Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ตำราเรียน แนะแนวการทำวิทยานิพนธ์ เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาของฉันเป็นศัตรู
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาของฉันเป็นศัตรู Print E-mail
คมสัน  สุริยะ
13 ตุลาคม 2552



สำหรับนักศึกษาที่กำลังทำวิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ไม่ว่าระดับชั้นไหน  คุณต้องมองโลกในแง่ดี  อย่ามองอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นศัตรู 



อาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีใครอยากเป็นศัตรูกับคุณ  ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องตั้งตนเป็นศัตรูกับอาจารย์ที่ปรึกษาก่อน 



วันนี้ผมอยากพูดในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาคนหนึ่งที่มีประสบการณ์มาประมาณ 7 ปี  นักศึกษาจบกับผมไปแล้วไม่ต่ำกว่า 100 คนทั้งระดับปริญญาตรีและโท   ผมพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาอาจจะมีความไม่ราบรื่นบ้าง  ด้วยเหตุผลต่อไปนี้


1.  แน่นอนว่าอาจารย์ที่ปรึกษาสามารถเป็นก้างชิ้นโตที่จะขวางไม่ให้คุณสำเร็จการศึกษา  คุณก็เลยต้องเกรง ๆ หรือบางทีก็กลัว  แต่ไม่ว่าจะเกรงหรือกลัว  คุณก็เลย "ไม่กล้า"  พอแสดงออกว่าไม่กล้าก็เลยกลายเป็นว่าคุณดูเหมือน "ไม่มีอะไร"   แต่โดยทั่วไปอาจารย์ที่ปรึกษาอยากได้นักศึกษาที่เก่งและดูมีกึ๋น  เมื่อคุณดูไม่มีกึ๋น  อาจารย์ก็เลยไม่ค่อยชอบคุณ 


2.  คุณอยากทำอย่างหนึ่ง  อาจารย์ที่ปรึกษาก็อยากทำอย่างหนึ่ง  ไม่ลงตัว


3.  ที่สำคัญก็คืออาจารย์ที่ปรึกษาอยากให้คุณทำในสิ่งที่คุณดันไม่มีความรู้เรื่องนั้นเลย  เช่น  เศรษฐมิติ


4.  และที่สำคัญกว่านั้น  อาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีเวลามาสอนทุกอย่างให้  เช่น เปิดคอร์สสอนเศรษฐมิติให้คุณคนเดียว หรือพรรคพวกอีกสองสามคน ในเมื่อมีคอร์สตามปกติที่คุณสามารถลงได้อยู่แล้ว  (แต่คุณอ้างสารพัดเพื่อที่จะไม่ลง เช่น เวลาไม่ตรง  เรียนไม่รู้เรื่อง อาจารย์ที่ปรึกษาก็อาจจะไม่มีเวลาตรงกับคุณได้ตลอด และอาจจะไม่สามารถทำให้คุณเรียนรู้เรื่องได้ดีไปกว่าอาจารย์ที่สอนวิชานั้นอยู่แล้วเป็นประจำ)


5.  เมื่อเกิดความไม่ได้ดั่งใจกันทั้งอาจารย์และนักศึกษาก็เกิดปัญหาระหองระแหงกัน  ฝ่ายนักศึกษาก็เลยแอบไปหาที่พึ่งที่อื่น  นัยว่าไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาเงา (shadow)   ซึ่งยิ่งทำให้เรื่องยุ่งกันไปใหญ่  เพราะคุณแน่ใจหรือว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของคุณเขาจะเอาด้วยกับความคิดของอาจารย์ที่ปรึกษาเงา   เผลอ ๆ คุณก็กำลังสร้างศึกระหว่างสองผู้ยิ่งใหญ่  โดยตัวคุณเองอยู่ตรงกลาง  มีแต่จะโดนบดแหลกมาจากทั้งสองด้าน



