| เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาของฉันเป็นศัตรู |
|
|
|
คมสัน สุริยะ 13 ตุลาคม 2552 สำหรับนักศึกษาที่กำลังทำวิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ไม่ว่าระดับชั้นไหน คุณต้องมองโลกในแง่ดี อย่ามองอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นศัตรู อาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีใครอยากเป็นศัตรูกับคุณ ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องตั้งตนเป็นศัตรูกับอาจารย์ที่ปรึกษาก่อน วันนี้ผมอยากพูดในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาคนหนึ่งที่มีประสบการณ์มาประมาณ 7 ปี นักศึกษาจบกับผมไปแล้วไม่ต่ำกว่า 100 คนทั้งระดับปริญญาตรีและโท ผมพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาอาจจะมีความไม่ราบรื่นบ้าง ด้วยเหตุผลต่อไปนี้ 1. แน่นอนว่าอาจารย์ที่ปรึกษาสามารถเป็นก้างชิ้นโตที่จะขวางไม่ให้คุณสำเร็จการศึกษา คุณก็เลยต้องเกรง ๆ หรือบางทีก็กลัว แต่ไม่ว่าจะเกรงหรือกลัว คุณก็เลย "ไม่กล้า" พอแสดงออกว่าไม่กล้าก็เลยกลายเป็นว่าคุณดูเหมือน "ไม่มีอะไร" แต่โดยทั่วไปอาจารย์ที่ปรึกษาอยากได้นักศึกษาที่เก่งและดูมีกึ๋น เมื่อคุณดูไม่มีกึ๋น อาจารย์ก็เลยไม่ค่อยชอบคุณ 2. คุณอยากทำอย่างหนึ่ง อาจารย์ที่ปรึกษาก็อยากทำอย่างหนึ่ง ไม่ลงตัว 3. ที่สำคัญก็คืออาจารย์ที่ปรึกษาอยากให้คุณทำในสิ่งที่คุณดันไม่มีความรู้เรื่องนั้นเลย เช่น เศรษฐมิติ 4. และที่สำคัญกว่านั้น อาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีเวลามาสอนทุกอย่างให้ เช่น เปิดคอร์สสอนเศรษฐมิติให้คุณคนเดียว หรือพรรคพวกอีกสองสามคน ในเมื่อมีคอร์สตามปกติที่คุณสามารถลงได้อยู่แล้ว (แต่คุณอ้างสารพัดเพื่อที่จะไม่ลง เช่น เวลาไม่ตรง เรียนไม่รู้เรื่อง อาจารย์ที่ปรึกษาก็อาจจะไม่มีเวลาตรงกับคุณได้ตลอด และอาจจะไม่สามารถทำให้คุณเรียนรู้เรื่องได้ดีไปกว่าอาจารย์ที่สอนวิชานั้นอยู่แล้วเป็นประจำ) 5. เมื่อเกิดความไม่ได้ดั่งใจกันทั้งอาจารย์และนักศึกษาก็เกิดปัญหาระหองระแหงกัน ฝ่ายนักศึกษาก็เลยแอบไปหาที่พึ่งที่อื่น นัยว่าไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาเงา (shadow) ซึ่งยิ่งทำให้เรื่องยุ่งกันไปใหญ่ เพราะคุณแน่ใจหรือว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของคุณเขาจะเอาด้วยกับความคิดของอาจารย์ที่ปรึกษาเงา เผลอ ๆ คุณก็กำลังสร้างศึกระหว่างสองผู้ยิ่งใหญ่ โดยตัวคุณเองอยู่ตรงกลาง