Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home เพลิน เย็นกายสบายใจ ชีวิตเงียบ ๆ ที่เกิร์ทธิงเก้น
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















ชีวิตเงียบ ๆ ที่เกิร์ทธิงเก้น Print E-mail
คมสัน สุริยะ
11  ตุลาคม 2552



ผมเริ่มต้นชีวิตที่เกิร์ทธิงเก้นได้ประมาณสองสัปดาห์แล้ว  ที่นี่เป็นเมืองเงียบ ๆ ผมมีห้องพักสองห้องติดกัน ห้องหนึ่งเป็นห้องทำงาน อีกห้องหนึ่งเป็นห้องนอน  ฝั่งห้องนอนอยู่ปลายสุดของตึกทำให้ไม่มีห้องใครอยู่ข้าง ๆ  ยิ่งทำให้เงียบมาก  ผมไม่เคยได้เจอกับความเงียบอย่างนี้มานานแล้ว




ตอนอยู่ที่บอนน์ผมอาศัยอยู่ในห้องเดี่ยว  ขนาบข้างด้วยครอบครัวคนจีนและเนเธอร์แลนด์   จังหวะที่เขาอารมณ์ดีเขาก็จะร้องเพลงจีน  ผมได้ฟังหลายเพลง  บางเพลงก็พอรู้จักเพราะฮิตในเมืองไทย   ส่วนชาวเนเธอร์แลนด์จะกลับมาตอนค่ำ ๆ ได้ยินเสียงฝีเท้า ตึง ๆ ๆ ชัดเจนเพราะเขาตัวใหญ่มาก  จากนั้นก็จะมีเสียงทีวีดังเล็ดลอดมาถึงห้องเรา  กว่าทีวีจะเงียบก็ประมาณตีสองตีสาม  นอกจากนั้นเช้าไม่เช้าพวกเด็ก ๆ ซึ่งเป็นลูก ๆ ของครอบครัวนักวิจัยต่างชาติทั้งหลายก็จะผสมโรงร้องกันระงม  แต่ก็เป็นความมีชีวิตชีวาไปอีกแบบ




ห้องครัวที่บอนน์ไม่ได้แยกเป็นสัดส่วนจากห้องนอน  ทำให้กลิ่นอาหารตลบอบอวลไปหมดจนถึงเวลาเข้านอน  แต่ที่นี่มีประตูกั้นระหว่างครัว ห้องทำงาน และห้องนอน  ทำให้กลิ่นในห้องนอนสะอาดมาก  ผมรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้เข้านอน  อีกทั้งยังได้นอนบนเตียงจริง ๆ กับเขาสักที  เพราะเมื่อก่อนที่บอนน์เป็นโซฟาที่พับเป็นเตียงได้  ซึ่งนอนกันไปมาจนยุบ  ผมนอนแล้วเจ็บหลังก็เลยหันไปนอนกับพื้น  ซึ่งก็นำความเจ็บปวดส่วนอื่นตามมาอย่างต่อเนื่อง




ชีวิตที่เกิร์ทธิงเก้นไม่มีทีวี  ไม่มีโทรศัพท์  และผมไม่พกโทรศัพท์เคลื่อนที่เพราะเบื่อที่จะได้ยินเสียงของมัน  ตอนอยู่เมืองไทยใช้โทรศัพท์บ่อยมากทำให้ชีวิตไม่สงบก็เลยเบื่ออยากเลิกใช้โทรศัพท์มือถือ   เพื่อนที่นี่เขาเอามาให้ใช้ฟรีผมบอกไม่เอาดีกว่า  ไม่อยากรับโทรศัพท์    ส่วนการไม่มีทีวีก็ดีเหมือนกัน  ตอนแรกก็เหงา ๆ เพราะชอบดูทีวี    แต่ตอนหลังคิดว่าดีแล้วเพราะเงียบดี  ทำให้มีสมาธิอ่านหนังสือ  ผมอ่านหนังสือหนา ๆ ได้จบภายในสองวัน  เพราะมันเงียบและไม่มีอะไรอย่างอื่นทำ




