Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















เรียน รู้ เป็น บิน Print E-mail
คมสัน  สุริยะ
28 กรกฎาคม 2552



คนเวียดนามได้งานที่ซูริค!


มีข่าวแจ้งมาจาก Center for Development Research (ZEF) ซึ่งผมทำงานอยู่ที่บอนน์บอกว่าวันศุกร์นี้จะมีงานเลี้ยงอำลาให้เพื่อนชื่อ Le Quang Bao  ซึ่งกำลังจะไปทำงานที่ซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์   คนที่ได้รับข่าวนี้ก็คงต้องร้องว่า โอ้ว จริงหรือนี่ Bao กำลังจะได้งานที่สวิส   เพราะรู้กันอยู่ว่าที่นั่นเงินดีที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป


Le Quang Bao  เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Agent-based Simulation   เข้าเรียนที่ ZEF (บอนน์, เยอรมนี)  ก่อนผม 6 ปี  ที่สำคัญคือเขาเป็นคนเวียดนาม


คำถามของผมคือ  ทำไมคนเวียดนามเก่งและกล้าจัง  ออกมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง  มองไปทางไหนก็มีแต่คนเวียดนามในระดับนานาชาติ    ทำไมไม่ค่อยมีคนไทย  คนไทยด้อยกว่าหรือ



การศึกษาของไทยเน้นให้คนเข้า  "เรียน"

ไม่ได้เน้นให้ "รู้"   ทำให้มีเพียงบางคนที่เข้าเรียนแล้วจะ "รู้"

คนที่รู้ก็ไม่ค่อยได้ฝึกฝีมือ  หรือไม่คิดว่าฝึกไปแล้วจะได้รางวัลอะไร  เลยมีน้อยคนที่จะทำ "เป็น"

และคนที่เป็นก็ไม่ได้มีแรงขับดันให้พัฒนาตัวเองไปจนถึงขั้น  "บิน" ได้




Le Quang Bao  ชาวเวียดนามคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้หล่อกว่าผมมากนัก  เข้า "เรียน" ที่ ZEF      "รู้" เรื่อง Agent-based Simulation    ฝึกทำจน "เป็น"  และเดี๋ยวนี้ "บิน" ไปซูริคได้แล้ว  

นี่เป็นจุดแข็งของระบบการศึกษาของ ZEF  คือ ถ้าทำไม่เป็นจริง ๆ แล้วจะไม่ยอมให้จบเลย  แต่ก็นั่นแหละ พอทำเป็นได้แล้วทีนี้ก็มีงานมารอเพียบ  เพราะจริง ๆ ในโลกนี้มีงานให้ทำเยอะแต่หาคนที่จะทำเป็นจริง ๆ ได้น้อย  (ไม่เชื่อ ลองคิดดูว่า ในเมืองไทยมี 70,000 หมู่บ้าน  มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่มี SAM  และ VCGE   เราต้องผลิตบัณฑิตออกมาอีกกี่พันคนเพื่อที่จะทำแบบจำลองให้ครบทุกหมู่บ้าน  แล้วสำหรับ UN และ World Bank  ที่ดูแลทั้งโลก  มันจะมีรวมกันกี่ล้านหมู่บ้าน  แค่สุ่มมาทำสัก 1% ก็หมื่นหมู่บ้านแล้ว  คน ๆ เดียวทำไม่ไหวหรอก  เอาแค่ Topic  เรื่อง  Sustainable Community-based Tourism ก็หากินไปได้ไม่มีวันหมด  แล้วถ้าต้องมาทำเรื่อง Logistics ให้แต่ละหมู่บ้านอีกจะทำยังไงไหว  ดังนั้นมีงานทำสำหรับคนที่จบมาใหม่เรื่อย ๆ แน่นอน)


วันศุกร์นี้ผมต้องไปแสดงความยินดีกับเขาซะหน่อย  แล้วต้องไปแอบกระซิบถามว่า  เขาบินกันอย่างไร




ค่านิยมของคนไทย



ย้อนกลับมามองเมืองไทย 

ใครที่คิดจะบิน  ถูกกล่าวหาว่า  ไม่รักชาติ 
(ต้องทำงานในเมืองไทยเท่านั้นถึงจะรักชาติ 
ทั้ง ๆ ที่ตัวผมอยู่ต่างชาติ แต่เขียนบทความกลับมาเมืองไทย และเป็นภาษาไทยตลอด ก็ยังโดนกล่าวหา)