มีแต่จะโดนบดแหลกมาจากทั้งสองด้าน แล้วจะให้ทำอย่างไร เราต้องแก้ที่สาเหตุทีละจุด ดังนี้ 1. นักศึกษาอย่าหงอ อธิบายให้ฉะฉาน ตรงไปตรงมา ตรงไหนไม่รู้ก็บอกว่ายังไม่รู้ ตรงไหนมั่นใจก็ค่อย ๆ อธิบายช้า ๆ และชัดเจน แต่อย่าก้าวร้าว แล้วอาจารย์ที่ปรึกษาจะเริ่มชอบเรามากขึ้น นักศึกษาเถียง: ทำไม่ได้อ่ะ คมสันตอบ: ก็ต้องฝึก ผมอายุมากขนาดนี้ยังต้องไปฝึกคอร์ส English presentation skill เลย แต่ถ้าทำไม่ได้จริง ๆ ก็จงหงอต่อไป แล้วก็เข้าวงจรเดิม 2. นำเสนอเรื่องที่ตัวเองต้องการทำก่อน ถ้าอาจารย์อยากให้ทำในประเด็นไหนเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนประเด็น ถ้าเราไม่รู้เรื่องในประเด็นนั้นก็ให้ถามตรง ๆ ว่าเราควรจะทำในแนวไหนหรือมีขั้นตอนและรายละเอียดอย่างไร ในเมื่ออาจารย์เสนอมาได้เขาก็ต้องแนะนำได้ ปกติอาจารย์ที่ปรึกษาจะไม่เอาแต่สั่งแล้วบอกให้นักศึกษาไปศึกษาเพิ่มเติมเอาเอง เพราะนั่นไม่ใช่แนวทางที่ถูกของการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ถ้าเขาทำอย่างนั้น ก็ต้องถูกอาจารย์คนอื่นมองไม่ดีเอา เขาจึงจะไม่ทำอย่างนั้น นักศึกษาเถียง: อาจารย์สั่งมาอย่างเดียวไม่บอกวิธีทำเลยอ่ะ ถ้าผม/หนูถามเขาก็ว่าโง่ ไม่รู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง คมสันตอบ: บางทีก็ต้องยอมโง่ แล้วพูดเรียบ ๆ ว่า "อาจารย์ครับ/คะ ที่อาจารย์เสนอมาผมก็เห็นด้วย แต่ผมไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย ไม่ทราบว่าอาจารย์จะพอแนะนำให้ผมไปเรียนวิชานี้กับอาจารย์ท่านใด หรือกรุณาแนะนำหนังสือให้อ่านประกอบได้ไหมครับ/คะ" เมื่อพูดกันดี ๆ อย่างนี้แล้วอาจารย์ก็คงจะใจอ่อนยอมชี้ทางให้ หรือถ้าอาจารย์ยังบอกว่า "คุณนี่มันไม่มีมันสมอง หนังสือมีถมเถไม่รู้จักอ่าน" แบบนี้ก็ไม่ใช่แนวทางที่ถูกของการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา 3. เรื่องที่คุณไม่มีความรู้ก็ต้องขวนขวายไปหาเรียนเอา เช่น Neural Networks อาจารย์ไกรศร เปิดทุกเทอมสอง ก็เข้าไปพบอาจารย์แล้วก็บอกว่าขอนั่งเรียนด้วย อาจารย์ไม่หวงหรอกครับ แค่มีคนมาเพิ่มอีกหนึ่งคนในห้องเรียนเท่านั้นเอง ไม่ได้หนักหนาอะไร วิชาเศรษฐมิติของอาจารย์ทรงศักดิ์ก็ไปขอนั่งเรียนได้ อาจารย์ใจดี ยิ่งมีคนสนใจมาเรียนด้วยยิ่งชอบ ส่วนอีกหน่อยถ้าผมกลับไปจะไปเปิดวิชา CGE ให้นะครับ (ในหลักสูตรยังไม่มี แต่เราอาจจะขอเปิดเพิ่ม หรือไม่ก็แทรกเข้าไปในบางวิชาระดับปี 