง ๆ แล้วเขียนทุกอย่างที่อยู่ในลิ้นชักนั้นออกมา Herbert von Karajan ยอดคอนดักเตอร์ของโลกกล่าวว่า เราจะไม่แสดงโดยไม่มีการซ้อมมาก่อน นั่นคือ เราจะไม่สอบถ้าไม่ได้ซ้อมมาก่อน ซุนวูบอกว่า ผู้ชนะรู้แล้วว่าต้องชนะถึงออกรบ ผู้แพ้ออกรบก่อนแล้วหวังว่าจะชนะ ผู้ชนะเพียงรอวันทำให้ชัยชนะปรากฎขึ้นให้เห็นจริงเท่านั้น นั่นคือ เรารู้อยู่แล้วว่าข้อสอบจะออกอย่างนี้ ถึงจะไม่เป๊ะ ๆ แต่ก็ทำนองนี้ เราซ้อมมาแล้วอย่างดี ที่เหลือคือเราเพียงแต่ทำให้มันปรากฏบนกระดาษคำตอบเท่านั้น เคล็ดลับที่ 10. เช็ควันเวลาและห้องสอบ
ทุก ๆ คนคงเคยฝันว่าจำไม่ได้ว่าห้องสอบอยู่ที่ไหนและสอบเวลาไหน แล้วก็กระวนกระวายใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร ผมจะเช็ดวันเวลาและห้องสอบที่แน่นอนก่อนเสมอ แล้วก็จะไปลาดตระเวนดูสถานที่ให้เห็นกับตาว่าห้องสอบอยู่ตรงนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้ง
เคล็ดลับที่ 11. อย่าให้ตัวเองไม่สบาย
ดูแลตัวเองดี ๆ ก่อนสอบ ให้ระวังเรื่องอาหาร อย่าทานอะไรที่เสี่ยงจะทำให้ท้องเสีย ระวังเรื่องอากาศ อย่าให้ตัวเองเป็นหวัด และระวังเรื่องอารมณ์ อย่าไปโกรธหรืออารมณ์เสียใส่ใครช่วงเตรียมตัวสอบ ที่สำคัญงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะให้มันไปทำลายสมองเราทำไมก่อนสอบ เอาไว้หลังสอบเสร็จทั้งหมดค่อยฉลอง
เคล็ดลับที่ 12. ให้เข้าห้องน้ำก่อนเข้าสอบ
สนามสอบก็เหมือนสนามรบ เข้าไปแล้วปวดฉี่นี่แย่เลย ทำให้เสียเวลาและเสียสมาธิ ดังนั้นจัดการเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนเข้าห้องสอบ
เคล็ดลับที่ 13. เอาน้ำเข้าไปด้วย ถ้าอาจารย์ให้เอาเข้าไปได้
น้ำสำคัญมากสำหรับสมอง ถ้าสมองขาดน้ำก็จะทำให้คิดอะไรไม่ออก ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็ขออาจารย์เอาน้ำใส่ขวดใสที่มีฝาปิดมิดชิดเข้าไปในห้องสอบด้วย เวลาที่คิดอะไรไม่ออกก็ให้ดื่มน้ำ จะดีขึ้น
เคล็ดลับที่ 14. ตั้งสมาธิ
ก่อนจะทำอะไรให้ตั้งสมาธิให้แน่วแน่ ระลึกถึงคุณของครูบาอาจารย์ที่สั่งสอนเรามา ระลึกถึงคุณของวิชาความรู้ อ่อนน้อมต่อครูอาจารย์ อ่อนน้อมต่อวิชาความรู้ จะเกิดพลังจากธรรมชาติมาหนุนให้เรามีพลังวิเศษที่จะจัดการกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
เคล็ดลับที่ 15. อ่านโจทย์ก่อน อย่าตกหล่น อย่าเสียเวลา อย่าเยิ่นเย้อ ให้ตรงประเด็น
อย่าลืมอ่านโจทย์ก่อน ตอบในสิ่งที่โจทย์ต้องการเท่านั้น ผมเคยให้นักศึกษาทำสอบโดยย้อนจากหลังมาหน้า ปรากฎว่านักศึกษาไม่อ่านโจทย์เลย ทำจากหน้าไปหลังทั้งหมด ซึ่งผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน ผลก็เลยไม่ได้คะแนน ดังนั้นต้องดูโจทย์ก่อนเพราะอาจจะพลิกแพลงวัดเชาว์ปัญญา
ถ้าข้อสอบเลือกได้ว่าจะทำข้อไหนก็ได้ อย่าเสียเวลาเลือกนานว่าจะทำข้อไหน อย่าให้เกิน 5 นาที เห็นว่าข้อไหนน่าจะทำได้ก็กาไว้เลย เลือกให้ครบข้อที่ต้องทำก่อน อย่าตกหล่น เมื่อเลือกได้แล้วก็ลงมือเลย
