Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home เพลิน เย็นกายสบายใจ ทำไมห้องเรียนถึงเงียบ
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















ทำไมห้องเรียนถึงเงียบ Print E-mail

คมสัน  สุริยะ
8  ตุลาคม 2552



กระทรวงศึกษาธิการต้องการให้นักเรียนนักศึกษาถามคำถามในห้องเรียนมากขึ้น  เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนให้คึกคัก   คุณคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ในบริบทของสังคมไทย

 

เราจะเริ่มสำรวจประเทศอื่นกันก่อน   เริ่มที่ญี่ปุ่น  เพื่อนของผมไปเรียนที่ญี่ปุ่นมาหลายคน  แต่ละคนบอกว่าพอเรายกมือถามอาจารย์เท่านั้นแหละกลายเป็นเหมือนตัวประหลาดในชั้นเรียนไปเลย  เพราะนักเรียนนักศึกษาญี่ปุ่นจะนั่งกันเงียบ ๆ คอยฟังอาจารย์  อาจารย์ว่าไงก็ว่าอย่างนั้น  เหมือนพวกนี้เดินตามอาจารย์ร้อยเปอร์เซ็นต์



ต่อไปเราลองมาดูเยอรมัน   นักศึกษาถามกันได้เรื่อย ๆ  ถามขัดจังหวะอาจารย์ก็ได้   ถ้าเขาคิดว่าเขาไม่เข้าใจ  จะหาเรื่องพูดเสนอความคิดเห็นเมื่อไรจังหวะไหนก็ได้   พอได้พูดสักคนก็จะตามกันมาเป็นพรวน  เหมือนกับพวกนี้เอาแต่คิดเรื่องที่ตัวเองเจอมาว่าไม่เห็นเหมือนกับที่อาจารย์บอกเลย  พูดง่าย ๆ ก็คือเปอร์เซ็นต์ในการเดินตามอาจารย์เกือบเป็นศูนย์




ทำไมห้องเรียนที่ญี่ปุ่นถึงเงียบ  และทำไมที่เยอรมันถึงได้ถามกันจัง   เราลองมาดูอีกที่หนึ่งคือที่ ZEF  ซึ่งเป็นแหล่งรวมนักศึกษาจากประเทศกำลังพัฒนาอีกมากกว่า 30 ประเทศ   ห้องเรียนที่ ZEF  ถามกันไม่มาก  โดยมากคนที่ถามก็มักจะมาจากภาคพื้นยุโรป  ส่วนคนเอเชีย  อาฟริกา  และลาตินอเมริกา  ออกจะเงียบ  และถ้าจะถามก็ค่อนข้างเกรงใจอาจารย์  ถามกันอย่างสุภาพอ่อนน้อม  เจียมเนื้อเจียมตัวกว่าพวกยุโรป  ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น




สาเหตุที่เป็นอย่างนั้นเพราะคนยุโรปเขาถือว่าการถามเป็น "สิทธิ์" อันชอบธรรมของเขาที่จะต้องได้รับ  เพราะเมื่อเขามาเรียนแล้วเขาต้องรู้   ถ้าไม่รู้ก็ต้องถามให้รู้  อาจารย์มี "หน้าที่" ต้องตอบให้ชัดเจน  ถ้าตอบไม่ชัดเจนจะมาเป็นอาจารย์ทำไม  เขาคิดกันอย่างนี้




ในขณะที่คนเอเชีย  อาฟริกา  ลาตินอเมริกา มองว่าการถามเป็น "การคุกคาม"  ซึ่งเสี่ยงที่จะเป็นการแสดงออกถึงความก้าวร้าว  ความไม่เคารพยำเกรงในตัวอาจารย์  หรืออาจจะเสี่ยงที่จะทำให้อาจารย์หน้าแตกหน้าห้องได้   นอกจากนั้นยังคิดว่าเป็นการรบกวนเพื่อนในห้องที่กำลังตั้งใจจดตามอาจารย์อยู่    ถึงการถามจะเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมเช่นกัน  แต่คนจากประเทศเหล่านี้เลือกที่จะไม่ถาม  เพื่อรักษาความสุภาพและความสงบในห้องเรียนเอาไว้ หรือเรียกได้ว่าเป็น  "ภารกิจรักษาสันติภาพในชั้นเรียน"




