Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ตำราเรียน แนะแนวการทำวิทยานิพนธ์ นักศึกษาปริญญาโทไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์ได้ไหม
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















นักศึกษาปริญญาโทไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์ได้ไหม Print E-mail
คมสัน สุริยะ
11 ตุลาคม 2552



สาเหตุที่นักศึกษาปริญญาโทต้องทำวิทยานิพนธ์นั้นเป็นเพราะอะไร  จำเป็นไหมที่ต้องทำวิทยานิพนธ์  เราลองมาหาคำตอบกันในบทความนี้



สืบเนื่องจากบทความเรื่อง  สถาบันวิจัยทำอะไร   ผมได้อธิบายให้ทราบถึงประโยชน์ของการจ้างสถาบันวิจัยมาเป็นคนกลางที่ให้ข้อมูลสำหรับการตัดสินใจของผู้นำหรือผู้บริหาร   ทีนี้ลองตั้งคำถามดูว่า  คนในองค์กรเองไม่สามารถให้ข้อมูลแก่ผู้บริหารได้เลยหรือถึงต้องไปจ้างคนนอกมาทำให้   นอกจากนั้นแน่ใจหรือว่าคนนอกจะรู้ดีว่าคนใน  และหากล่วงรู้ข้อมูลภายในแล้วจะไม่เอาไปขายต่อ




เรื่องกังวลเหล่านี้ทำให้การจ้างสถาบันวิจัยได้ผลไม่เต็มที่เพราะผู้ว่าจ้างไม่ยอมให้นักวิจัยได้เข้าถึงข้อมูลขององค์กร  ทางออกจึงมีสองทาง  ทางแรกก็คือ  สถาบันวิจัยจะทำวิจัยให้เฉพาะเรื่องที่เก็บข้อมูลจากนอกองค์กรเท่านั้น  และละเว้นการทำวิจัยที่ต้องใช้ข้อมูลภายในองค์กร    ทางที่สองก็คือ  สร้างนักวิจัยภายในองค์กรขึ้นมาเอง (In-house researcher)




มหาวิทยาลัยทำหน้าที่สร้างนักวิจัยให้กับองค์กรเหล่านี้ผ่านการจัดการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษา (ตั้งแต่ปริญญาโทขึ้นไป)  โดยมุ่งหวังว่ามหาบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจะสามารถทำวิจัยด้วยตนเองได้  และสามารถสนองความต้องการในการทำวิจัยขององค์กรที่พวกเขาเหล่านั้นทำงานอยู่หรือกำลังจะไปสมัครทำงานได้




ภารกิจของนักวิจัยในองค์การคือการเก็บรวบรวมข้อมูล  วิเคราะห์ข้อมูล  และนำเสนอต่อผู้บริหาร  ไม่ต่างอะไรจากนักวิจัยจากสถาบันวิจัยที่ต้องเสนอสี่เรื่อง คือ  ข้อเท็จจริง (Fact)   ตรรกะ (Logic)  ทางเลือก (Choices) และผลกระทบ (Impact)   ซึ่งระดับของการนำเสนอก็ต่างกันไป  เรียงจาก MIS (ข้อมูลสารสนเทศที่ประมวลเป็นระเบียบแล้ว) , DSS (การวิเคราะห์ ถ้า.... แล้ว.....  โดยนักวิเคราะห์และเครื่องมือวิเคราะห์ที่ซับซ้อน) และ ESS  (การนำเสนอเป็นกราฟฟิค และผู้บริหารสามารถกดเล่นได้เอง)




มหาวิทยาลัยพยายามที่จะให้ความรู้และประสบการณ์แก่นักศึกษาปริญญาโทให้ทำสิ่งเหล่านี้ได้




ดังนั้นเราไม่ได้สอนให้นักศึกษาทำวิทยานิพนธ์เป็นเพียงเพื่อคำว่า  "คุณภาพการศึกษา"   แต่มุ่งไปที่การเสริมสร้างความสามารถของการทำวิจัยภายในองค์กร (In-house research)  รวมทั้งการผลิตคนเพื่อป้อนให้กับสถาบันวิจัยด้วย




อย่างไรก็ตาม  เราต้องยอมรับความจริงที่ว่ามหาบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาออกไปส่วนใหญ่เมื่อเข้าไปทำงานในองค์กรแล้ว   
กลับไม่ได้ทำงานด้านการวิจัยอีก  เพราะความสนใจของแต่ละองค์กรด้านการวิจัยก็ต่างกันไป   บางองค์กรก็ให้ความสนใจมาก  บ้างก็ไม่สนใจเลย   นอกจากนั้นภาระงานอื่น ๆ ที่ทำเป็นประจำวันก็อาจจะไม่สามารถทำให้เหลือเวลามาทำวิจัยที่ลึกซึ้งได้นอกจาก 
"ทำข้อมูลไปส่งนาย"  ให้เสร็จไปเป็นวัน ๆ