จำไว้ว่าอาจารย์จะมีธงคำตอบอยู่ในใจ สั้น ๆ ง่าย ๆ ถ้าใครตอบได้ตรงตามนั้นก็ได้คะแนน ดังนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเขียนอะไรเยิ่นเย้อ เข้าประเด็นทันที เขียนไปเลยว่า ?ประเด็นของเรื่องนี้คือ? แล้วก็ตอบไปเลย
การทำข้อสอบภายใต้แรงกดดันของเวลาเป็นวิธีทดสอบว่าแต่ละคนมีความสามารถที่ต่างกันอย่างไร คนที่อ่านมาพอ ๆ กันก็จริง แต่คนที่แม่นยำกว่า กล้าหาญกว่า และตรงประเด็นกว่าก็มักจะทำได้ครบถ้วนและถูกต้องกว่า
ชั่วโมงครึ่ง ไม่มีอะไรต้องเสียแล้ว จะอยู่หรือไป ไม่กี่อึดใจก็รู้
เคล็ดลับที่ 16. ทวนก่อนส่งว่าทำครบไหม
ก่อนส่งอย่าลืมทวนก่อนว่าทำครบทุกข้อหรือไม่ เพราะถึงทำถูกทั้งหมด แต่ลืมทำไปข้อหนึ่งคะแนนก็หายไปเยอะ เมื่อก่อนผมเคยโดนเพื่อนรุมอำว่า ทำข้อปลาหรือยัง ผมก็ว่าปลาไหน เขาก็ว่ามีรูปปลาอยู่ในคำถามแผ่นท้ายสุด แล้วเพื่อน ๆ ทุกคนก็บอกว่ามีจริง ๆ อยู่แผ่นท้ายสุด ผมก็เลยเชื่อว่าทำไม่ครบก็เลยเซ็งไปหลายวันเพราะทำคะแนนหายไปด้วยความสะเพร่าของตัวเอง ในที่สุดเพื่อนก็ยอมเฉลยให้ฟังว่าล้อเล่น
เคล็ดลับที่ 17. อะไรผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป
เมื่อทำข้อสอบเสร็จ บางทีต้องมีสอบตัวต่อไป ไม่ต้องสนใจเรื่องที่ทำผ่านไปแล้ววันนี้ ตั้งหน้าตั้งตาจัดการกับวิชาที่กำลังจะสอบต่อไป เต็มที่ถ้าตกก็ลงใหม่ ก็เท่านั้น คิดอะไรมาก ถึงจบช้าหน่อยก็ยังไม่ตาย อยู่มหาวิทยาลัยไปนาน ๆ จะได้รักมหาวิทยาลัย
เคล็ดลับที่ 18. อดทน สู้ และอ่อนน้อม
ไม่มีใครเกิดมาอยากสอบ ไม่มีใครอยากให้ใครมากดขี่ข่มเหง แต่เราจะเป็นอิสระได้เมื่อเราอดทนและสู้ฟันฝ่าไปให้ได้ เราต้องอดทนกับความยากของวิชาและอาจารย์ และเราก็ต้องสู้กับความโหดและไร้ความปราณีของข้อสอบ เราต้องบ้ากว่า โหดกว่า แต่อ่อนน้อม เมื่อถึงเวลาที่เรา ?ต้องโหด? ก็ต้องเรียกพลังออกมาจัดการกำราบข้อสอบพวกนั้นให้หมด ต้องแสดงให้อาจารย์เห็นว่าเราเหนือกว่าข้อสอบ แต่เมื่อเสร็จแล้วเราก็ยังกลับมาอ่อนน้อมต่อการสั่งสอนจากอาจารย์และคุณของวิชานั้น เพราะยังมีวิชาอีกสารพัดในโลกที่เราไม่รู้ เราทำข้อสอบได้แต่ไม่ได้หมายความว่าเรารู้ทุกอย่างของโลก ดังนั้นต้องอ่อนน้อมต่อธรรมชาติแล้วธรรมชาติก็จะให้พลังแก่เราได้ล่วงรู้ความลับของมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีกเป็นเอนกอนันต์
ให้คิดว่าเราเป็นนักมวย ก่อนชกไหว้ครู โดนชกทนเจ็บ คู่ชกต้องสู้ ชกเสร็จจับมือ กลับมากราบครู (นี่คือ "ผมจะทำเหมือนพ่อผม" เพราะพ่อเป็นนักมวยมาก่อน ขึ้นชกได้เงิน 99 บาท เพื่อจ่ายเป็นค่าเทอม 98 บาท เหลือ 1 บาท สปิริตการเป็นนักมวยและนักสู้จึงได้ถ่ายทอดมาถึงลูก) สรุปแล้วเคล็ดลับนี้มีด้วยกัน 18 ข้อ หมายถึง เก้า คูณ สอง เก้าคือก้าวหน้า คูณสองก็คือก้าวกระโดด ผู้ที่ทำได้ตามเคล็ดลับนี้จะไม่มีวันแพ้ข้อสอบ จะขึ้นชื่อว่าผู้ชนะ จะได้รับรางวัลคือเกียรติยศและอิสรภาพ เป็นผู้หลุดพ้นจากพันธนาการของความรู้สึกเกลียดกลัวการสอบ
|
.jpg)