ผมต้องอ่านหนังสืออีกมาก  เดือนหน้าจะมีสอบวิชา Advanced Development Economics  (วันที่ 6 พฤศจิกายน  หลังวันครบรอบแต่งงานคุณพ่อคุณแม่ของผมสองวัน)  อาจารย์เอาข้อสอบเก่ามาให้ดูแล้วหินมาก  ต้องอ่าน Paper เป็นร้อยเรื่อง  แล้วพี่แกจะเอาเรื่องไหนมาออกก็ได้  นี่เหลือเวลาอีกสามสัปดาห์  ตกสัปดาห์ละ 30 เรื่อง  ก็วันละ 5 เรื่องเป็นอย่างน้อย  แต่เท่าที่เคยทำได้คือห้าวันสองเรื่อง  สงสัยจะสอบตก   ไม่เป็นไรสอบตกก็ลงใหม่เทอมหน้า




ระหว่างนี้ยังต้องทำ Presentation 2 รายการ  รายการแรกต้องไปสอบวิชา CGE Analysis ที่มหาวิทยาลัย Kiel แต่อาจารย์ยังไม่นัด  ผมคิดว่าน่าจะทำเสร็จภายในสองวัน   อีกรายการหนึ่งคือการเสนอวิทยานิพนธ์ในงานสัมมนาของกลุ่มวิจัยพวกเดียวกัน คือ Development Economic Research Group  ที่มหาวิทยาลัย G?ttingen  ในวันที่ 24 พฤศจิกายน   ซึ่งหากผ่านก็จะได้ไปนำเสนอในงานสัมมนาใหญ่ของคณะฯ  แต่น่าจะเป็นเทอมหน้า  จากนั้นก็จะสอบจริง คือ Defend thesis 




กำหนดการคร่าว ๆ เท่าที่วางไว้กับอาจารย์ที่ปรึกษาคือ ผมจะส่งร่างวิทยานิพนธ์สิ้นเดือนเมษายน  จากนั้นจะนำเสนอในงานใหญ่ของคณะฯ ช่วงเดือนกรกฏาคม แล้วนัดสอบประมาณเดือนกันยายน   ถ้าจบก็จบ  ถ้าไม่จบก็คงต้องกลับบ้านเพราะทุนจะหมดแล้ว




เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างเข้มข้น  ผมลงเรียนเทอมนี้อีกสองตัว  ตัวแรกคือวิชาสัมมนาเศรษฐมิติ  ซึ่งผมจะใช้เวลาพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า Participation model  แล้วจะได้นำเสนอในชั้นอย่างน้อยสองครั้ง   และจะกลายเป็นบทที่ 4 ของผมในวิทยานิพนธ์   ส่วนอีกวิชาหนึ่งคือ ทฤษฎีเกมส์  ซึ่งผมอาจจะทำอะไรบางอย่างกับมันได้จนกลายเป็นบทที่ 3 ในวิทยานิพนธ์ 




วิทยานิพนธ์ของผมเสร็จไปสองบทแล้ว เหลือแต่เขียน  จากนั้นเทอมนี้ก็ประกอบบทที่ 3 และ 4  ตามที่ได้เรียนไว้แล้วข้างต้น  จากนั้นก็ดัดแปลงอะไรนิดหน่อยจากงานที่ทำส่ง Kiel  เป็นบทที่ 5   ทุกอย่างก็จะจบ




ผมเคยเขียนเรื่อง ทำวิจัยไว้ภายหน้า  นั่นเป็นเรื่องจริง  เหมือนเราทำบุญให้ตัวเองไว้ภายหน้า  ผมถ่อไปเรียนที่ Kiel ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไม่ได้หยุดหย่อนจนร่างกายกรอบไปหมด  ก็เพื่อสร้างทางสำหรับการเขียนบทที่ 5  คือเป็นตัวปิดกล่อง   ถ้าไม่กลั้นใจไปเสียตอนนั้นก็คงจะต้องรอไปอีกหนึ่งปี  หรือไม่ก็หาทางปิดกล่องไม่ได้  วิทยานิพนธ์ก็จะไม่จบเพราะขาดการทำประตู