แล้วจะให้ทำอย่างไร



เราต้องแก้ที่สาเหตุทีละจุด ดังนี้


1.  นักศึกษาอย่าหงอ   อธิบายให้ฉะฉาน  ตรงไปตรงมา  ตรงไหนไม่รู้ก็บอกว่ายังไม่รู้   ตรงไหนมั่นใจก็ค่อย ๆ อธิบายช้า ๆ และชัดเจน  แต่อย่าก้าวร้าว  แล้วอาจารย์ที่ปรึกษาจะเริ่มชอบเรามากขึ้น

นักศึกษาเถียง:  ทำไม่ได้อ่ะ  
คมสันตอบ:  ก็ต้องฝึก  ผมอายุมากขนาดนี้ยังต้องไปฝึกคอร์ส English presentation skill เลย    แต่ถ้าทำไม่ได้จริง ๆ ก็จงหงอต่อไป แล้วก็เข้าวงจรเดิม


2.  นำเสนอเรื่องที่ตัวเองต้องการทำก่อน  ถ้าอาจารย์อยากให้ทำในประเด็นไหนเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนประเด็น  ถ้าเราไม่รู้เรื่องในประเด็นนั้นก็ให้ถามตรง ๆ ว่าเราควรจะทำในแนวไหนหรือมีขั้นตอนและรายละเอียดอย่างไร  ในเมื่ออาจารย์เสนอมาได้เขาก็ต้องแนะนำได้  ปกติอาจารย์ที่ปรึกษาจะไม่เอาแต่สั่งแล้วบอกให้นักศึกษาไปศึกษาเพิ่มเติมเอาเอง  เพราะนั่นไม่ใช่แนวทางที่ถูกของการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา  ถ้าเขาทำอย่างนั้น  ก็ต้องถูกอาจารย์คนอื่นมองไม่ดีเอา  เขาจึงจะไม่ทำอย่างนั้น   


นักศึกษาเถียง:  อาจารย์สั่งมาอย่างเดียวไม่บอกวิธีทำเลยอ่ะ  ถ้าผม/หนูถามเขาก็ว่าโง่  ไม่รู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง
คมสันตอบ:  บางทีก็ต้องยอมโง่  แล้วพูดเรียบ ๆ ว่า  "อาจารย์ครับ/คะ  ที่อาจารย์เสนอมาผมก็เห็นด้วย  แต่ผมไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย  ไม่ทราบว่าอาจารย์จะพอแนะนำให้ผมไปเรียนวิชานี้กับอาจารย์ท่านใด   หรือกรุณาแนะนำหนังสือให้อ่านประกอบได้ไหมครับ/คะ"    เมื่อพูดกันดี ๆ อย่างนี้แล้วอาจารย์ก็คงจะใจอ่อนยอมชี้ทางให้   หรือถ้าอาจารย์ยังบอกว่า  "คุณนี่มันไม่มีมันสมอง หนังสือมีถมเถไม่รู้จักอ่าน"   แบบนี้ก็ไม่ใช่แนวทางที่ถูกของการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา



3.   เรื่องที่คุณไม่มีความรู้ก็ต้องขวนขวายไปหาเรียนเอา   เช่น  Neural Networks อาจารย์ไกรศร เปิดทุกเทอมสอง  ก็เข้าไปพบอาจารย์แล้วก็บอกว่าขอนั่งเรียนด้วย  อาจารย์ไม่หวงหรอกครับ  แค่มีคนมาเพิ่มอีกหนึ่งคนในห้องเรียนเท่านั้นเอง ไม่ได้หนักหนาอะไร    วิชาเศรษฐมิติของอาจารย์ทรงศักดิ์ก็ไปขอนั่งเรียนได้  อาจารย์ใจดี  ยิ่งมีคนสนใจมาเรียนด้วยยิ่งชอบ   ส่วนอีกหน่อยถ้าผมกลับไปจะไปเปิดวิชา CGE ให้นะครับ  (ในหลักสูตรยังไม่มี  แต่เราอาจจะขอเปิดเพิ่ม หรือไม่ก็แทรกเข้าไปในบางวิชาระดับปี 4)   วิชาอื่นที่จำเป็นต้องรู้สำหรับการทำวิทยานิพนธ์ก็ไปขอนั่งเรียนด้วยเถอะครับ  เหนื่อยหน่อยแต่มีแต่ได้กับได้ในระยะยาว   อย่ามัวแต่อ้างโน่นอ้างนี้อยู่เลย


