| สิ่งที่ฉันต้องการก็คือ |
|
|
|
คมสัน สุริยะ 6 กันยายน 2552 วันนี้ได้มีโอกาสอ่านเรื่อง "สำนักเรียนท่าโพธิ์ อาศรมบ่มเพาะนักฟิสิกส์ทฤษฎี" ซึ่งตั้งขึ้นมาด้วยเจตนารมณ์ที่ดีของคนรุ่นใหม่ที่เป็นศิษย์เก่า มช. (คณะวิทยาศาสตร์) แล้วไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก คือ ดร.บุรินทร์ กำจัดภัย ทำให้ได้คิดทบทวนอะไรหลายอย่างโดยเฉพาะสิ่งจำเป็นสำหรับความอยู่รอดและเติบโตขององค์กรลักษณะนี้ สมัยที่ผมเป็นประธานชมรมไอเซค มช. เคยให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งทีชมรมไอเซคต้องการก็คือ เงิน และ คน ถ้ามีสองอย่างนี้เราจะทำอะไรก็จะง่ายขึ้น ผมยังเชื่อเช่นนั้น ที่เยอรมันมีสถาบันชื่อว่า Max Planck Institute ทำงานวิจัยบริสุทธิ์ องค์กรนี้ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ แต่ได้รับเงินสนับสนุนส่วนใหญ่จากรัฐ และองค์กรนี้ก็ดึงคนเก่ง ๆ มาร่วมงานได้นับหมื่น ๆ คน เป็นด๊อกเตอร์ 9,000 คน และสต๊าฟอีก 12,000 คน เราจะทำอย่างไรให้ได้ทั้ง เงิน และ คน เป็นคำถามสำหรับผู้บริหารองค์กรวิจัยที่ต้องตอบให้ได้ เงิน และ คน ต่างมี Motive ของตัวเอง เงินวิ่งไปหาจุดที่จะทำให้ได้ "ความคุ้มค่า" ส่วน คน อ่านยากกว่า เพราะมีความต้องการหลายขั้นตามหลักของมาสโลว์ แต่โดยมาก คนที่ยังไม่มีเงิน ก็จะวิ่งมาหาเงิน และคนที่มีเงินมากพอแล้ว ก็จะวิ่งไปหาชื่อเสียง จากนั้นคนที่มีชื่อเสียงมากพอแล้ว ก็จะวิ่งไปหาจุดที่เป็นอุดมคติตามแต่ใจเขาวาดไว้ ผู้บริหารสถาบันวิจัยจึงต้องคิดว่า จะทำงานวิจัยอะไรที่ "เงิน" คิดว่า "คุ้มค่า" และจะต้องสร้างความโปร่งใสว่า คนที่มาทำงานแล้วมีโอกาสจะได้ "เงิน" และ "ชื่อเสียง" ไม่ใช่มัวมาต่อว่ารัฐบาลว่า ทำไมไม่ให้เงินเรา ทั้ง ๆ ที่เราตั้งมาด้วยเจตนารมณ์ที่ดี ไม่ใช่สร้างความอึมครึมว่า คนมาทำงานแล้วจะได้เงินไหม หรือต้องเข้าเนื้อ ต้องออกเงินเอง และไม่ใช่ว่าคอยแต่ปิดกั้นคนที่ทำดีแล้วไม่มีเวทีให้นำเสนอผลงาน หรือจ้องขโมยผลงานเขา ดังนั้น ไม่เฉพาะ สำนักเรียนท่าโพธิ์ เท่านั้นที่ต้องตอบคำถาม สถาบันวิจัยอื่น ๆ ก็ต้องตอบคำถามเช่นกัน เพื่อความอยู่รอดและเติบโตของสถาบันทั้งหลายเหล่านั้น คำถามดังกล่าวคือ หนึ่ง สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ มีความคุ้มค่าอย่างไร สอง คนที่จะมาร่วมงานกับเรา เขาจะได้อะไร ถ้าคำตอบออกมาว่า หนึ่ง เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความคุ้มค่าเอง สอง คนมาทำด้วยใจ ไม่ต้องการอะไร คำตอบแบบนี้ "ไม่ผ่าน" องค์กรจะไม่มีวันเติบโต และคงจะอยู่รอดไปได้อีกไม่นาน Max Planck Institute เขาตอบว่า หนึ่ง
สอง
แบบนี้คนให้เงินทุนสนับสนุนเขาก็ยังมีความหวังว่าสถาบันนี้จะทำวิจัยเพื่อตอบสนองปัญหาที่จำเป็นเร่งด่วนได้ โดยไม่ต้องรอให้มหาวิทยาลัยทั่วไป "ออกใจ" จะทำ เพราะคงอุ้ยอ้ายและโอ้เอ้ ดูแล้วเหมือนสถาบันนี้ออกแนว "มือปืนรับจ้าง" ในการทำงานวิจัยให้รัฐ รัฐก็ O.K. จ่ายเงินให้ เรื่องก็ง่าย ๆ แบบนี้ เมื่อมีเงิน คนก็ตามมา เมื่อมีเงิน ก็ซื้อเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย เครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยก็ดึงดูดให้คนเก่งอยากลองมาลูบคลำ และเมื่อมีเงิน ก็ส่งคนไปนำเสนอผลงานได้ทั่วโลก คนก็เห็นว่ามีโอกาสดังก็เลยแห่กันมาอยู่ด้วย อย่าพึ่งคิดว่า เมืองไทยทำเหมือนเยอรมันไม่ได้ เพราะเราไม่มีเงิน ใครบอกว่าเราไม่มีเงิน ปีหนึ่ง เรามีเงินทำวิจัย 1,000 ล้านบาท ปีนี้เรายังมีเงินสนับสนุนมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติอีก 9,000 ล้านบาท เงินเป็นหมื่นล้าน ถ้าเรียกว่าไม่มี ก็คงไม่ใช่แล้ว มันจึงอยู่ที่ว่า เงิน อยากไปอยู่กับใคร กลับไปสู่สารบัญ |
.jpg)