อาจารย์ที่ปรึกษาของผมดีมาก  อัธยาศัยและแนวคิดเข้ากันได้ดี  ตลอดจนมีเวลาให้และมีน้ำใจช่วยเหลือในเวลาคับขัน เช่น เรื่องทุนและการหาห้องทำงานให้ที่คณะฯ   ผมจะย้ายไปทำงานที่คณะประมาณเดือนหน้าแทนที่นักศึกษาปริญญาเอกคนหนึ่งที่สำเร็จการศึกษาแล้ว  ตอนนี้ก็ทำงานที่บ้านไปก่อน    ผมกับอาจารย์ที่ปรึกษาตกลงกันแล้วในกรอบเวลา  และเรามีแผน A B C  กันไว้สำหรับข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้  พวกเยอรมันชอบความชัดเจนและตรงไปตรงมา  ถ้ามีปัญหาก็ให้พูดกันไว้เลยตั้งแต่ต้น 




เต็มที่ผมก็กลับบ้านและส่งวิทยานิพนธ์ไปทาง email จากนั้นก็บินกลับไปสอบ  ทั้งหมดก็คงไม่เกินสองปีข้างหน้า  ไม่ได้น่ากลัวหรือยุ่งยากอะไร  อาจารย์ที่ปรึกษาก็เห็นชอบ  ทุกอย่างดูราบรื่น





น้อง ๆ หลายคนสนใจถามมาว่าถ้าจะมาเรียนที่เยอรมันจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง  ผมบอกได้ว่าระบบของที่นี่ต้องการความเป็นผู้ใหญ่  (Maturity)  คือมีวินัย ไม่ท้อถอย    เรายังต้องยืนหยัดด้วยตัวเอง  (Individualism)  และทำงานเป็น (Professional)   เพราะจะไม่มีอาจารย์มาคอยจ้ำจี้จ้ำไชเราหรือจับมือเราทำ   ทุกอย่างเกิดจากความริเริ่มของเรา  เราอยากทำอะไรก็เอาไปเสนออาจารย์  ถ้าอาจารย์เห็นชอบก็โอเค   ซึ่งส่วนใหญ่อาจารย์ก็ไม่ขัด  (ยกเว้นความคิดที่ผมจะลงหกวิชาเทอมนี้  อาจารย์บอกสี่ตัวพอ  แต่ผมก็แอบลงจนครบหกตัวจนได้   ไล่เก็บมาได้สองวิชาตั้งแต่กลางเดือนกันยายนแล้ว) 




  
ผมโชคดีที่มาเรียนตอนมีประสบการณ์มาก  ทำให้รู้ทางหนีทีไล่  และไม่กลัวเวลาใครจู่โจม   การนำเสนองานของผมที่ ZEF (บอนน์) กล่าวกันว่าเป็นครั้งแรกที่บรรดาอาจารย์และนักวิจัยรุ่นพี่ที่เขี้ยว ๆ ทั้งหลายเปลี่ยนความคิดจากการไล่บดขยี้มาเป็นการช่วยเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์  จนทำให้ผมได้ไอเดียใหม่ คือ Optimal gap theorem  ที่ช่วยกันพัฒนากับกีโด้ (อาจารย์สถิติของผมที่ชอบเรียกผมว่า  คมซ่าน) หลังจากชั่วโมงบรรยายวันนั้น   ซึ่งมันอาจจะสามารถเป็นบทที่ 3 ในวิทยานิพนธ์ของผมได้   จนกีโด้แอบกระซิบว่าไม่เคยเห็น ZEF b (แผนกเศรษฐศาสตร์ของ ZEF) ประชุมกันอย่างสนุกสนานและสร้างสรรค์เท่านี้มาก่อน






