Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ทางข้างหน้า งานที่ปรึกษา ต่างโต๊ะก็ต่างกติกา
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















ต่างโต๊ะก็ต่างกติกา Print E-mail
คมสัน  สุริยะ
22  กันยายน 2552



วันนั้นได้มีโอกาสเข้าอบรมเรื่อง Cultural shock  ของ  GTZ (The German Society for Technical Cooperation)  เขาให้แบ่งเป็นโต๊ะ ๆ แล้วเล่นไพ่กัน  กติกาก็มีอยู่ว่า Ace ชนะใบอื่นทั้งหมด และ 2 เป็นไพ่ที่มีค่าต่ำสุด   หากเลขออกเท่ากัน  โพธิ์ดำจะใหญ่ที่สุด   



เล่นกันไปสนุก ๆ  แต่สุดท้ายใครแพ้ต้องย้ายโต๊ะไปเล่นโต๊ะอื่น  ปรากฏว่าผมยังไม่แพ้ก็เลยได้อยู่โต๊ะเดิม  คนที่แพ้โต๊ะอื่นก็ย้ายมาเล่นโต๊ะผม  




เมื่อเริ่มเล่นกันใหม่อีกรอบ  คราวนี้ปรากฎว่าได้เห็นของดี   คือ  คนที่มาใหม่ไม่ยอมรับกติกา  คือเขาคิดว่า โพธิ์แดงใหญ่กว่าโพธิ์ดำ  จึงกลายเป็นเรื่องขึ้นมา  ทะเลาะกัน  แต่กติกาก็มีอีกว่าห้ามพูด ห้ามส่งเสียง  ห้ามเขียน  ห้ามจด    ได้แต่พยักหน้าหรือทำหน้าดุ ๆ ใส่กันเท่านั้น    คนในโต๊ะเดิมมีสามคนต่างก็รุมคนที่มาใหม่ซึ่งมีอยู่คนเดียว   แล้วก็ยืนยันว่า  โพธิ์ดำใหญ่ที่สุดนะเฟ้ย   จากนั้นก็เล่นต่อไปจนจบ  ปรากฏว่าคนที่มาใหม่นั้นแพ้  ก็ต้องย้ายโต๊ะไปที่อื่น




คนใหม่จากอีกโต๊ะหนึ่งเข้ามาแทน  ทีนี้มากันทีสองคน  กลายเป็นว่าโต๊ะของผมมีคนเดิมสองคน  คนใหม่สองคน  ทีนี้ยุ่งมาก  เพราะกติกาเพี้ยนไปหมด  กลายเป็นว่า Ace เป็นไพ่ที่มีค่าต่ำที่สุด  และทีนี้คนที่เข้าใจอย่างนั้นมีจำนวนพอ ๆ กับคนที่คิดว่า  Ace เป็นไพ่ที่ใหญ่ที่สุด   อาการไม่ยอมกันทำให้หาทางลงให้กันไม่ได้  เลยต้องมีการใช้กำลังกันนิดหน่อย   และก็กลายเป็นผมที่ต้องจากโต๊ะนั้นไปในฐานะผู้แพ้




ผมออกตระเวนไปโต๊ะใหม่  และเริ่มแพ้ไปเรื่อย ๆ เพราะไม่รู้กติกาของโต๊ะนั้น  ทำให้ย้ายไปเรื่อย ๆ  จึงพบว่าต่างโต๊ะก็ต่างกติกา




เมื่อตั้งตัวได้ก็เริ่มสังเกตว่าโต๊ะนี้มันเล่นกันอย่างไร  เริ่มทำความรู้สึกให้ไว   เริ่มเลิกยึดติดกับกติกาเก่า ๆ   แล้วก็เล่นกันไปตามนั้น  ซึ่งได้ผล  กลายเป็นว่าเราไม่แพ้แล้ว  ก็ยึดที่นั่งบนโต๊ะนั้นไว้ได้อย่างยาวนานจนจบเกมส์




เมืองไทยก็เป็นเหมือนโต๊ะหนึ่ง  มีกติกาเป็นของตัวเอง  เยอรมันก็โต๊ะหนึ่ง  อังกฤษก็โต๊ะหนึ่ง   อเมริกาก็โต๊ะหนึ่ง  อาหรับก็โต๊ะหนึ่ง  ลำปางก็โต๊ะหนึ่ง  เชียงใหม่ก็โต๊ะหนึ่ง  กรุงเทพฯ ก็โต๊ะหนึ่ง  ทั้งหมดก็ต่างมีกติกาเป็นของตัวเอง  



