| เกร็ดการทำวิจัยตอนที่ 36: ทำอย่างไรเมื่ออาจารย์สั่งให้ไปหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ |
|
|
|
คมสัน สุริยะ 27 มิถุนายน 2552 ผมขอขอบคุณเสียงตอบรับจากท่านผู้อ่านที่ทำให้เกร็ดการวิจัยทั้ง 36 ตอนมีจำนวนการคลิ๊กรวมกันทั้งหมดเกือบถึง 10,000 คลิ๊กแล้ว (เกร็ดการวิจัยตอนที่ 1 ซึ่งเป็นเหมือนล็อบบี้ของบทความชุดนี้ได้รับการคลิ๊กถึง 2,000 คลิ๊กจนได้) ผมจึงอยากจะตอบแทนทุกท่านด้วยเกร็ดการวิจัยแถมให้อีกตอนหนึ่ง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเมลของน้อง ๆ นักศึกษาที่ส่งมาถามกันเรื่อย ๆ (อาจเพราะเป็นช่วงเปิดภาคเรียนใหม่) ว่า "ควรทำอย่างไรเมื่ออาจารย์สั่งให้ไปหาหัวข้อวิทยานิพนธ์" คำแนะนำของผมมีอยู่ 9 ขั้นตอนสั้น ๆ ซึ่งสามารถทำได้ไม่ยากเกินวิสัยเรา ๆ ท่าน ๆ การเริ่มต้นหาหัวข้อก็เป็นสิ่งที่คนเข้าใจผิดกันมาก โดยเฉพาะบางที่สอนว่าให้ไปดูงานเก่า ๆ แล้วเปลี่ยนสถานที่ หรือเปลี่ยนชื่อหุ้น ผลก็คืองานก็จะออกมาซ้ำ ๆ กับงานเดิม เหมือนย่ำอยู่กับที่ เพราะไม่ได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ไกลกว่าเดิม ผมไม่ได้ว่าผิด แต่คิดว่าไม่ดี ถ้าอาจารย์ที่สอนอย่างนั้น ( ซึ่งเข้าใจว่ามีเป็นส่วนน้อย ) มาต่อว่าผมว่า "แล้วจะให้ทำอย่างไร" ผมก็คิดว่าคำถามนี้ก็เหมือนกับคำถามของน้องนักศึกษาที่ถามมาว่า "ควรทำอย่างไรเมื่อต้องไปหาหัวข้อวิทยานิพนธ์" ซึ่งผมก็ขอตอบด้วยความเคารพ ด้วยบทความนี้ การหาหัวข้อวิทยานิพนธ์เป็นเรื่องที่อาจารย์สั่งง่ายที่สุด "คุณไปหาหัวข้อมา แล้วเขียนมาส่งอาทิตย์หน้า ไม่ต้องยาว เอาบรรทัดเดียว" แต่เป็นเรื่องที่นักศึกษาทำได้ยากที่สุด จนถึงอาจจะทำไม่ได้ หรือทำได้ก็ไม่ดี ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา และไม่จบสักที การที่จะทำให้การหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ง่ายขึ้นนั้นมีเพียง 9 ขั้นตอนสั้น ๆ ดังนี้ ขั้นที่ 1 เลือกก่อนว่าตกลงจะอยู่ใน วงการไหน เอาให้แน่ อย่าเอาแบบกล้า ๆ กลัว ๆ เลือกไปเลยสักทาง --- ซึ่งนี่ก็คงยากที่สุดเหมือนกัน ใครว่าง่าย ขั้นที่ 2 วงการนั้นเขาทำเรื่องอะไรกัน ศึกษาดูสักหน่อย (เช่น ลอง search ดูในอินเตอร์เน็ตสักหน่อย ลองไปห้องสมุดดูสักหน่อย ลองถามรุ่นพี่ดู หรือลองถามอาจารย์ที่เราสนิทดู จริง ๆ ก็คือ Literature Review แต่ทำไปอย่างเป็นธรรมชาติ) ขั้นที่ 3 ในบรรดาเรื่องที่เขาทำ ๆ กันอยู่นั้น เราสนใจอยากทำเรื่องอะไร ขั้นที่ 4 ทำไมถึงสนใจ