ตอนนี้ผมก็ชิ่งมาอยู่ G?ttingen  แล้ว  และได้ลองนำเสนออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปสามครั้งในกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งยังไม่มีศาสตราจารย์มานั่งฟัง   คิดว่าสไตล์ของที่นี่ต่างจากที่บอนน์อยู่เหมือนกัน  โดยเฉพาะเรื่องความเป็นเยอรมัน   เพราะที่บอนน์เป็นสังคมนานาชาติที่มีผู้คนจากกว่า 60 ชาติ  แต่ที่ G?ttingen เป็นเยอรมัน 80%  ทำให้ต้องปรับวิธีการนำเสนอให้จริงจัง  เรียบ  ตรงเป้า  มุ่งให้ข้อเท็จจริงรอบด้าน   และต้องลดสีสันและอารมณ์ขันลงค่อนข้างมาก  




ในช่วงสัปดาห์  Methodologies   ผมได้มีโอกาสเห็น Presentation ของอาจารย์ท่านหนึ่ง  ทำในสไตล์คล้าย ๆ ของผม ซึ่งแปลกมากสำหรับคนเยอรมันที่ทำแบบนั้น  เขาต้องเป็นคนขี้เล่นและอารมณ์ดีมาก  แต่ผมดูไปดูมาแล้วคิดว่ามันไม่จริงจัง   เพื่อนคนเยอรมันดูแล้วก็มองว่ามันไม่เหมือนข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์  เพราะมันขี้เล่นไปหน่อย   ผมก็ว่าดีเหมือนกันที่เราได้ส่องกระจกมองวิธีการนำเสนอของตัวเอง  ซึ่งทำให้คิดว่าต่อไปต้องทำ Presentation ให้ดูจริงจังมากขึ้นและเน้นความเรียบ




 
แต่การมาเรียนตอนอายุมากทำให้เหนื่อยง่าย  ร่างกายไม่ดีเหมือนตอนเป็นวัยรุ่น  จดเล็คเชอร์ก็เล่นเอาเจ็บมือไปหมดซึ่งเมื่อก่อนไม่เป็น  นั่งทำงานก็ปวดเอวปวดหลังไปหมด   ตอนอ่านหนังสือก็เหนื่อยง่ายกว่าเมื่อก่อน   แถมยังไม่พอยังชอบตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องมาเรียนเรื่องนี้ด้วย (ฟะ)  โดยเฉพาะเวลาต้องท่องสูตร อัลฟ่าลบเบต้า ยกกำลังแกมม่า อะไรทำนองนี้ไปตอบข้อสอบ   ทำให้บางทีเสียสมาธิ   ในขณะที่ถ้ามาเรียนตอนเป็นเด็กก็จะเรียน ๆ ไปไม่ต้องตั้งคำถามมาก   ดังนั้นการมาเรียนปริญญาเอกตอนอายุมากก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย





ท้ายที่สุดของเรื่องเล่าวันนี้ก็คืออยากจะขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ส่งเสริมการอ่านของผมมาตั้งแต่เด็ก  ทำให้อ่านได้คล่องและอ่านได้เร็ว  ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  เพราะเป็นทักษะที่จำเป็นมากสำหรับการศึกษาจนถึงขั้นสูงสุด  ผมยังจำได้ว่าหลังจากการทำฟันหนึ่งซี่  คุณแม่ก็จะซื้อการ์ตูนให้หนึ่งเล่ม  แล้วก็ยังต้องซื้อให้ทุกสัปดาห์จนบ้านผมเป็นแหล่งสะสมการ์ตูนที่เพื่อน ๆ ชอบแวะเวียนมาอ่าน  แม้แต่คุณพ่อก็เคยซื้อการ์ตูนให้  ตอนโตมาก็ยังเอาเงินให้ซื้อหนังสืออ่านไม่ขาด  ผมชอบไปแวะร้านหนังสือตอนเย็นก่อนขึ้นรถที่ตลาดกลับบ้าน (ย้ายบ้านไปอยู่ชานเมือง) ผมเคยตัดสินใจเลิกอ่านหนังสือสักพักเพราะหนังสือมีเยอะมากจนอ่านไม่หมด  ทำได้ประมาณหนึ่งปีก็ไปเยี่ยมร้านหนังสือใหม่แล้วพบว่าตัวเองล้าหลังไม่ทันเหตุการณ์และวิทยาการสมัยใหม่  จากนั้นจึงเริ่มซื้อมาอ่านอีกครั้ง    ทั้งหมดนี้ก็ด้วยเงินของคุณพ่อคุณแม่ทั้งนั้นแหละครับ  ผมจึงใคร่ขอขอบคุณทั้งสองท่านมา ณ โอกาสนี้ 