นักศึกษาเถียง:  ไม่มีเวลาอ่ะ
คมสันตอบ:  ก็ดีครับ  คุณก็จะไม่มีเวลาที่จะจบเหมือนกัน

นักศึกษาเถียง:  อาจารย์วิชานั้นไม่ยอมให้ไปนั่งเรียนด้วย
คมสันตอบ:  แน่ใจหรือครับว่าถามเขาแล้ว   ผมเห็นอาจารย์เกือบทั้งหมดไม่มีใครปฏิเสธ

นักศึกษาเถียง:  อาจารย์บอกว่าถ้าไปนั่งเรียนแล้ว ต้องสอบด้วยอ่ะ
คมสันตอบ:  สอบก็สอบสิครับ  จะกลัวไปทำไม  อย่างมากก็แค่ตก  เขาให้เราสอบ  แต่ไม่ได้บอกว่าต้องสอบผ่านนี่ครับ  เรื่องสำคัญคือเราได้ไปนั่งเรียนและได้ความรู้ไปเรียบร้อยแล้ว




4.  หน้าที่ของอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ได้มาจับมือคุณทำวิทยานิพนธ์ทุกขั้นตอน  หน้าที่หลักคือตะล่อมคุณให้เข้าที่เข้าทางและลงจบได้  ตั้งแต่การตั้งคำถาม  วิธีหาคำตอบ  ดูความสมเหตุสมผลของคำตอบและข้อสรุป    เขาไม่ได้มีหน้าที่มาสอนเศรษฐมิติให้คุณ  หรือแม้แต่  Neural Networks  หรือ  CGE   ดังนั้นคุณต้องไปหาเรียนเรื่องที่คุณไม่รู้เอาเองในชั้นเรียนปกติ


นักศึกษาเถียง:  ไม่มีวิชานั้นในชั้นเรียนปกติ
คมสันตอบ:  ถ้าอย่างนั้นมีหนังสือไหม  ถ้ามีก็อ่านหนังสือเอา  ถ้าไม่เข้าใจก็มาถามอาจารย์เป็นครั้ง ๆ ได้  แต่ไม่ใช่ให้สอนให้ทั้งหมด


นักศึกษาเถียง:  ไม่มีหนังสือด้วยอ่ะ
คมสันตอบ:  ที่ไหนก็ไม่มีเหรอ  เมื่อก่อนผมต้องถ่อไปห้องสมุดบางแห่งเพื่อให้ได้หนังสือที่ผมอยากได้  มันจะไม่มีในประเทศไทยเลยเหรอ  หรือหาซื้อจาก Amazon อะไรไม่ได้เลยเหรอ


นักศึกษาเถียง:  ก็มันเป็นภาษาอังกฤษน่ะ
คมสันตอบ:  กลั้นใจอ่านไป


นักศึกษาเถียง:  ไม่ว่าภาษาไทย ภาษาอังกฤษก็ไม่มีหนังสือเลยอ่ะ
คมสันตอบ:  ถ้างั้นก็อย่าทำเรื่องนั้น  ไปบอกอาจารย์ที่ปรึกษาว่าไม่มีชั้นเรียนให้เข้าเรียน และไม่มีหนังสืออ่านประกอบเลยแม้แต่เล่มเดียว  อาจารย์คงจะหาอย่างอื่นให้ทำ  หรือไม่ก็อาจจะอุทานว่า  จริงเหรอ  ผมยังเคยอ่านอยู่เลย   ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ยืมหนังสือของอาจารย์นั่นแหละไปอ่าน   คิดง่าย ๆ ว่าถ้าอาจารย์ไม่เคยเรียนมาแล้วอาจารย์จะเอาความรู้ที่ไหนมาบอกคุณ  มันต้องมีหนังสืออย่างน้อยก็ที่อาจารย์ของคุณเคยอ่านมาก่อนอย่างแน่นอน  เพียงแต่มันจะเล่มไหนเท่านั้น  




