Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ข้ามสาขา ภาษาและวัฒนธรรมเยอรมัน แด่ ฟอน คารายาน และ แบร์นชไตน์
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















แด่ ฟอน คารายาน และ แบร์นชไตน์ Print E-mail
คมสัน  สุริยะ
13 ตุลาคม 2552



Herbert von Karajan (1908 - 1989)  และ Leonard Bernstein (1918 - 1990) เสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่ในเวลาไล่เลี่ยกัน 



ผมกลับไปเปิดดูผลงานของท่านทั้งสองที่กำกับวงซิมโฟนี่ซึ่งบรรเลงเพลงซิมโฟนี่หมายเลข 9 ของเบโธเฟนแล้ว (Ode an die Freude) และตระหนักว่าท่านทั้งสองได้เสียชีวิตไปแล้ว  ทำให้ได้ข้อคิดว่าในเวลาที่เรามีชีวิตอยู่  อยากทำอะไรก็ทำให้มันเต็มที่ไปเลย  ไม่ต้องกลัวจะอดตาย  เพราะเราได้ตายแน่นอนอยู่แล้ว



แต่ถ้าต้องตายโดยไม่ได้ทำอะไรเอามันส์   มันก็คงจะน่าเสียดาย




ใครอยากจะกำกับวงซิมโฟนีก็กำกับไป  ใครอยากร้องประสานเสียงก็ร้องไป  ใครอยากเล่นเครื่องดนตรีก็เล่นไป  ทำไปเต็มที่  เอามันส์ไว้ก่อน  ไม่ต้องคิดมาก



คนที่กำลังทำวิทยานิพนธ์  ไม่ต้องกลัวไม่จบ   ทำเอามันส์ไว้ก่อน   จบไม่จบก็แค่ขี้ปากชาวบ้าน   เขาก็มีเรื่องว่าให้เราได้เรื่อย ๆ  ไม่เรื่องนี้ก็เรื่องอื่น   ส่วนความมันส์ไม่มันส์นั้นอยู่กับเราทุกวัน   ถ้าไม่มันส์จะไปทำทำไม   ทำแล้วอมทุกข์แค่เพราะว่ากลัวไม่จบ   ช่างน่าขัน



คนที่ทำวิจัยไม่ต้องกลัวจน  ทำเอามันส์ไว้ก่อน  ไม่มันส์ไม่ต้องทำ  ความจนหรือความรวยก็เป็นแค่ขี้ปากชาวบ้านอีกเช่นกัน  วันหนึ่ง ๆ เราก็ไม่ได้กินอะไรมากเท่าไร  แล้วเราก็กินตุนไว้สำหรับปีหน้าไม่ได้เสียด้วย   และเดี๋ยวก็ตายแล้วจะเอาอะไรไปมาก    ทำงานเอามันส์ไว้ก่อน    



คนเราเต็มที่ก็ตาย   อดตาย  หนาวตาย  เจ็บป่วยไม่มีเงินรักษาก็ตาย   โดนรถชนก็ตาย   อยู่ดี ๆ เส้นเลือดแตกก็ตาย   อยู่ดี ๆ รู้ว่าเป็นมะเร็งก็ตาย  ตายได้หลายแบบ   ตอนที่ยังไม่ตายนี่ทำอะไรเอามันส์ไว้ก่อน  ดีกว่าอยู่นาน ๆ แล้วไม่เคยทำอะไรสนุก ๆ ให้กับตัวเองเลย  เพราะมัวแต่ฟังเสียงคนอื่น  ฟังเสียงสังคม  แม้แต่ตอนตายไปแล้วยังเงี่ยหูฟังว่าคนเขาจะสรรเสริญหรือจะว่าอะไรให้   และยังเงี่ยหูฟังว่าพระจะสวดบทไหนจะดูดีกับเราหรือไม่    ไม่เคยเป็นอิสระจากสังคม   น่าสงสาร




Von Karajan  และ  Bernstein   ตอนกำกับเพลงซิโฟนีของเบโธเฟนไม่ต้องคิดมากเรื่องไม่มีอะไรจะกิน  เล่นเต็มที่  ใส่เต็มที่   ทุ่มสุดตัว  แล้วก็จบ  ใครจะว่าอะไรก็ช่าง  เขาได้ทำแล้ว  




พอเราตายไปไม่มีคนมาสนใจว่าในบัญชีเรามีเงินเหลือเท่าไร  ไม่เคยมีคนบันทีกว่าเรามีเงินเท่าไร  เช่น  Bernstein (1918 - 1990  ตอนตายเขาเหลือเงินสองล้านดอลล่าร์)   ไม่มีคนบันทึกเราอย่างนี้   มีแต่บันทึกว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว   อะไรที่เป็นความเว่อร์ของเราในโลกนี้