ทำไมเราต้องตอบ เหตุผลง่าย ๆ ก็คือ เพื่อให้เราอยากทำ ไม่ใช่โดนบังคับให้ทำ (และจะทำอย่างไรถ้าไม่อยากทำ) ขั้นที่ 5 เจาะจงลงไปได้ไหมว่าอยากรู้เรื่องอะไร คำถามคืออะไร อะไรที่ต้องการหาคำตอบ ขั้นที่ 6 แน่ใจไหมว่าไม่เคยมีใครเคยตอบคำถามนี้มาก่อน (นี่ก็คือการทำ Literature Review อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนกัน) ขั้นที่ 6 ถ้าแน่ใจแล้วก็เขียนลงไปว่า จะทำวิทยานิพนธ์เพื่อตอบคำถามต่อไปนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ ขั้นที่ 7 ตั้งชื่อเรื่อง จบ ขั้นที่ 8 ในเมื่อมันจบลงตั้งแต่ขั้นที่ 7 แล้ว ก็อย่ามัวพะวงว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไร เช่น เอ๊ะ เราไม่มีความรู้เรื่องนั้นจะทำได้ไหม ไม่มีข้อมูล ข้อมูลจะหาอย่างไร ขึ้เกียจหาข้อมูล ทำแล้วจะจบไหม ทำแล้วจะดังไหม ทำแล้วจะได้งานทำไหม ทำแล้วจะรวยไหม อะไรอีกสารพัดที่จะทำให้ไม่อยากทำเรื่องนั้น เพราะไม่มีเรื่องไหนที่ Perfect จนสามารถบันดาลให้ทุกอย่างที่เราต้องการเกิดขึ้นได้ มันต้องมีอุปสรรคบ้าง ซึ่งเราก็ต้องแก้ไขกันไป เรื่องเหล่านี้อาจารย์ที่ปรึกษาจะเป็นผู้แนะนำให้ อยู่ที่ว่าจะได้อาจารย์ที่ชำนาญเรื่องนั้นด้วยไหม ถ้าชำนาญ อาจารย์ก็จะเคยทำมาก่อนก็จะรู้ว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ และมีทางลัดอะไรอย่างไร ถ้าอาจารย์ไม่ชำนาญก็อาจจะออกได้สองทาง คือ ไม่ให้ทำ โดยบอกว่าทำไม่ได้ หรือ ให้ทำได้โดยไปเสี่ยงกันเอาดาบหน้า เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับโชควาสนาว่าจะเจออาจารย์ที่ชำนาญหรือไม่ หากใครอยากรู้ว่าอาจารย์ที่ปรึกษามีวิธีการอย่างไรในการตรวจสอบว่าหัวข้อวิทยานิพนธ์ดีหรือไม่ อ่านได้จาก Link ต่อไปนี้ >>LINK<< สรุปขั้นที่ 8 คือ ไม่ต้องคิดมาก ขั้นที่ 9 เมื่อผ่านมา 8 ขั้นได้แล้ว ชีวิตก็เริ่มจะสดใสขึ้น จากนั้นถ้าอาจารย์ถามว่า "คุณจะทำเรื่องอะไร" ก็ให้เล่าให้ฟังว่า " ผม / หนู อยากทำเรื่องนี้ โดยคำถามวิจัยมีอยู่ว่า หนึ่ง สอง สาม สี่ เหตุที่อยากทำก็เพราะว่าคิดว่ามันดีอย่างนั้นดีอย่างนี้" ก็เล่าไป อาจารย์จะเอากลับไปคิดดูว่า มันพอจะโอเคไหม มีเรื่องอะไรที่น่าจะเป็นปัญหาไหม มันปิ๊งหรือยัง มันคริสตอลเคลียร์หรือยัง จากนั้นถ้าอาจารย์โอเคกับเรา