ใครที่กำลังฝึกจนจะทำเป็นอยู่แล้ว  ถูกกล่าวหาว่า ดัดจริต 
(เช่น  การพูดภาษาอังกฤษออกสำเนียงให้เหมือนฝรั่ง  ต้องสำเนียงไทยเท่านั้นถึงจะไม่ดัดจริต
หรือ  นั่นแน่ะดัดจริตใช้  Matlab ด้วย)

ใครที่เรียนแล้วกำลังจะรู้   ถูกกล่าวหาว่า  เลี่ยม  อวดรู้  อวดฉลาด  
(เช่น  นี่ถามจริง ๆ เถอะ  รู้แล้วจะเอาไปทำมาหากินอะไร (วะ) )

ใครที่ไม่เข้าเรียนแล้วจบได้  กลับคิดว่า แน่และเท่ห์
(พ่อแม่รวยอยู่แล้ว  ชาตินี้ไม่ต้องทำมาหากินก็ไม่อดตาย  ก็ถูกของเขา แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นจนทำให้หมดตัวก่อนตาย คงหาใหม่ไม่ได้)


อาจารย์ที่ไม่ยอมให้จบ  เพราะนักศึกษาไม่รู้  ทำไม่เป็น   (ยังไม่ต้องถึงกับบินได้)  ถูกมองว่า  อะไรกันนักกันหนา




ตลาดการศึกษาที่เมืองไทยใหญ่  แต่ตลาดความรู้เล็กและแคบ



มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปมาเลเซีย  ว่ายน้ำอยู่ที่โรงแรมแชงการีลา  บรรยากาศดีมากเพราะไม่มีใครเลย ทำให้เหมือนสระว่ายน้ำส่วนตัว  (ได้เจอ ฟร้านซ์ เบคเค่นบาว และได้จับมือด้วย)  ผมคิดว่าอยู่ที่นี่ก็สบายดี  มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี  แต่สิ่งที่เราทำนั้นประโยชน์ตกกับประเทศมาเลเซีย  ไม่ใช่เมืองไทย   ผมคิดว่าถ้าเรากลับไปเมืองไทย  ทำอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง  ประโยชน์ก็ตกอยู่กับเมืองไทยและคนไทย    


พอผมกลับเมืองไทยก็จริงทีเดียวที่ว่า  ตลาดของผมเล็กมาก


นักศึกษาที่ต้องการเรียนเพื่อรู้  ก็มี  แต่น้อย
นักศึกษาที่เมื่อรู้แล้วอยากทำเป็น  ก็มี  แต่ก็ยิ่งน้อย
นักศึกษาที่ทำเป็นแล้วอยากจะบิน  ก็มี  แต่ที่บินได้ด้วยปีกของตัวเองก็ไม่มาก


ประเภทที่อยากบิน  แต่ไม่อยากเรียน ไม่อยากรู้  และไม่สนใจจะทำให้เป็น  มีอยู่มาก


ตลาดเมืองไทยจึง ไม่ใช่ตลาดของการขายความรู้  แต่เป็นตลาดของ การขายฝัน
ขายสิ่งที่เรียกว่า  กำลังใจ
ขายสิ่งที่เรียกว่า  ความหวัง
และทุกอย่างต้อง ป้อน
และ  ต้อง ปากหวานเข้าไว้  คนไทยชอบคำพูดเพราะ ๆ หวาน ๆ 




อยู่เมืองไทยสบายจริง



เราเลยเหมาะที่จะเป็นเมืองท่องเที่ยว
เพราะคนไทยปากหวาน  เป็นมิตร   สบาย ๆ ไม่จริงจังอะไรกับชีวิต  ขึ้เล่น คุยสนุกสนาน  ยิ้มง่าย  ให้เกียรติคนต่างชาติ
และเมืองไทยก็มีอะไร ๆ น่าตื่นตาตื่นใจเหมือนดินแดนแห่งความฝัน
อยู่เมืองไทยทำเรื่องท่องเที่ยวจึงดีที่สุด  



ที่เวียดนาม  Le Quang Bao   เคยเล่าให้ผมฟังว่า  ประเทศของเขาไม่มีอะไร  ทำให้ทุกคนอยากออกจากประเทศเพื่อไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า   เขาต้องตั้งใจเรียนเพื่อที่จะรู้  และทำทุกอย่างให้เป็นจริง ๆ เขาถึงจะบินออกมาอยู่เยอรมันหรือสวิสได้   และไม่ใช่เขาเท่านั้น  คนเวียดนามอีกจำนวนมากคิดเหมือนกันกับเขา