ทุ่มสุดตัว  ไม่ต้องกลัวใครว่าเว่อร์   ทำเต็มที่   ทำไปเลยเท่าที่อยากทำ  ไม่ต้องแคร์เสียงนกเสียงกา  เพราะคนพวกนั้นไม่ใช้เวลาทำอะไรมากในแต่ละวันนอกจากคอยวิจารณ์คนอื่น   เพราะเขาก็สงสารตัวเองที่ไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำ  หรือไม่เคยได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่พอสำหรับชีวิตของเขา




ทุ่มไปเลย  ไม่ต้องกลัวจน  ไม่ต้องกลัวคนอื่นว่าจน   เพราะมันไม่ใช่เงินของคนเหล่านั้น  มันคือเงินของเรา  เราจะมีมากมีน้อยมันก็เงินของเรา  ไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นจะต้องมาแคร์   ถ้าเราไม่มีเราก็อดตายของเราเอง  ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาวิจารณ์   คนที่วิจารณ์ก็เพราะเขามองถึงเรื่องความมั่นคงจนเกินกว่าที่จะกล้าลงทุนด้วยเงินเหรียญสุดท้าย   เพื่อซื้อความเป็นอิสระและซื้อทางที่ปูไปถึงฝั่งฝัน    ก็ให้เขานอนกอดเงินของเขาต่อไปด้วยความอุ่นใจและมั่นคง  แต่ก็ไม่ใช่เรื่องของเรา





คนเรากลัวไม่ได้สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตที่เราเห็นว่าเป็นทางที่จะนำมาซึ่งสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับชีวิตภายหน้า  จนเลิกคิดที่จะอยู่กับความมันส์ในแต่ละวัน  เช่น   คนเรากลัวว่าจะทำวิทยานิพนธ์ไม่จบ  เพราะวุฒิปริญญาโทหรือเอกจะนำมาซึ่งเงินเดือนที่มากกว่า  แล้วก็มานั่งกังวล (คำเมืองว่า เป๋นกำกึ้ด)  กับเรื่องวิทยานิพนธ์  ซึ่งเป็นอะไรที่ Fake มาก ๆ   เพราะเจ้าวิทยานิพนธ์นี่กินไม่ได้  วุฒิก็กินไม่ได้  เงินเดือนที่มากขึ้นก็กินไม่ได้มากขึ้นเท่าไร  เคยคำนวณกันจริง ๆ ไหม  





แต่สิ่งที่กินได้คือความสุขในแต่ละวัน  แรงบันดาลใจในแต่ละวัน   อานุภาพของความร่าเริงยินดีปรีดานี้จะนำมาซึ่งทรัพย์มหาศาลมากกว่าเศษโครงกระดูกไก่ที่เขาโยนให้กินนั้น 




คนที่มี Guts ที่แปลว่าลูกบ้า  จะขับเคลื่อนตัวเองไปยังจุดที่ทำเงินได้มหาศาล  เพราะออกนอกวงจรของความมั่นคง  ไปสู่วงจรของความมั่งคั่ง  เหมือนที่ผมเคยไปบรรยายที่โรงเรียนมงฟอร์ตว่าคุณอยากเป็นปลาทองหรืออยากเป็นคนที่มั่งคั่ง   นักศึกษาถามว่าเรียนจบเศรษฐศาสตร์แล้วได้เงินเท่าไร  ผมบอกว่าถ้าคิดแต่เรื่องเงินเดือนก็เป็นปลาทอง   แต่ถ้ามี Guts แล้วจะเห็นวิชาที่ทำเงินมหาศาลอีกมาก  เช่น  วิชาเสกกระดาษให้เป็นเงิน  และวิชาเงินงอกจากดิน   คนที่เรียนจบมาอยากได้ความมั่นคงจะมองไม่เห็นสองวิชานี้  ถึงมองเห็นก็ไม่ลงมือทำ  เพราะต้องสลัดตัวเองออกจากเก้าอี้ของความมั่นคง  ซึ่งพวกเขาไม่กล้าพอที่จะทำอย่างนั้น   คนที่จะทำได้มันต้องบ้า






วิชาอื่นยังมีอีกมาก  เช่น  วิชาต่อท่อร่อนทองคำ   วิชานี้ให้ผลดีกว่าวิชาเสกกระดาษให้เป็นเงินเสียอีก  เพราะไม่ต้องเสียเวลาเสกกระดาษ  แค่ต่อท่อได้ทุกอย่างก็จะไหลมาเทมา    แต่ก็อย่างว่าคนที่จะทำได้ก็ต้องเร่ร่อนไปขอต่อท่อจากที่ต่าง ๆ  ทั่วโลก  และที่สำคัญก็ต้องเปียก  โดยเฉพาะจากการโดนการขากถุยจากคนอื่นจำนวนมาก  ทนได้หรือเปล่า  และที่สำคัญสายน้ำนั้นก็อาจจะไม่มีทองเลยก็ได้  เป็นการเสียเปล่า  กล้าเสี่ยงหรือเปล่า  ถ้าทำได้ทนได้ก็อาจจะได้เห็นทองคำ