ก็ถือว่า หัวข้อผ่าน แล้วเราก็สามารถเริ่มต้นทำงานนั้นต่อไปได้ โดยมีอาจารย์คอยแนะนำยามที่เรารู้สึกว่าจะไปต่อไม่ได้ แต่ถ้าหัวข้อไม่ผ่าน ก็ต้องถามอาจารย์ว่าทำไม อาจารย์อาจจะให้เหตุผลบางอย่างที่อาจารย์คิดว่าสำคัญ น้ำหนักที่อาจารย์แต่ละท่านให้ในเรื่องต่าง ๆ ก็จะแตกต่างกัน คิดเสียว่าอาจารย์ก็เหมือนนิ้วห้านิ้ว ไม่เหมือนกันสักนิ้วและไม่ Perfect สักนิ้ว นิ้วหัวแม่มือสั้นป้อมแต่เข้มแข็งและเอาไว้ยกนิ้วว่าเป็นเลิศ นิ้วชี้ชอบสั่งให้ทำโน่นทำนี่จนเหนื่อยแต่มีประโยชน์มหาศาล นิ้วกลางดูเหมือนไม่ค่อยได้ทำอะไรแต่คอยผลักดันอยู่เบื้องหลังในเกือบทุกเรื่อง นิ้วนางดูเหมือนอยู่ห่างไกลแต่เอาไว้สวมแหวนในโอกาสสำคัญที่มาไม่บ่อยแต่ได้ใจ นิ้วก้อยเล็กสุดแต่เกี่ยวก้อยกันได้ตลอดเวลา แต่ละนิ้วก็ชอบอะไรที่ต่างกัน นิสัยต่างกัน แต่ก็มีข้อดีด้วยกันทั้งนั้น พยายามมองที่ข้อดีของอาจารย์ คำพูดที่เป็นประโยชน์ต่อเรา คำพูดที่ช่วยเหลือเราได้ ไม่จำเป็นต้องเพราะ แต่ถ้าเพราะด้วยก็ยิ่งดี ดังนั้น การเลือกอาจารย์สำคัญมาก เลือกอาจารย์ที่ชอบสิ่งที่เราทำ จริง ๆ ก็คือเลือกอาจารย์ที่ชอบเรา เลือกอาจารย์ที่ไปกันได้กับเรา คุยกันรู้เรื่อง อัธยาศัยเข้ากันได้ มีเรื่องอะไรก็พอจะพูดคุยกันได้ ไม่ใช่แต่โดนด่าอย่างเดียว โดยมากอาจารย์ทุกท่านสามารถบอกได้ว่าเราควรจะทำเรื่องนั้นไปในทางทิศไหน เพียงแต่ว่าเราจะอยากจะไปทางนั้นหรือไม่ ถ้าใช่ ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าไม่ก็ต้องอ่านเรื่อง ทำอย่างไรถ้าไม่อยากทำ ไหนว่าง่าย มาถึงตอนนี้น้อง ๆ อาจจะต่อว่าผมว่า ไหนบอกว่าจะบอกขั้นตอนที่ง่ายขึ้นสำหรับการหาหัวข้อ ไม่เห็นง่ายเลย และใช้เวลามาก ผมอยากจะบอกว่า ขั้นตอนนี้เป็นธรรมชาติที่สุด ถึงจะใช้เวลาหน่อย แต่ทำได้แน่ ทำได้แล้วก็จะดี ทำแล้วก็จะมั่นคงเพราะอยากทำ ไม่ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อย ถึงจะไม่มีอาจารย์ก็ยังมั่นคงได้ เพราะมีภูมิคุ้มกันที่สามารถยืนหยัดไปหาอาจารย์ท่านอื่น และแม้จะได้อาจารย์ที่ไม่ค่อยเข้าใจหรือไม่ค่อยสนับสนุนสิ่งที่เราทำ เราก็จะมั่นคงพอที่จะอธิบายและโน้มน้าวให้อาจารย์เห็นดีเห็นงามตามเราไปด้วย นอกจากนั้นเมื่อถึงเวลาที่เข้าทางตันและไม่สามารถพึ่งใครได้แม้แต่อาจารย์ เราก็ยังจะมั่นคงและตั้งสติได้ด้วยตัวเองและหาทางฟันฝ่ามันไปได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องนั่งร้องไห้เมื่อไม่มีใคร