ตอนนี้อยากบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าผมเริ่มอ่านได้อีกภาษาหนึ่งแล้วคือภาษาเยอรมัน  โดยเฉพาะข่าวกีฬาฟุตบอล  ตอนเปิดไปดูในเว็ปไซต์ตอนแรกเห็นข่าวที่อยากอ่านก็อ่านเลย  ไม่ทันคิดว่าเป็นภาษาเยอรมัน  พออ่านไปได้สักครึ่งทางก็เริ่มฉุกใจคิดว่า เฮ้ย นี่มันภาษาอังกฤษหรือภาษาเยอรมันกันแน่  ก็กลายเป็นภาษาเยอรมัน  ผมก็เลยได้คิดว่าตอนนี้พออ่านเยอรมันรู้เรื่องบ้างแล้ว  ก็ดีครับ  สมกับเป็นนักเรียนเยอรมันหน่อย  แต่ยังไม่เก่ง  ตรงที่เริ่มฉุกคิดนั้นก็เพราะเริ่มอ่านไม่รู้เรื่องแล้วนั่นเอง




วันนี้เขียนมายาวเหยียดคิดว่าคุณพ่อคุณแม่จะได้อ่านเต็มอิ่มนะครับ  อาทิตย์หน้าผมจะเขียนเรื่องที่หนักกว่าเดิมคือสรุปวิชาที่ไปเรียนมา คือ Advanced Development Economics  จุดประสงค์ส่วนหนึ่งเพื่อเตรียมสอบ  และอีกส่วนหนึ่งเพื่อเผยแพร่ให้ผู้สนใจได้ศึกษาไปด้วย  เพราะไหน ๆ ก็ได้ทำแล้วก็เอาขึ้นเว็ปด้วยเลย  ถ้าไม่เอาขึ้นเว็ปเดี๋ยวก็หายหมดหรือล้าสมัยไปหมด   วิชาความรู้ไม่ได้ใช้ก็หายครับ  พอเอาแขวนไว้บนเว็ปเราอยากอ่านเมื่อไรก็อ่านได้  ผมก็ยังต้องมาตามหาวิชาเก่า ๆ ที่ตัวเองเขียนในเว็ปนี้   เพราะคมสันตอนอายุมากก็เลอะเลือน  สู้คมสันตอนหนุ่ม ๆ ที่แม่นยำกว่าไม่ได้   บันทึกไว้ตอนนี้ตอนที่จำอะไรได้ดี ๆ   ปีหน้าก็จำไม่ได้แล้วก็จะได้กลับมาอ่านครับ    ไม่ทำให้เสียเวลาอะไร  ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ  


 

พรุ่งนี้ผมจะเริ่มทำ Presentation สำหรับงานที่ Kiel  คิดว่าใช้เวลาสองวัน  สองวันนี้ผมจึงจะไม่เขียนบทความขึ้นเว็ปครับ  ขอให้คุณพ่อคุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขนะครับ    รักคุณพ่อคุณแม่ครับ 









กลับไปสู่สารบัญ



 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