คนที่บ้าอย่างนี้ไม่กลัวอนาคต  เขามีความสุขกับปัจจุบัน  แก้ปัญหาเรื่องต่อเรื่อง   และต้องเคยพลาดมาก่อนในเรื่องนั้น  เช่น  เสกกระดาษแล้วไม่ยอมเป็นเงินสักที  ทำยังไงเงินก็ไม่งอกจากดิน  ยิ่งรดน้ำยิ่งเหี่ยว   และต่อท่อยังไงก็ไม่ติด   มันต้องมีประสบการณ์ครั้งแรกอันขื่นขม  แต่ประสบการณ์นั้นจะสอนให้เก่งขึ้นเอง  





เห็น  Von Karajan  และ  Bernstein  แล้ว   ทำให้ปล่อยวางจากสิ่ง Fake ๆ ของโลก   และทำให้มีแรงบันดาลใจที่จะบ้าให้ถึงที่สุด   ถ้าเราไม่บ้าเราจะดึงเอาความอัจฉริยะของเราออกมาได้อย่างไร  เพราะความบ้ากับความอัจฉริยะอยู่ห่างกันนิดเดียว  




ดูซิมโฟนีหมายเลข 9 ของเบโธเฟนที่แต่งขึ้นมาเพราะอยากให้บทกวีของชิลเลอร์ร้องออกมาได้เป็นเพลง  ใครเขาในสมัยนั้นไม่ทำกัน  มันเป็นความบ้าที่บริสุทธิ์   ตอนที่เบโธเฟนคิดออกว่าจะทำอย่างไร  เขาดีใจแทบบ้า  เปิดประตูออกมาแล้วตะโกนว่า  "รู้แล้ว !   รู้แล้ว  !"   เหมือนยูเรกาเลย  ต่างกันนิดเดียวตรงที่เบโธเฟนยังใส่เสื้อผ้าอยู่





น้องชายร่วมวงการของผมชอบถามเสมอเวลาที่ผมเล่าอะไรให้เขาฟังอย่างกระตือรือร้นว่า  "พี่ครับ  ทำไมดูพวกพี่มันส์กันเหลือเกิน (มันกินได้หรือครับพี่)"  นั่นสิ  มันกินได้หรือเปล่า  รู้แต่ว่าเมื่อเรากระตือรือร้นและมันส์ไปกับมัน  งานก็ไหลเข้ามาเทมา  นี่ขนาดไม่ได้ต่อท่อเลยนะ  นั่นก็คงเป็นอีกวิชาหนึ่งคือ  วิชาเคลื่อนกาล-อวกาศ (Drive of time-space)  ซึ่งเป็นหัวใจของการวาร์ป   (การเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง  โดยเราไม่ต้องเคลื่อนที่  แต่ทำให้กาล-อวกาศ ที่ห่อหุ้มเราอยู่เป็นตัวเคลื่อนที่  แล้วพาเราไปด้วย -- ความคิดของ Marc Millis นาซ่า)   เราก็เคลื่อนกาล-อวกาศ ที่ห่อหุ้มเงินนั้นอยู่ไม่ว่าที่ใดก็ตามในโลกให้ย้ายเข้ามาเข้ากระเป๋าเรา   ฟังดูเหมือนเป็นพ่อมดการเงินเลยเน๊าะ  สงสัยไปเรียนเกิร์ทธิงเก้น  แต่จะจบที่ฮอร์กวอร์ด  แต่ไม่ใช่เรื่องการเงินอะไรหรอก  มาจะสรุปให้ฟัง




วิชาเสกกระดาษให้เป็นเงิน  คือ  ความน่าเชื่อถือ (Creditability) และความไว้ใจได้ (Reliability)  เมื่อใดที่มีสองอย่างนี้กระดาษจะกลายเป็นเงิน  แต่หากไม่มีสองอย่างนี้ เงินจะกลายเป็นกระดาษ   แต่ปัญหาก็คือต้องออกแรงเสกกันตลอดเวลา  เพราะความน่าเชื่อถือถูกทำลายง่าย (Discredit) จากลมปากคนอื่น  และความขี้เกียจที่ทำให้แม้แต่เราก็ไม่สามารถไว้ใจตัวเองได้


วิชาเงินงอกออกมาจากดิน  ก็คือ เราไม่ต้องทำอะไรมาก  กาลเวลาก็ทำให้ต้นไม้โตขึ้นได้เอง  หมั่นรดน้ำพรวนดินนิดหน่อยเท่านั้น  ฟังดูเข้าท่าแต่ทำได้เฉพาะบางฤดูกาล  นอกฤดูกาลต่อให้ปลูกให้ตายก็ไม่งอกมีแต่จะเหี่ยว