ต่อไปสมมติว่าในประเทศไทยเกิดสามารถทำให้นักเรียนนักศึกษาถามในชั้นเรียนมากขึ้น  จะเกิดอะไรขึ้น    สิ่งที่น่าคิดก็คือครูอาจารย์ทั้งหลายจะตอบว่าอย่างไร    นักศึกษาอาจจะถามคำถามประหลาด ๆ  ซึ่งครูไม่คาดว่าคนเราจะสรรหามาถามกันได้  หรืออาจจะถามสิ่งที่เฉียบแหลมมากเกินกว่าที่ครูคาดคิด  หรือถามคำถามกวนโมโห   ครูจะรับได้หรือไม่   ครูแกร่งพอที่จะตอบทุกคำถามหรือไม่   ครูกล้าพอที่จะยอมรับว่าไม่รู้ในบางเรื่องหรือไม่  แล้วสถานภาพอันเหนือกว่าของครูจะหายไปหรือไม่




ที่ญี่ปุ่น  นักศึกษาไม่ยอมถามกันเลยเพราะยอมรับสถานภาพที่เหนือกว่าของครูโดยไม่มีข้อแม้   ใครที่ยกมือถามก็คือคนที่กล้าเป็นปฎิปักษ์ต่อระบบอาวุโสของสังคมญี่ปุ่น   ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของสถานภาพอันสูงส่งของครู   นั่นคือภัยคุกคามของสังคมโดยแท้




ที่เยอรมัน  ครูไม่ได้มีสถานภาพอันศักดิ์สิทธิ์   แต่นักศึกษาก็ถือว่าครูเป็นคนที่ควรเกรงใจ   นักศึกษาเข้าหาอาจารย์ง่าย  คุยแลกเปลี่ยนความคิดกันได้ง่าย  อาจารย์ไม่มีการถือตัวเท่าใดนัก   แต่นักศึกษายังต้องยึดถือระเบียบเคร่งครัดในสังคม เช่น ต้องนัดก่อนเข้าพบ  ต้องรักษาเวลา  ต้องไม่นอกเรื่อง  ต้องไม่ก้าวล้ำเข้าไปในเรื่องส่วนตัวของอาจารย์  และต้องไม่เล่นหัวอาจารย์  เป็นต้น 





กลับมาที่เมืองไทย   ประเทศของเราใช้ระบบอุปถัมภ์  คือ ผู้ใหญ่อุปถัมภ์ผู้น้อย  เป็นมาอย่างนี้หลายร้อยปี  และจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกหลายร้อยปี  เราเปิดกว้างกว่าญี่ปุ่นที่รับฟังคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดใหม่ ๆ   และไม่ถือสาเขาเหล่านั้น   แต่เราก็ไม่ยอมให้ใครมาล่วงเกินความเป็นผู้ใหญ่ของเรา   หากล่วงเกินกันก็จะเกิดการ "หลุดออกจากวงจรการอุปถัมภ์"   ถ้าไม่ขอขมากันเป็นเรื่องเป็นราว  ก็คงจะต่างคนต่างไป




ประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับคนที่ต้องการเดินบนเส้นทางต่างคนต่างไป  แต่น้อยคนที่จะสามารถเดินบนเส้นทางนี้ได้  เพราะคนเหล่านั้นเท่ากับว่าเขาต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว  ไม่แคร์ใคร  ทุกอย่างล้วนแต่แสวงหามาด้วยความสามารถ  ไม่มีผู้ใหญ่สนับสนุน  ไม่มีเพื่อนคอยค้ำจุน  ผมก็เห็นมาหลายท่าน  ล้วนแล้วแต่เป็นคนเก่งและกล้าหาญ  จิตใจเข้มแข็ง  อีกทั้งประสบความสำเร็จก็มาก