4) วิชาอื่นที่จำเป็นต้องรู้สำหรับการทำวิทยานิพนธ์ก็ไปขอนั่งเรียนด้วยเถอะครับ เหนื่อยหน่อยแต่มีแต่ได้กับได้ในระยะยาว อย่ามัวแต่อ้างโน่นอ้างนี้อยู่เลย นักศึกษาเถียง: ไม่มีเวลาอ่ะ คมสันตอบ: ก็ดีครับ คุณก็จะไม่มีเวลาที่จะจบเหมือนกัน นักศึกษาเถียง: อาจารย์วิชานั้นไม่ยอมให้ไปนั่งเรียนด้วย คมสันตอบ: แน่ใจหรือครับว่าถามเขาแล้ว ผมเห็นอาจารย์เกือบทั้งหมดไม่มีใครปฏิเสธ นักศึกษาเถียง: อาจารย์บอกว่าถ้าไปนั่งเรียนแล้ว ต้องสอบด้วยอ่ะ คมสันตอบ: สอบก็สอบสิครับ จะกลัวไปทำไม อย่างมากก็แค่ตก เขาให้เราสอบ แต่ไม่ได้บอกว่าต้องสอบผ่านนี่ครับ เรื่องสำคัญคือเราได้ไปนั่งเรียนและได้ความรู้ไปเรียบร้อยแล้ว 4. หน้าที่ของอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ได้มาจับมือคุณทำวิทยานิพนธ์ทุกขั้นตอน หน้าที่หลักคือตะล่อมคุณให้เข้าที่เข้าทางและลงจบได้ ตั้งแต่การตั้งคำถาม วิธีหาคำตอบ ดูความสมเหตุสมผลของคำตอบและข้อสรุป เขาไม่ได้มีหน้าที่มาสอนเศรษฐมิติให้คุณ หรือแม้แต่ Neural Networks หรือ CGE ดังนั้นคุณต้องไปหาเรียนเรื่องที่คุณไม่รู้เอาเองในชั้นเรียนปกติ นักศึกษาเถียง: ไม่มีวิชานั้นในชั้นเรียนปกติ คมสันตอบ: ถ้าอย่างนั้นมีหนังสือไหม ถ้ามีก็อ่านหนังสือเอา ถ้าไม่เข้าใจก็มาถามอาจารย์เป็นครั้ง ๆ ได้ แต่ไม่ใช่ให้สอนให้ทั้งหมด นักศึกษาเถียง: ไม่มีหนังสือด้วยอ่ะ คมสันตอบ: ที่ไหนก็ไม่มีเหรอ เมื่อก่อนผมต้องถ่อไปห้องสมุดบางแห่งเพื่อให้ได้หนังสือที่ผมอยากได้ มันจะไม่มีในประเทศไทยเลยเหรอ หรือหาซื้อจาก Amazon อะไรไม่ได้เลยเหรอ นักศึกษาเถียง: ก็มันเป็นภาษาอังกฤษน่ะ คมสันตอบ: กลั้นใจอ่านไป นักศึกษาเถียง: ไม่ว่าภาษาไทย ภาษาอังกฤษก็ไม่มีหนังสือเลยอ่ะ คมสันตอบ: ถ้างั้นก็อย่าทำเรื่องนั้น ไปบอกอาจารย์ที่ปรึกษาว่าไม่มีชั้นเรียนให้เข้าเรียน และไม่มีหนังสืออ่านประกอบเลยแม้แต่เล่มเดียว อาจารย์คงจะหาอย่างอื่นให้ทำ หรือไม่ก็อาจจะอุทานว่า จริงเหรอ ผมยังเคยอ่านอยู่เลย ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ยืมหนังสือของอาจารย์นั่นแหละไปอ่าน คิดง่าย ๆ ว่าถ้าอาจารย์ไม่เคยเรียนมาแล้วอาจารย์จะเอาความรู้ที่ไหนมาบอกคุณ มันต้องมีหนังสืออย่างน้อยก็ที่อาจารย์ของคุณเคยอ่านมาก่อนอย่างแน่นอน เพียงแต่มันจะเล่มไหนเท่านั้น 5. อย่าพยายามหันหน้าไปพึ่งคนอื่น เพราะอาจารย์ที่ปรีกษาควรมีเพียงคนเดียว โดยปกติผมจะปฏิเสธไม่ให้คำปรึกษาแก่คนที่ไม่ใช่นักศึกษาของผม เพราะรังแต่จะทำให้เกิดความสับสนและอาจจะก่อให้เกิดการทะเลาะกันระหว่างอาจารย์สองคน