วิชาต่อท่อร่อนทองคำ  ก็คือ  สายแร่ทองคำมันมีอยู่แล้วในโลกนี้ เราแค่ไปต่อเชื่อมเอามันมา  แต่ปัญหาคือมันต้องแย่งกันต่อท่อ  เพราะใคร ๆ ก็จ้องต่อท่อเหมือนกัน  ต้องใช้กำลังภายในแหวกเข้าไปให้ถึงปลายท่อฝั่งโน้นก่อนใคร  แถมยังต้องลงทุนเชื่อมท่ออย่างแน่นหนาจะรั่วไม่ได้  มันก็เลยต้องออกแรงมากและต้องมืออาชีพมาก ๆ


วิชาเคลื่อนกาล-อวกาศ  ก็คือ  เสน่ห์   เพราะแววตาของความกระตือรือร้นและความกล้าได้กล้าเสียและการทุ่มเทสุดตัวของเรามันขับเอาพลังทุกอณูออกมาอย่างเต็มที่  ทุ่มสุดตัว  เหมือน Von Karajan  และ Bernstein  ตอนกำกับวงซิมโฟนีนั่นไง   ใครไม่ได้มาดูก็น่าเสียดายแย่เลย  ดังนั้นบัตรแพงแค่ไหนก็ซื้อหล่ะ   นั่นไงวาร์ปเงินจากกระเป๋าผู้ชมเข้ากระเป๋าของทั้งสองท่านแล้ว  แต่ก็คุ้มใช่ไหม




ท่านที่สงสัยว่าทำไมผมมาเฉลยเคล็ดลับวิชาทำเงินทั้งสี่วิชาไว้ในบทความฉบับนี้   ทั้ง ๆ ที่บรรยายไว้นานแล้วแต่ไม่เคยเฉลยที่ใดทั้งหมด    ผมอยากเรียนว่าท่านใดก็ตามที่ให้เกียรติเข้ามาเคารพหลุมศพของ Von Karajan และ Bernstein  สองผู้ยิ่งใหญ่  ย่อมได้รับพรอันวิเศษกลับไป เพราะวิชาสุดท้ายนั้นเราต้องเรียนจากการได้เห็นท่านทั้งสองกำกับวงซิมโฟนี และถ้าให้ดีก็ต้องเป็นเพลงนี้ของเบโธเฟน   ส่วนใครที่มองข้ามไปแล้วแสวงหาแต่บทความเรื่องเงินเงินเงินอยู่อย่างเดียว  ไม่เคยซาบซึ้งกับเรื่องความสวยงามของโลกและความยิ่งใหญ่ของบุคคลในอดีต  ก็จะไม่มีวันได้พบกับเคล็ดลับนี้   นั่นเป็นสิ่งที่เขาสาปตัวเอง  ผมไม่สามารถช่วยปลดคำสาปนั้นได้




Herbert von Karajan (Ode an die Freude Part 1)

Herbert von Karajan (Ode an die Freude Part 2)



Leonard Bernstein (Ode an die Freude Part I)

Leonard Bernstein (Ode an die Freude Part II)

Leonard Bernstein (Ode an die Freude Part III)







ท้ายที่สุดนี้ฝากคำแปลอีกท่อนหนึ่งของเพลง Ode an die Freude ไว้สำหรับผู้ที่ต้องการได้รับความรื่นเริงยินดีกับชีวิต  ดังนี้





Wem der grosse Wurf gelungen
ผู้ใดที่ได้รับมอบภารกิจอันใหญ่หลวง



Eines Freundes Freund zu sein,
ให้เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน



Wer ein holdes Weib errungen,
ผู้ใดได้รับความสัตย์ซื่อจากภรรยา



Mische seinen Jubel ein!
สามารถร่วมในวงอันรื่นเริงยินดีนี้ได้



Ja, wer auch nur eine Seele
และนั่นก็สำหรับผู้ใดที่สามารถเอาชนะใจของใครได้แม้เพียงหนึ่งเดียว



Sein nennt auf dem Erdenrund!
ในบรรดาเหล่าวิญญาณทั่วทั้งโลกนี้เช่นกัน



Und wer's nie gekonnt, der stehle
แต่หากใครไม่สามารถทำได้เช่นนี้แล้ว



Weinend sich aus diesem Bund.

จงจากไปจากวงนี้อย่างเศร้าโศกา






Fruede sch?ner G?tterfunken,  G?tterfunken!

ความร่าเริงยินดี  ความเปล่งปลั่งแห่งรัศมีสรวงสวรรค์  ความสว่างไสวที่ประทานมาจากสรวงสวรรค์  แด่ทุกท่านทั่วกัน 








กลับไปสู่ Ode an die Freude



 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