เมืองไทยคงสบายเกินไปจนทำให้ใคร ๆ ก็อยากอยู่เมืองไทย  ไม่มีอะไรผลักให้ บิน    แต่ก็ยังไม่แย่เท่าไม่มีอะไรผลักให้ทำ เป็น   ซึ่งก็ยังไม่เลวร้ายเท่ากับไม่มีอะไรผลักดันให้ รู้   คนจึงส่งลูกหลานเข้า เรียน   เพื่อหวังวุฒิ (กระดาษ) เอาไปปรับวุฒิให้ได้เงินเดือนดีขึ้นอีกนิดหน่อย  และเพื่อหน้าตาของวงศ์ตระกูลเท่านั้น




เรียนไปก็ตกงาน


นักศึกษาของผมคนหนึ่ง:   อาจารย์คะ  หนูไม่อยากเรียนแล้ว  เรียนไปก็ตกงาน

อาจารย์คมสัน:  คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณจะตกงาน

นักศึกษาของผมคนนั้น:  รุ่นพี่ที่จบไปแล้วบอกว่าหางานทำไม่ได้มาหลายเดือนแล้ว

อาจารย์คมสัน:   คุณกับรุ่นพี่ของคุณคนนั้นเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า

นักศึกษาของผม:  ไม่ใช่ค่ะ  แต่คิดว่ายังไงก็คงเป็นเหมือนกัน

อาจารย์คมสัน:   คุณรู้ได้ยังไงว่าคุณจะเป็นเหมือนเขา

นักศึกษาของผม:   ก็เรียนจบที่เดียวกัน

อาจารย์คมสัน:  ผมก็จบที่เดียวกับคุณ  ผมยังได้งานทำ

นักศึกษาของผม:  นั่นมันสมัยอาจารย์  ยังพอมีงาน  ตอนนี้ไม่มีงานแล้ว

อาจารย์คมสัน:  ถึงผมจบรุ่นคุณผมก็มีงาน

นักศึกษาของผม:  อาจารย์จะหางานได้ไง

อาจารย์คมสัน:  ก็ผมทำอะไรได้ตั้งมากมาย  ใคร ๆ ก็เอาผม  ถึงใครไม่เอาผม ผมก็หาเรื่องทำโน่นทำนี่เอง

นักศึกษาของผม:  ก็หนูไม่เก่งเหมือนอาจารย์

อาจารย์คมสัน:  ก็นั่นเพราะคุณไม่ยอมเรียน  แล้วมัวมาบ่นว่าเรียนไปแล้วจะตกงานนั่นแหละ

นักศึกษาของผม:  ถ้างั้นหนูจะกลับไปเรียน  แต่ถ้าหนูไม่ได้งาน  อาจารย์ต้องรับผิดชอบ

อาจารย์คมสัน:  ผมต้องรับผิดชอบคุณด้วยเหรอ  ชีวิตของคุณ  คุณเป็นคนรับผิดชอบ  ไม่เห็นจะมีใครมารับผิดชอบชีวิตผม    "Up there, we have to push ourselves."  บนนั้นเราต้องผลักดันตัวเอง  นี่เป็นคติของนักบิน  เคยดู Top Gun หรือเปล่า

นักศึกษาของผม:  ไม่เคย  ไม่ชอบ  อาจารย์ก็ไม่ได้เห็นจะเป็นนักบิน

อาจารย์คมสัน:  ผมไม่ได้เป็นนักบิน แต่ผมใช้คติของนักบิน

นักศึกษาของผม:  อาจารย์ก็ไม่เห็นไปไหนได้ไกล

อาจารย์คมสัน:  ถ้าผมทำให้คุณได้เห็นแล้วว่าเราบินไปได้ไกลทั่วโลก  คุณจะเชื่อแล้วทำตามผมไหม

นักศึกษาของผม:  ก็อาจารย์ทำให้ดูก่อน  ถ้าทำได้  ก็จะเชื่อ



ผมคงต้องบินให้เธอดู



นั่นคือการสนทนาเมื่อนักศึกษาคนนั้นอยู่ชั้นปี 2   หลังจากสำเร็จการศึกษาเธอได้งานทำแล้วในบริษัทรถยนต์ใหญ่  แล้วเปลี่ยนมาทำงานธนาคารแห่งหนึ่ง ณ สำนักงานใหญ่  เธอยังบินไปไหนไกลกว่าเมืองไทยไม่ได้ก็จริง  แต่นั่นก็เพราะเธออ้างว่าอาจารย์คมสันยังบินไปไหนไกลไม่ได้ 


ผมคงต้องบินให้เธอดูเป็นตัวอย่างเสียแล้ว
Next station:  Zurich






กลับสู่สารบัญ





 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