ในบรรดานักศึกษาหนึ่งร้อยคนที่เราผลิตออกไป  อาจจะมีผู้ที่ได้ทำวิจัยจริง ๆ ไม่เกิน 10 คน  (จากการสำรวจส่วนตัวของผู้เขียน)  ดังนั้นจึงเป็นคำถามว่า   มันเป็นความสูญเสียหรือไม่ที่เราผลิตนักศึกษาปริญญาโทที่ทำวิจัยเป็นแต่ไม่ได้ออกไปทำงานด้านวิจัย






เมื่อเรามองเห็นเช่นนี้เราจึงตอบตัวเองได้ว่า  เราไม่จำเป็นต้องบังคับให้คน 90 คนในหนึ่งร้อยคนให้ต้องทำวิทยานิพนธ์   ถ้าพวกเขารู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่มีโอกาสทำงานวิจัยในองค์กร  และไม่ต้องการทำงานในสถาบันวิจัย   เราสามารถสร้างหลักสูตรที่สอบ Comprehensive ที่เข้มข้นขึ้นได้  และรับประกันได้ว่าคุณภาพการศึกษาของเราจะไม่ด้อยไปกว่าใคร  







ท่านอาจจะอ้างว่ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศต่างเน้นการทำวิทยานิพนธ์  แต่นั่นก็เพราะว่าในต่างประเทศมีงานรองรับนักศึกษาเหล่านั้นในด้านการวิจัยทั้งในองค์กร  และในสถาบันวิจัย  มากกว่าในประเทศไทยมากนัก  เช่น ในประเทศเยอรมนีมีบริษัทผู้ผลิตคิดค้นยารับนักศึกษาที่มีทักษะวิจัยเป็นจำนวนมาก  และเฉพาะสถาบันวิจัย Max Planck  แห่งเดียวก็รับนักวิจัยมากถึง 13,000 คน แล้ว





ในประเทศของเขา  มหาบัณฑิตเยอรมันที่ไม่มีทักษะการวิจัยมีโอกาสน้อยที่จะได้งานดี ๆ   แต่ในประเทศไทยมหาบัณฑิตไทยที่มีทักษะวิจัยนั้นไม่แน่ว่าจะได้งานดี   เขาถึงมุ่งสร้างคนที่ทำวิจัยเป็นแล้วเอาไปใช้งานได้เลย  เขายิ่งสร้างยิ่งได้ผลทางเศรษฐกิจ   แต่เรามุ่งสร้างคนที่ทำวิจัยเป็นแต่ทิ้ง ๆ  ขว้าง ๆ  ถือว่าได้สร้างตามอย่างเขาแล้วเท่านั้น   เรายิ่งสร้างก็เหมือนยิ่งเอาเงินไปทิ้ง ทั้งเงินนักศึกษาและทั้งเงินหลวง   นี่คือความสูญเปล่าในระบบเศรษฐกิจของไทย





มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทยจึงเลือกที่จะมีสองวิธีที่นักศึกษาจะจบได้   ทางแรกคือทำวิทยานิพนธ์ และทางที่สองคือสอบประมวลความรู้ (Comprehensive)  นักศึกษาที่แน่ใจแล้วว่าจบไปจะไม่ได้ทำงานในด้านการวิจัยแต่สนใจที่จะเรียนให้มีความรู้กว้างขวางจึงอาจจะเลือกแบบหลังได้  เพราะวิธีการสอบ Comprehensive จะกำหนดให้นักศึกษาลงวิชาเรียนมากกว่าปกติ





ท้ายที่สุดแล้ว  เฉพาะการบังคับให้นักศึกษาทำวิทยานิพนธ์โดยตัวมันเองไม่ได้แปลว่าเรามีคุณภาพการศึกษาที่ดี  
เพราะการสูญเสียผลผลิตโดยเปล่าประโยชน์จะหมายถึงคุณภาพการศึกษาที่ดีได้อย่างไร  
เราจึงควรมีทางเลือกอื่น  ที่ทำให้นักศึกษาได้ความรู้ติดตัวออกไปใช้งานจริงมากที่สุด  










กลับสู่สารบัญ




 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