ซึ่งคนรับเคราะห์ก็คือตัวนักศึกษาเอง นักศึกษาเถียง: แต่เข้ากับอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ได้เลยอ่ะ คมสันตอบ: พยายามแล้วหรือยัง คนเราอยู่ด้วยกันก็ต้องหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่ตั้งป้อมว่าเข้ากันไม่ได้อย่างเดียว ลองศึกษาดูว่าอาจารย์ชอบแนวไหน อ่านงานของอาจารย์ดูหรือยัง ไปพบบ่อย ๆ ศึกษานิสัยใจคอของอาจารย์ รู้หรือเปล่าว่าอาจารย์ชอบอะไรไม่ชอบอะไร ลองส่งงานให้ดูบ้างไหม อาจารย์แก้มาตรงไหน คอมเม้นท์มาเรื่องไหน ก็แสดงว่าอาจารย์ให้ความสำคัญตรงจุดนั้น อาจารย์สองคนก็ชอบไม่เหมือนกันและให้น้ำหนักของเรื่องต่าง ๆ ไม่เท่ากัน แล้วอาจารย์ของเราให้น้ำหนักในเรื่องไหนมากเรื่องไหนน้อย คุณรู้หรือเปล่า ถ้ายังไม่รู้ก็แปลว่าคุณห่างเหินกับอาจารย์ที่ปรึกษาเกินไป ทางออกก็คือให้เข้าพบและส่งงานบ่อย ๆ นักศึกษาเถียง: แต่งานยังไม่ Perfect เลยอ่ะ ส่งไปกลัวอาจารย์ด่า คมสันตอบ: คุณยังไม่ใช่มืออาชีพ แล้วจะทำงานให้ Perfect ทันทีได้อย่างไร คุณต้องหมั่นเขียนส่งไป อาจารย์ด่านั่นแหละดี เราจะได้มีข้อมูลมากขึ้นเกี่ยวกับเขา แล้วปรับตัวให้เข้ากับเขาในคราวต่อ ๆ ไป นักศึกษาบางคนส่งงานมาให้ดูครั้งละหนึ่งหน้า เขียนก็ไม่ได้เรื่อง ผมก็ขัดเกลาให้ทีละหน้า ๆ อย่างนั้น นักศึกษาก็รับคืนไปพร้อมคำบ่นเล็กน้อยจากผมอยู่ตลอด ตอนนี้เขาเก่งที่สุดคนหนึ่งในบรรดานักวิจัยรุ่นเล็กของ มช. คำแนะนำสำหรับอาจารย์ใหม่ที่ต้องมาเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ สำหรับน้อง ๆ ที่พึ่งเข้ามาเป็นอาจารย์ใหม่ พี่ได้เห็นฝีไม้ลายมือของน้องมานานพอสมควรแล้วเชื่อได้ว่าในทางวิชาการน้อง ๆ ไม่เป็นรองใคร แต่ตอนนี้ต้องมาสวมบทเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว พี่จึงอยากจะฝากข้อคิดไว้ให้น้อง ๆ ดังนี้
1. ใจเขาใจเรา อย่าลืมตอนที่เราเป็นนักศึกษา เราอยากให้อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นแบบไหน เราก็ต้องพยายามทำตัวเองให้เป็นแบบนั้น และพยายามไม่ทำให้เป็นแบบตรงกันข้าม 2. ใจเย็น อย่าโมโห อย่าว่าอะไรนักศึกษาแรง ๆ อย่าใช้คำไม่ดีที่ทำให้นักศึกษารู้สึกต้อยต่ำ เขายังไม่ใช่มืออาชีพ เขาจะทำถูกใจเราไปหมดได้อย่างไร คิดถึงเมื่อก่อนที่พวกเราก็ทำอะไรไม่เป็นเหมือนกัน เราก็อยากให้อาจารย์ใจเย็นกับเรา 3. ใจดี อย่ารีบปฏิเสธนักศึกษาทันทีถ้าเรื่องที่เขาจะทำไม่ตรงใจเรา