5.  อย่าพยายามหันหน้าไปพึ่งคนอื่น  เพราะอาจารย์ที่ปรีกษาควรมีเพียงคนเดียว  โดยปกติผมจะปฏิเสธไม่ให้คำปรึกษาแก่คนที่ไม่ใช่นักศึกษาของผม  เพราะรังแต่จะทำให้เกิดความสับสนและอาจจะก่อให้เกิดการทะเลาะกันระหว่างอาจารย์สองคน  ซึ่งคนรับเคราะห์ก็คือตัวนักศึกษาเอง


นักศึกษาเถียง:  แต่เข้ากับอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ได้เลยอ่ะ
คมสันตอบ: พยายามแล้วหรือยัง   คนเราอยู่ด้วยกันก็ต้องหันหน้าเข้าหากัน  ไม่ใช่ตั้งป้อมว่าเข้ากันไม่ได้อย่างเดียว  ลองศึกษาดูว่าอาจารย์ชอบแนวไหน  อ่านงานของอาจารย์ดูหรือยัง  ไปพบบ่อย ๆ  ศึกษานิสัยใจคอของอาจารย์   รู้หรือเปล่าว่าอาจารย์ชอบอะไรไม่ชอบอะไร   ลองส่งงานให้ดูบ้างไหม  อาจารย์แก้มาตรงไหน   คอมเม้นท์มาเรื่องไหน  ก็แสดงว่าอาจารย์ให้ความสำคัญตรงจุดนั้น   อาจารย์สองคนก็ชอบไม่เหมือนกันและให้น้ำหนักของเรื่องต่าง ๆ ไม่เท่ากัน  แล้วอาจารย์ของเราให้น้ำหนักในเรื่องไหนมากเรื่องไหนน้อย  คุณรู้หรือเปล่า  ถ้ายังไม่รู้ก็แปลว่าคุณห่างเหินกับอาจารย์ที่ปรึกษาเกินไป  ทางออกก็คือให้เข้าพบและส่งงานบ่อย ๆ  


นักศึกษาเถียง:  แต่งานยังไม่ Perfect เลยอ่ะ  ส่งไปกลัวอาจารย์ด่า
คมสันตอบ:  คุณยังไม่ใช่มืออาชีพ  แล้วจะทำงานให้ Perfect ทันทีได้อย่างไร   คุณต้องหมั่นเขียนส่งไป   อาจารย์ด่านั่นแหละดี  เราจะได้มีข้อมูลมากขึ้นเกี่ยวกับเขา  แล้วปรับตัวให้เข้ากับเขาในคราวต่อ ๆ ไป  นักศึกษาบางคนส่งงานมาให้ดูครั้งละหนึ่งหน้า  เขียนก็ไม่ได้เรื่อง  ผมก็ขัดเกลาให้ทีละหน้า ๆ อย่างนั้น   นักศึกษาก็รับคืนไปพร้อมคำบ่นเล็กน้อยจากผมอยู่ตลอด  ตอนนี้เขาเก่งที่สุดคนหนึ่งในบรรดานักวิจัยรุ่นเล็กของ มช.




คำแนะนำสำหรับอาจารย์ใหม่ที่ต้องมาเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์



สำหรับน้อง ๆ ที่พึ่งเข้ามาเป็นอาจารย์ใหม่ พี่ได้เห็นฝีไม้ลายมือของน้องมานานพอสมควรแล้วเชื่อได้ว่าในทางวิชาการน้อง ๆ ไม่เป็นรองใคร แต่ตอนนี้ต้องมาสวมบทเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว พี่จึงอยากจะฝากข้อคิดไว้ให้น้อง ๆ ดังนี้


1.  ใจเขาใจเรา อย่าลืมตอนที่เราเป็นนักศึกษา เราอยากให้อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นแบบไหน เราก็ต้องพยายามทำตัวเองให้เป็นแบบนั้น และพยายามไม่ทำให้เป็นแบบตรงกันข้าม


2.  ใจเย็น   อย่าโมโห อย่าว่าอะไรนักศึกษาแรง ๆ อย่าใช้คำไม่ดีที่ทำให้นักศึกษารู้สึกต้อยต่ำ เขายังไม่ใช่มืออาชีพ เขาจะทำถูกใจเราไปหมดได้อย่างไร คิดถึงเมื่อก่อนที่พวกเราก็ทำอะไรไม่เป็นเหมือนกัน เราก็อยากให้อาจารย์ใจเย็นกับเรา