แต่คนไทยอีกจำนวนมากก็ไม่อยากออกไปลำบากอย่างนั้น  ในเมื่อเรามีวัฒนธรรมที่ฝากกันได้  ทำไมเราต้องลำบากไปต่อสู้ด้วยตัวเอง  นักศึกษาไทยจำนวนมากจึงเลือกที่จะไม่เสี่ยงทำให้ตนเองต้อง  "หลุดออกจากวงจรการอุปถัมภ์" 




ยกเว้นแต่ว่าอาจารย์จะเป็นคนที่ชอบคนเก่ง  ยิ่งนักศึกษาถามมาดี ๆ มีแววว่าจะเป็นคนเก่ง  อาจารย์ก็จะยิ่งชอบ  และอาจารย์เหล่านี้ก็จะมีมุมมองดี ๆ ตอบกลับให้นักศึกษาเหล่านั้น  แต่จะมีอาจารย์อย่างนี้สักกี่คน   ผมเคยถามอาจารย์ลือชัย  จุลาสัย  ตั้งแต่ผมเป็นนักศึกษาว่าวิชาสัมมนาของอาจารย์นี่ดีมาก  เราควรเปิดเยอะ ๆ เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสลงเรียนกันเยอะ ๆ    อาจารย์ลือชัยตอบผมว่า  "ขึ้นอยู่กับว่ามีอาจารย์ที่พร้อมจะเปิดวิชานี้กี่คน    มันไม่ได้ง่ายเหมือนที่คุณคิด  ที่ใครอยากเปิดก็เปิดได้  อาจารย์ต้องพร้อมที่จะตอบทุกคำถามอย่างสร้างสรรค์" 




ลองดูคำถามง่าย ๆ  ว่าเรามาเรียนเศรษฐศาสตร์  ทำไมต้องเรียนเป็นคณิตศาสตร์   นักศึกษาบางคนถึงกับเขียนลงไปในใบประเมินว่า  ผมมาเรียนเศรษฐศาสตร์  ไม่ได้มาเรียนคณิตศาสตร์ 




คำถามนี้ไม่ใช่แค่นักศึกษาไทยเท่านั้นที่อยากรู้คำตอบ   ผมพึ่งได้ยินมาจากเพื่อนชาวเยอรมันที่ออกปากถามอาจารย์ที่เก่งที่สุดท่านหนึ่งว่า  อาจารย์ครับ  "ทฤษฎีบางอย่างแค่พูดผมก็เข้าใจแล้ว  ทำไมอาจารย์ต้องลำบากเขียนเป็นคณิตศาสตร์ด้วยครับ"     อาจารย์ก็หยุดไปสักพักแล้วก็ตอบอย่างใจเย็นว่า  อืม  เป็นคำถามยอดฮิตเลยหล่ะ   คือ  เรื่องบางเรื่องเราก็ดูเผิน ๆ เหมือนกับว่ามันจะเป็นอย่างนั้น  แต่ถ้าลองมาเขียนดูให้เป็นจริงเป็นจังแล้ว  บางทีความเชื่อมโยงที่เราคิดว่ามีอยู่นั้นก็อาจจะหาที่มาที่ไปไม่ได้เลยก็ได้    กลไลการทำงานของมันที่ชัดเจนเป็นอย่างไรเราก็ไม่รู้   ถึงรู้กลไกเหล่านั้นก็อาจจะทำงานได้ในเพียงบางเงื่อนไขเท่านั้น   หากเงื่อนไขเปลี่ยนไปกลไกก็อาจจะไม่ทำงาน   คือ มันไม่ได้ถูกต้องในทุกบริบท   คณิตศาสตร์จะบอกเราถึงกลไกการทำงานที่ชัดเจน  และบริบทที่กลไกจะทำงานได้