เพื่อนเยอรมันของผมคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า  เคยไปอยู่ประเทศโคลัมเบีย   เขาไปติดต่อขอให้เจ้าหน้าที่รัฐช่วยอะไรบางอย่าง  เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าจะทำให้   แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ทำให้  เขาบอกว่าไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรรับปากแล้วถึงไม่ทำ  ต่อมาจึงได้รู้ว่าวัฒนธรรมโคลัมเบียมีอยู่ว่าถ้าเขาไม่ระบุเวลาว่าจะทำให้เมื่อไรก็แปลว่าเขาไม่จำเป็นต้องทำให้สักที   เราต้องคอยไปตามเรื่องบ่อย ๆ และหยอดน้ำมัน  ซึ่งนั่นเป็นการแสดงออกถึงความ "ตั้งใจจริง" ที่เราจะขอให้เจ้าหน้าที่สักคนทำอะไรให้เรา
 


ผมก็บอกว่า  นี่ถ้ามาเมืองไทยแล้วเจอใครบอกว่า  "ได้"   อีกไม่นานมันอาจจะกลายเป็น  "ไม่ได้"  ก็เป็นได้   เขาก็ว่าบ้านเมืองของเธอทำไมไม่ตรงไปตรงมา   ผมก็ว่าก็นั่นแหละเธอไม่เข้าใจหรอก   มีแต่คนไทยเท่านั้นที่รู้กันดีว่ามันเป็นอย่างนี้  และรู้ด้วยว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อให้มั่นใจว่า  "ได้"  จะแปลว่า "ได้"  อยู่ตลอดเวลาจนกว่าเราจะได้มันจริง ๆ    นอกจากนั้นยังมีอีกนะ  คนไทยเรายังมีวิธีทำให้อะไรที่ "ไม่ได้"  กลายเป็น  "ได้"  ขึ้นมาได้ด้วย  แจ๋วไหม




เพื่อนผมเธอก็สนใจมากว่าทำอย่างไร  ผมก็ว่าเอาง่าย ๆ ไปดูหนังเรื่อง Schindler's list สิ  แล้วจะเห็นเอง  บ้านเมืองของเธอครั้งหนึ่งก็เคยเป็นอย่างนั้น  เพียงแต่ Schindler เขาไม่เรียกการกระทำของเขาว่า "ความตั้งใจจริง"  แต่ใช้ประโยคว่า แล้วคุณจะได้รับ "ความซาบซึ้ง" ของผมที่มีต่อความช่วยเหลือของคุณ




กลับไปเมืองไทยคราวนี้  ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรเหมือนกัน (ดัดจริตติดนิสัยตรงไปตรงมาแบบคนเยอรมัน)  รู้แต่ว่าถ้าไม่ไวต่อการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศเมืองไทย  ก็คงเป็นไข้  และอาจถึงตายได้   แต่อากาศเมืองไทยก็คงไม่ร้อนเท่าโคลัมเบีย   ซึ่งผมพบว่าเมื่อคบกับบรรดาเพื่อน ๆ ที่มาจากประเทศกำลังพัฒนากว่า 30  ประเทศแล้ว  เมืองไทยของเราจัดว่าเป็นเมืองที่เจริญกว่า  เป็นเมืองของคนที่สุภาพกว่า   และมีเรื่องใต้โต๊ะน้อยกว่าประเทศอื่นมาก   เพียงแต่เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว  เราตรงไปตรงมาน้อยกว่านิดหนึ่ง (ถึงมาก) เท่านั้นเอง





สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับเมืองไทย   ถ้าไปเมืองไทยให้เตรียมตังค์ไว้เยอะ ๆ  เพราะต้องจ่ายให้กับ "ความซาบซึ้ง" หลาย ๆ เรื่อง   และถ้าไม่อยากให้ใครมาใช้อำนาจกับคุณ  คุณก็ต้องมีอำนาจมากกว่าเขา  ง่าย ๆ เท่านี้เอง   แล้วจะ enjoy  กับรอยยิ้มของคนไทยได้เสมอ

 



ทิ้งท้ายให้กับนักวิจัยที่ตอนนี้อยู่เมืองนอกทั้งหลายอยากจะไปเอาดีในเมืองไทย   ถ้าอยากได้เงินวิจัยภาครัฐ  ก็ให้เกาะกระแส  คนไทยชอบความฮือฮา  ใครหวังอยากทำโครงการพัฒนาอะไรยาว ๆ อย่าไปหวังมาก  คนไทยไม่ชอบลงทุนทำวิจัยอะไรนาน  ๆ   คนไทยใจร้อนชอบรวยเร็วรวยลัด  อะไรไม่เร็วอะไรไม่ลัดไม่อยากได้   ถ้าต้องลงทุนสิบปีจะไม่มีผู้ใหญ่สนใจเพราะไม่ทันใช้ในยุคของเขา   ตรรกะง่าย ๆ  ถ้ารับได้ก็ไปทำวิจัยในเมืองไทยกัน   ไม่เหมือนกับเมืองนอกที่ท่านอาจจะคุ้นเคย  ซึ่งถ้าไม่ทำวิจัยต่อเนื่องยาวนานก็จะไม่ได้ทุนวิจัย   ก็ผมบอกแล้ว  ต่างโต๊ะก็ต่างกติกา   
 









กลับไปสู่สารบัญ







 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