3.  ใจดี   อย่ารีบปฏิเสธนักศึกษาทันทีถ้าเรื่องที่เขาจะทำไม่ตรงใจเรา   เพราะยากอยู่ที่จะมีคนที่อยากทำเรื่องที่เราสนใจ   ในร้อยเรื่องมีสักสิบเรื่องก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว   นักศึกษาอาจจะทำอะไรที่ค่อนไปทางความสนใจของเขา แต่เฉียด ๆ มาทางความสนใจของเรา แล้วเราอาจจะพอแนะนำได้   แต่ถ้าคิดว่ามีอาจารย์ท่านอื่นที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นเป็นพิเศษ ก็ลองถามนักศึกษาว่าได้ไปทาบทามอาจารย์ท่านนั้นหรือยัง บางทีเขาก็ไปมาแล้วแต่ว่าเต็ม   เราก็ต้องเห็นใจนักศึกษาด้วย เพราะถ้าเขาไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วเขาจะจบได้อย่างไร


4. ใจกว้าง   รับฟังเรื่องที่นักศึกษาเสนอก่อน อย่าพึ่งเอาแต่ใจตัวเองว่าต้องทำนั่น นี่ นั่น และก็โน่น ตกลงเรากำลังสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมา หรือว่าเรากำลังจะสร้างคนที่ทำวิจัยเป็นขึ้นมา อะไรที่มันยังเป็นจุดอ่อนก็ให้ใช้วิธีถามเข้าไปตรงจุดนั้น ให้นักศึกษาเข้าใจว่าต้องปรับปรุง ไม่ใช่เราสั่งให้ปรับปรุงแต่นักศึกษาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น   และที่สำคัญก็คือถ้าแนะนำอะไรให้ไปปรับปรุงแล้ว เราก็ควรต้องมี Material  หรือ Tutorial ให้เขาได้มีแนวทางสำหรับการศึกษาด้วยตนเองด้วย ไม่ใช่สักแต่สั่งให้ไปทำ อย่างน้อยก็แนะนำว่าควรไปลงเรียนวิชาใดกับอาจารย์ท่านใด หรือมีหนังสืออะไรที่ควรอ่าน แล้วถ้ามันเป็นหนังสือของน้องเอง พี่รู้ว่าโดยปกติน้องหวง แต่ก็ให้นักศึกษายืมไปอ่านเถอะ ถ้ากลัวเขาทำพังก็บอกว่าเดี๋ยวอาจารย์จะถ่ายเอกสารมาให้ก็แล้วกัน
 
 
5. ใจกว้างกว่านั้นอีก   ถ้าเห็นว่านักศึกษากับเราไปกันไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง อยู่ไปก็ไม่จบแน่ ก็ควรจะอนุญาตให้เขาเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาได้ ไม่ต้องขังเขาไว้ และไม่ต้องคิดว่าเป็นการเสียหน้า เพราะถึงดันทุรังอยู่กันไปก็เสียเวลาเปล่าทั้งคู่
 