ยกตัวอย่างเช่น   ถ้าเรารู้เผิน ๆ แค่ว่า เครื่องยนต์ทำให้รถวิ่งได้   ใคร ๆ ก็พูดได้  แต่คนพูดนั้นสร้างหรือซ่อมเครื่องยนต์ไม่ได้   เพราะไม่รู้ว่าเครื่องยนต์หน้าตาเป็นอย่างไร   กลไกการทำงานเป็นอย่างไร   ถ้าอากาศหนาวไปหรือร้อนไปแล้วเครื่องยนต์จะทำงานได้ไหม   ถ้าเครื่องยนต์เบนซินแล้วเอาไปเติมดีเซลจะพังไหม   ทำไมถึงพัง   แล้วจะซ่อมอย่างไร   เรื่องเหล่านี้หากลองมองเทียบเคียงกับเศรษฐศาสตร์แล้ว  ก็คือการใช้คณิตศาสตร์ในการอธิบายกลไกของเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ





นักศึกษาไทยก็สงสัยในคำถามข้อนี้เหมือนกัน  แต่ไม่กล้าถามในห้อง  แต่กลับมาเขียนต่อว่าอาจารย์โดยไม่เปิดเผยตัว   และนินทาอาจารย์ลับหลัง  ผลก็คือเสียทั้งครูทั้งนักเรียน  นักเรียนก็ยังไม่รู้อยู่เหมือนเดิม  และก็ต่อต้านการเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ใช้คณิตศาสตร์  ทำให้เขาต้องไปเรียนแต่วิชาที่สอนให้ท่องจำ  เช่น  หุ้นลงให้ซื้อ  หุ้นขึ้นให้ขาย   แต่ก็ไม่รู้กลไกว่าทำไมหุ้นขึ้นหรือลง  ก็เลยกะจังหวะไม่ถูกสักที  สุดท้ายก็เลยต้องซื้อเมื่อหุ้นแพง  และจำใจขายเมื่อหุ้นราคาตก   




ส่วนอาจารย์ก็เสียหายเหมือนกันเพราะโดนต่อว่าทั้งลับหลังและอย่างเป็นทางการ   นักศึกษาก็กล่าวขานว่าอย่าไปลงกับอาจารย์คนนี้เพราะสอนเป็นคณิตศาสตร์   สุดท้ายอาจารย์ที่อุตส่าห์ไปร่ำเรียนมาถึงอเมริกาและอังกฤษก็ไม่ได้ใช้ความรู้ของตัวเองอย่างเต็มที่  เพราะถ้าจะสอนกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ นักศึกษาก็ไม่ลง  ถึงลงก็บ่น   แต่ถ้าอาจารย์อยากรักษาคะแนนนิยมในหมู่นักศึกษาก็ต้องสอนโดยใช้คณิตศาสตร์น้อยลง   ทำให้สิ่งที่อุตส่าห์ไปเรียนมาก็ในที่สุดหายหมด




ผลลัพธ์ในการศึกษาไทยก็เลยออกมาเป็น  แพ้-แพ้  ทั้งนักศึกษาและอาจารย์   เหตุเพราะไม่ถามกันให้รู้เรื่องในห้องเรียนว่า  ทำไมอาจารย์สอนผมเป็นคณิตศาสตร์  ผมมาเรียนเศรษฐศาสตร์นะครับ     แต่ถ้าถามจะเกิดอะไรขึ้นก็น่าคิด   เราก็ไม่รู้ว่าอาจารย์จะตอบออกมาแล้วทำให้ห้องเรียนตกอยู่ในบรรยากาศแบบไหน   ถ้าอาจารย์ตอบว่า  "คุณมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป"   หรือ  "อาจารย์คงไม่มีเวลามาตอบคำถามเธอหรอกนะ  เราต้องเร่งเรียนให้ครบตามเนื้อหา"  แบบนี้ก็คงจะแย่    หรือถ้าอาจารย์ตอบว่า  "อีกหน่อยคุณก็รู้ประโยชน์ของมันเอง"  ก็ยังแย่อยู่ดี   จะมีอาจารย์สักกี่คนที่หาคำตอบดี ๆ มาตอบนักศึกษาได้ให้หายข้องใจ    นักศึกษาที่ไม่แน่ใจว่าอาจารย์จะตอบอย่างไรก็เลยคิดว่าไม่เสี่ยงถามดีกว่า