เพราะยากอยู่ที่จะมีคนที่อยากทำเรื่องที่เราสนใจ ในร้อยเรื่องมีสักสิบเรื่องก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว นักศึกษาอาจจะทำอะไรที่ค่อนไปทางความสนใจของเขา แต่เฉียด ๆ มาทางความสนใจของเรา แล้วเราอาจจะพอแนะนำได้ แต่ถ้าคิดว่ามีอาจารย์ท่านอื่นที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นเป็นพิเศษ ก็ลองถามนักศึกษาว่าได้ไปทาบทามอาจารย์ท่านนั้นหรือยัง บางทีเขาก็ไปมาแล้วแต่ว่าเต็ม เราก็ต้องเห็นใจนักศึกษาด้วย เพราะถ้าเขาไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วเขาจะจบได้อย่างไร 4. ใจกว้าง รับฟังเรื่องที่นักศึกษาเสนอก่อน อย่าพึ่งเอาแต่ใจตัวเองว่าต้องทำนั่น นี่ นั่น และก็โน่น ตกลงเรากำลังสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมา หรือว่าเรากำลังจะสร้างคนที่ทำวิจัยเป็นขึ้นมา อะไรที่มันยังเป็นจุดอ่อนก็ให้ใช้วิธีถามเข้าไปตรงจุดนั้น ให้นักศึกษาเข้าใจว่าต้องปรับปรุง ไม่ใช่เราสั่งให้ปรับปรุงแต่นักศึกษาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น และที่สำคัญก็คือถ้าแนะนำอะไรให้ไปปรับปรุงแล้ว เราก็ควรต้องมี Material หรือ Tutorial ให้เขาได้มีแนวทางสำหรับการศึกษาด้วยตนเองด้วย ไม่ใช่สักแต่สั่งให้ไปทำ อย่างน้อยก็แนะนำว่าควรไปลงเรียนวิชาใดกับอาจารย์ท่านใด หรือมีหนังสืออะไรที่ควรอ่าน แล้วถ้ามันเป็นหนังสือของน้องเอง พี่รู้ว่าโดยปกติน้องหวง แต่ก็ให้นักศึกษายืมไปอ่านเถอะ ถ้ากลัวเขาทำพังก็บอกว่าเดี๋ยวอาจารย์จะถ่ายเอกสารมาให้ก็แล้วกัน 5. ใจกว้างกว่านั้นอีก ถ้าเห็นว่านักศึกษากับเราไปกันไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง อยู่ไปก็ไม่จบแน่ ก็ควรจะอนุญาตให้เขาเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาได้ ไม่ต้องขังเขาไว้ และไม่ต้องคิดว่าเป็นการเสียหน้า เพราะถึงดันทุรังอยู่กันไปก็เสียเวลาเปล่าทั้งคู่
6. ใจสบาย ๆ ไม่ต้องไปกดดันนักศึกษาว่านี่ทำกับเราแล้วต้องมาตรฐานสูง ต้องตีพิมพ์ได้ เพราะนั่นมันลายเซ็นต์ของเราอยู่บนปกวิทยานิพนธ์ของคุณ มันจึงต้องดี มันจึงต้องเด่น มันจึงต้องเป็นสง่า พี่ว่าอย่าเว่อร์ ถ้าน้องอยากทำให้มาตรฐานสูงหรืออยากตีพิมพ์ได้ ก็เอาไว้ทำกับงานของน้องเอง ไม่ต้องไปกดดันเอากับนักศึกษา เพราะนักศึกษาก็มีความสามารถหลากหลายกันไป และที่แน่นอนเขาก็ยังไม่เก่งถึงขั้นน้อง ไม่งั้นเขาก็คงเปลี่ยนมาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของน้องแล้ว