 
6. ใจสบาย ๆ   ไม่ต้องไปกดดันนักศึกษาว่านี่ทำกับเราแล้วต้องมาตรฐานสูง ต้องตีพิมพ์ได้   เพราะนั่นมันลายเซ็นต์ของเราอยู่บนปกวิทยานิพนธ์ของคุณ มันจึงต้องดี มันจึงต้องเด่น มันจึงต้องเป็นสง่า    พี่ว่าอย่าเว่อร์   ถ้าน้องอยากทำให้มาตรฐานสูงหรืออยากตีพิมพ์ได้ ก็เอาไว้ทำกับงานของน้องเอง ไม่ต้องไปกดดันเอากับนักศึกษา เพราะนักศึกษาก็มีความสามารถหลากหลายกันไป และที่แน่นอนเขาก็ยังไม่เก่งถึงขั้นน้อง ไม่งั้นเขาก็คงเปลี่ยนมาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของน้องแล้ว แล้วน้องจะคาดหวังเขามากเกินไปทำไม   เราชี้แนวทางที่ถูกที่ควรที่ทำให้ได้มาตรฐาน ส่วนเรื่องที่เขาจะไปได้ไกลแค่นั้นนั่นมันเรื่องของเขา   วิทยานิพนธ์นั้นชื่อของเขา   ชื่อของเรามีอยู่ด้วยก็จริง   แต่มันก็ขึ้นชื่อว่าเป็นวิทยานิพนธ์ของเขาไม่ใช่ของเรา หรือว่าวิทยานิพนธ์ของน้องไม่ใช่ของน้อง แต่เป็นของอาจารย์น้อง ก็ไม่ใช่ จริงไหม ดังนั้นเขาก็ต้องรับผิดชอบชื่อของเขาด้วยตัวเขาเอง เราก็อย่าไปอีโก้จัดว่ามีชื่อของเราอยู่ด้วยแล้วมันต้องเลิศ นั่นจะทำให้ชีวิตแย่ด้วยกันทั้งครูทั้งนักเรียน    
 
 
 ถ้ามหาวิทยาลัยบังคับว่างานจะต้องตีพิมพ์ได้ นั่นก็เป็นความรับผิดชอบของนักศึกษาที่จะมาปรึกษาเราว่าควรทำอย่างไรจึงจะตีพิมพ์ได้ ควรเพิ่มตรงไหน มันควรเป็นความต้องการจากนักศึกษา ไม่ใช่เพราะว่ามันมีชื่อเราอยู่ในนั้น    และแน่นอนว่าเราก็ต้องแนะนำให้เขาทำงานออกมาดีจนตีพิมพ์ได้  ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานขึ้นในการทำงานให้ดีขึ้น   แต่ถ้าไม่ได้มันก็ไม่ได้เป็นความผิดของเราฝ่ายเดียว เราอาจจะเสียหน้านิดหน่อยที่สำนักพิมพ์เขาปฏิเสธงานที่เราเป็นที่ปรึกษา  


แต่เชื่อพี่เถอะ ในฐานะเป็นกรรมการของวารสารหลายฉบับพี่เคยปฏิเสธงานไม่ให้ตีพิมพ์มามากแล้ว  แต่ไม่เคยคิดว่าเป็นความผิดของอาจารย์ที่ปรึกษาของงานเหล่านั้น เพราะพี่ถือว่านักศึกษาคือคนเขียนงาน เขาย่อมต้องรับผิดชอบโดยตรงกับงานของเขา   ถ้าพี่ต้องยอมให้ลงตีพิมพ์เพียงเพราะชื่อของใครบางคนเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา แล้วถ้าไม่ยอมก็ต้องมีเรื่องกัน  แบบนี้ก็คงต้องมีเรื่องกับอาจารย์หลายร้อยคนทั่วประเทศ แต่นี่ก็ไม่มีเลย เพราะอาจารย์เหล่านั้นเขาไม่ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว   พวกเขาทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว เพียงแต่นักศึกษาจะทำได้ดีมากน้อยเพียงใดก็สุดแล้วแต่นักศึกษา   


ที่เยอรมันเอง อาจารย์ที่เก่งที่สุดเวลาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาก็ใช่ว่าจะได้รับการตีพิมพ์ทุกครั้งไป   เขาก็ไม่ได้โกรธอะไร ก็ลองหาวารสารอื่น หรือไม่ก็มาช่วยกันดูอีกทีว่าขาดอะไรไป แล้วก็เสริมเข้าไปใหม่   นักศึกษาก็จบช้าหน่อย   


การโมโหสำนักพิมพ์แล้วมาลงที่นักศึกษาว่าไม่ได้เรื่องแล้วพลอยทำให้อาจารย์เสียหน้าไปด้วยนี้เป็นการกระทำที่ ขาดวุฒิภาวะ ขอน้อง ๆ ทั้งหลายจงอย่าได้ทำอย่างนั้นเป็นอันขาดในชีวิตการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา 









กลับสู่สารบัญ



 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