โดยสรุปแล้ว  คำตอบของโจทย์ของบทความที่ว่า  คุณคิดว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำให้ชั้นเรียนในเมืองไทยมีการซักถามของนักศึกษามากขึ้น   ผมตอบได้ว่า   เรื่องนี้จะลงเอยที่นักศึกษาจะไม่เสี่ยงถามอาจารย์  เพราะคิดว่าได้ไม่คุ้มเสีย    ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป เราจะไม่มีวันเห็นบรรยากาศการซักถามกันอย่างครึกครื้นระหว่างนักศึกษากับอาจารย์    นอกเสียจากว่าฝ่ายอาจารย์จะทำให้นักศึกษาเชื่อได้ว่าอาจารย์เปิดรับทุกคำถาม  และจะตอบอย่างสร้างสรรค์ 





จริง ๆ อาจารย์ส่วนใหญ่ก็เปิดรับทุกคำถามและพยายามตอบอย่างสร้างสรรค์กันอยู่แล้ว  เพราะต่างก็ซึมซับเอาวัฒนธรรมการซักถามจากประเทศที่พัฒนาแล้วมากันทั้งนั้น   เพียงแต่ว่านักศึกษาไม่ค่อยเชื่อ  เหตุที่ไม่เชื่อเพราะไม่เคยเห็นตอนที่อาจารย์ตอบคำถาม เหตุที่ไม่เคยเห็นก็เพราะไม่เคยมีใครกล้าถาม   เหตุที่ไม่กล้าถามก็เพราะไม่เชื่อว่าอาจารย์จะเปิดกว้างและสร้างสรรค์    เหตุที่ไม่เชื่อก็เพราะไม่เคยเห็น   วนอยู่อย่างนี้เป็นวงจรงูกินหาง





ถ้าอยากจะออกจากวงจรนี้ก็มีทางแก้คือ  ให้นักศึกษาลองเปิดฉากถามอาจารย์ดูเลย  เรื่องไหนที่สงสัยก็ยกมือถามไปเลย  ไม่ต้องกลัว  แล้วเพื่อน ๆ ก็จะเห็นว่าอาจารย์ใจกว้างและตอบอย่างสร้างสรรค์   จากนั้นก็จะเชื่อว่าการถามเป็นสิ่งที่ปลอดภัย    บรรยากาศการซักถามในห้องก็จะคึกคักขึ้นได้เอง





แต่อาจารย์ไม่ต้องถึงกับบังคับให้นักศึกษาต้องถามกันคนละหนึ่งคำถาม  เพราะการบังคับนำมาซึ่งความเกลียดชังมากกว่าความประทับใจ   สู้ใช้วิธีหยอดอะไรให้น่าสงสัยลงไปแล้วรอดูว่าใครจะถามดีกว่า  หยอดไปเรื่อย ๆ เหมือนตกปลาหมึก   เดี๋ยวก็มีปลาหมึกมาติดเบ็ดเองไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง   เมื่อมีคนถามคนแรกแล้วก็อย่าไปโมโหใส่เขา  ตอบดี ๆ อย่างสร้างสรรค์   ถ้าตอบคนแรกดี  ก็จะมีคนถามเรื่อย ๆ   ถ้าตอบคนแรกไม่ดี  ก็รับรองได้ว่าชั้นเรียนนั้นก็คงจะเงียบกันไปตลอดทั้งเทอม







กลับสู่สารบัญ



 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