Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ตำราเรียน แนะแนวการทำวิทยานิพนธ์ ข้อขัดแย้งต่องานวิจัยที่เน้น Methodology
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















ข้อขัดแย้งต่องานวิจัยที่เน้น Methodology Print E-mail
คมสัน  สุริยะ
25  กันยายน 2552



เมื่อวานนี้ที่ ZEF (บอนน์)  มีการสอบวิทยานิพนธ์ของเพื่อนชื่อ จูเลีย ชินด์เลอร์   เธอเป็นนักคณิตศาสตร์ที่หันมาเอาดีด้านการทำแบบจำลองที่ชื่อว่า Agent-based simulation   ทำงานค่อนข้างหนักมากตลอดเวลาประมาณ 4 ปี  แต่เมื่อสอบวิทยานิพนธ์แล้วทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่างานนี้เน้นไปทาง Methodology (วิธีการศึกษา) มากกว่าที่จะเน้นไปที่ Implication (การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์)



ความชอบของ ZEF  เน้นไปที่ Implication  เพราะ ZEF เกิดมาจากโครงการวิจัยเพื่อการพัฒนา  ทำให้ต้องเพียรหาคำตอบเพื่อการแก้ปัญหาในทางปฎิบัติ  ซึ่งแนวทางนี้ก็ใช้กันมาตลอด  แต่เมื่อไม่นานมานี้มีกระแสเห่อแบบจำลองเกิดขึ้น  โดยเฉพาะอะไรใหม่ ๆ ที่ซับซ้อนและเรียกตัวเองว่า Complex system   เหตุผลหนึ่งก็คือคนที่ทำแบบจำลองประเภทนี้มีโอกาสที่จะได้งานง่ายกว่าและได้เงินมากกว่า 



การสร้างแบบจำลองเพื่อดูอิทธิพลของความสลับซับซ้อนทั้งทางสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันนั้นกินเวลามาก  รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่สามารถทอดทิ้งได้เพราะจะถูกโจมตีว่าทำแบบจำลองออกมาไม่สมจริงสมจัง   สุดท้ายงานวิทยานิพนธ์ออกมาก็เลยกลายเป็นว่า  แบบจำลองเสร็จและทำงานได้   แต่กลับอ่อนเรื่องผลการศึกษาที่ออกมาว่าจะเอาไปทำอะไร




หลังจากการสอบวิทยานิพนธ์ของจูเลีย  แต่ละคนก็จับกลุ่มคุยกันว่าทิศทางที่ควรจะเป็นของการทำวิทยานิพนธ์ที่ต้องสร้างแบบจำลองเช่นนี้ควรจะเอาอย่างไรกันต่อไป     บ้างก็ว่าจูเลียลงทุนด้านการขี่ช้างไปมาก  แต่จับได้แต่ตั๊กแตน 




ฟลาเวียร์  นักสร้างแบบจำลองอีกคนหนึ่งจากบราซิล  ให้ความเห็นว่า  การสร้างแบบจำลองไม่จำเป็นต้องจำลองโลกจริงมาทุกอย่าง  เพียงแต่ทำให้โลกจริงเล็กลงมาจนสามารถมองเห็นได้ทั่ว (Simplified)     ดร. โฮลเกอร์  ก็บอกว่า  แบบจำลองควรจะทำให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้  ตราบใดที่ไม่ละเลยรายละเอียดส่วนสำคัญที่เป็นหัวใจที่ต้องใช้ตอบคำถาม   ไอน์สไตน์ก็บอกว่างานทั้งหลายควรจะทำให้ออกมาง่าย ๆ แต่ต้องไม่ละเลยรายละเอียดสำคัญ (Simple but not simpler)




นอกจากนั้นผลการวิเคราะห์จากแบบจำลองที่เข้าทำนอง "ทำนาย" อนาคตนั้นก็เป็นเรื่องถกเถียงกันมากว่าจะแม่นไหม   เรื่องนี้ฟลาเวียร์บอกว่าเราไม่ได้ตั้งใจจะทำนาย   แต่ตั้งใจจะเปรียบเทียบ    คือ   การทำแบบจำลองใด ๆ ก็ตามจะต้องมีฐานสำหรับการเปรียบเทียบ  (base line หรือ benchmark) จากนั้นก็สมมติสถานการณ์เข้าไปบางอย่าง (scenarios)  แล้วดูผลว่าจะแตกต่างกับฐานอย่างไร   




ฟลาเวียร์ยังบอกว่าการมีแบบจำลองนั้นดีกว่าการพูดพล่ามไปเรื่อย ๆ ว่าเรื่องนี้มันควรจะเป็นอย่างนั้นควรเป็นอย่างนี้ไปตามความคิดของแต่ละคนซึ่งแน่นอนว่าจะต่างกัน   แบบจำลองเป็นการระบุเงื่อนไขต่าง ๆ ออกมาอย่างชัดแจ้ง (explicit)  ให้ทุกคนเห็นกันจะ ๆ  ว่าเราพูดกันบนเงื่อนไขดังต่อไปนี้  แล้วแสดงให้เห็นประจักษ์ว่า  ผลจะเกิดอะไรขึ้น  (อ่านเพิ่มเติมได้ในเรื่อง แบบจำลองเผากองเรือโจโฉ ที่จิวยี่ทดลองจุดไฟให้ดูกันจะ ๆ )





ถ้าใครคิดว่าเงื่อนไขที่เรากำลังพูดกันอยู่มันไม่ตรงกับความเป็นจริงก็แย้งได้  เราก็ปรับแบบจำลองให้เป็นไปตามเงื่อนไขนั้นแล้วทดลองแสดงผลออกมาดูใหม่  ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพอใจกันทุกฝ่าย




แต่หัวใจของเรื่องก็คือคำถามมีคำตอบที่น่าพอใจหรือยัง   คำตอบไม่ใช่แค่ว่าได้ทำแบบจำลองออกมาแล้วจบ   คำตอบต้องบอกได้ว่าถ้าเราจุดไฟขึ้นแล้ว  กองเรือโจโฉจะไหม้หรือเราจะไหม้กันแน่   นั่นสำคัญมากเพราะเรากำลังตัดสินใจว่าเราจะจุดไฟดีหรือเปล่า




ทุกคนเข้าใจว่าจูเลียสร้างแบบจำลองมาด้วยความยากลำบาก  แต่ให้คำตอบในทางปฎิบัติได้น้อยไปหน่อย  ผลสุดท้ายเมื่อกรรมการประชุมกันเสร็จก็ออกมาประกาศต่อกองเชียร์ทั้งหลายนอกห้องว่า  เรามีความยินดีที่จะต้อนรับด๊อกเตอร์คนใหม่ด้วยเกรด "ดีมาก (Very Good)"     จูเลียผิดหวังเล็กน้อยกับคำตัดสินเพราะเธอคิดว่าเธอจะได้  "ดีเยี่ยม (Excellent)"   แต่นั่นก็เข้าใจได้ตามเหตุผลที่เราอภิปรายกันมาในบทความนี้







กลับสู่สารบัญ




 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