แล้วน้องจะคาดหวังเขามากเกินไปทำไม เราชี้แนวทางที่ถูกที่ควรที่ทำให้ได้มาตรฐาน ส่วนเรื่องที่เขาจะไปได้ไกลแค่นั้นนั่นมันเรื่องของเขา วิทยานิพนธ์นั้นชื่อของเขา ชื่อของเรามีอยู่ด้วยก็จริง แต่มันก็ขึ้นชื่อว่าเป็นวิทยานิพนธ์ของเขาไม่ใช่ของเรา หรือว่าวิทยานิพนธ์ของน้องไม่ใช่ของน้อง แต่เป็นของอาจารย์น้อง ก็ไม่ใช่ จริงไหม ดังนั้นเขาก็ต้องรับผิดชอบชื่อของเขาด้วยตัวเขาเอง เราก็อย่าไปอีโก้จัดว่ามีชื่อของเราอยู่ด้วยแล้วมันต้องเลิศ นั่นจะทำให้ชีวิตแย่ด้วยกันทั้งครูทั้งนักเรียน
ถ้ามหาวิทยาลัยบังคับว่างานจะต้องตีพิมพ์ได้ นั่นก็เป็นความรับผิดชอบของนักศึกษาที่จะมาปรึกษาเราว่าควรทำอย่างไรจึงจะตีพิมพ์ได้ ควรเพิ่มตรงไหน มันควรเป็นความต้องการจากนักศึกษา ไม่ใช่เพราะว่ามันมีชื่อเราอยู่ในนั้น และแน่นอนว่าเราก็ต้องแนะนำให้เขาทำงานออกมาดีจนตีพิมพ์ได้ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานขึ้นในการทำงานให้ดีขึ้น แต่ถ้าไม่ได้มันก็ไม่ได้เป็นความผิดของเราฝ่ายเดียว เราอาจจะเสียหน้านิดหน่อยที่สำนักพิมพ์เขาปฏิเสธงานที่เราเป็นที่ปรึกษา
แต่เชื่อพี่เถอะ ในฐานะเป็นกรรมการของวารสารหลายฉบับพี่เคยปฏิเสธงานไม่ให้ตีพิมพ์มามากแล้ว แต่ไม่เคยคิดว่าเป็นความผิดของอาจารย์ที่ปรึกษาของงานเหล่านั้น เพราะพี่ถือว่านักศึกษาคือคนเขียนงาน เขาย่อมต้องรับผิดชอบโดยตรงกับงานของเขา ถ้าพี่ต้องยอมให้ลงตีพิมพ์เพียงเพราะชื่อของใครบางคนเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา แล้วถ้าไม่ยอมก็ต้องมีเรื่องกัน แบบนี้ก็คงต้องมีเรื่องกับอาจารย์หลายร้อยคนทั่วประเทศ แต่นี่ก็ไม่มีเลย เพราะอาจารย์เหล่านั้นเขาไม่ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว พวกเขาทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว เพียงแต่นักศึกษาจะทำได้ดีมากน้อยเพียงใดก็สุดแล้วแต่นักศึกษา ที่เยอรมันเอง อาจารย์ที่เก่งที่สุดเวลาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาก็ใช่ว่าจะได้รับการตีพิมพ์ทุกครั้งไป เขาก็ไม่ได้โกรธอะไร ก็ลองหาวารสารอื่น หรือไม่ก็มาช่วยกันดูอีกทีว่าขาดอะไรไป แล้วก็เสริมเข้าไปใหม่ นักศึกษาก็จบช้าหน่อย การโมโหสำนักพิมพ์แล้วมาลงที่นักศึกษาว่าไม่ได้เรื่องแล้วพลอยทำให้อาจารย์เสียหน้าไปด้วยนี้เป็นการกระทำที่ ขาดวุฒิภาวะ ขอน้อง ๆ ทั้งหลายจงอย่าได้ทำอย่างนั้นเป็นอันขาดในชีวิตการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา กลับสู่สารบัญ |
.jpg)