เพราะเรารู้ว่าเราจะทำอะไรตั้งแต่ต้น เรารู้ว่านี่คืองานของเรา เรารู้ว่าเราต้องยืนหยัดอยู่กับมันจนกว่ามันจะสำเร็จ ผมว่าการหาหัวข้อ ก็คือการค้นหาตัวเอง การได้หัวข้อ ก็คือการค้นพบตัวเอง การมั่นคงอยู่ในหัวข้อและกลั้นใจทำจนเสร็จ ก็คือการจารึกความสำเร็จไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ของตัวเอง เมื่อเรารู้แล้วว่ามันดี แต่ต้องใช้เวลา เราก็ต้องให้เวลากับมัน เมื่อเรารู้ว่าอาจารย์ต้องสั่งให้ไปหาหัวข้อแน่ ๆ พันเปอร์เซ็นต์ เราก็ต้องเตรียมหาไว้ก่อน ไม่ใช่รออาจารย์สั่ง เริ่มคิดเทอมนี้ไว้สำหรับเทอมหน้า เริ่มคิดปิดเทอมนี้ไว้สำหรับตอนเปิดเทอม เริ่มคิดตอนปีหนึ่ง ไว้สำหรับปีสอง (ปริญญาโท) เริ่มคิดตอนปีสาม ไว้สำหรับปีสี่ (ปริญญาตรี) คนที่ประสบความสำเร็จ มีกินมีใช้ เขาทำวันนี้เพื่อเตรียมไว้สำหรับพรุ่งนี้กันทั้งนั้น คนที่มีกินวันนี้ ก็เพราะทำเตรียมไว้ในอดีต มาถึงขั้นนี้แล้วใครจะเอาง่ายด้วยการไปดูงานเก่า ๆ ที่เคยทำกันไว้ เปลี่ยนสถานที่ หรือเปลี่ยนชื่อหุ้น ก็ตามใจ อาจจะง่ายกว่า เร็วกว่า แต่หน้าประวัติศาสตร์ก็จารึกไว้อีกนานเท่านานว่า คุณได้ตัดสินใจเลือกอะไรที่ฉาบฉวยอย่างนั้น ถ้ายอมได้ก็ตามสบาย ไม่ว่ากัน ไม่มีเวลาแล้ว ต้องส่งหัวข้อแล้ว ถึงใครจะอ้างว่าไม่มีเวลาแล้ว ก็ยังมีเวลาที่จะลองสละสัก 7 วันเพื่อตอบในสิ่งที่ผมเขียนแนะนำไว้ทั้ง 9 ขั้น ผมว่า 7 วันทำได้ทัน ลองดู เชื่อผม คนเราไม่มีใครทำไม่ได้ ถ้ารู้ว่าต้องทำอะไรจริง ๆ ศักยภาพของคนเราไม่มีที่สิ้นสุด ผมเชื่อว่าคุณทำได้แน่ เพียงแต่คุณเท่านั้นที่ปิดกั้นตัวเองไม่ให้ทำ ซึ่งก็น่าเสียใจกับชีวิตที่คุณเกิดมา เพราะคุณไม่เคยได้ต่อสู้กับอะไรที่คิดว่าไม่น่าจะสำเร็จเลย ลองทำในสิ่งที่ผมแนะนำให้ดูก่อน ถ้าได้ลองทำแล้วแต่ไม่ได้ผล ให้เขียนมาต่อว่าผมได้เลย ผมยังอยู่เคียงข้างคุณ ให้กำลังใจคุณ คุณจะไม่อยู่เพื่อตัวเอง และให้กำลังใจตัวเองเลยเหรอ คุณต้องทำได้ เมื่ออาจารย์สั่งให้คุณไปหาหัวข้อส่งอาทิตย์หน้า คุณมีเวลาถึง 7 วัน ที่จะทำในสิ่งที่ผมแนะนำให้ทำ คุณทำไปทีละขั้น ถ้าทำไม่ทันจริง ๆ ผมเชื่อว่าอาจารย์จะต่อเวลาให้คุณอีก 7 วัน ไม่มีอาจารย์คนไหนอยากทำร้ายคุณหรอก อาจารย์จะยิ่งดีใจถ้าเห็นคุณพยายามเต็มที่ ถ้า 7 วันแรกไม่พอ ต่ออีก 7 วันได้ ไม่แปลก ตกลงว่าสู้นะครับ กลับไปที่สารบัญเกร็ดการวิจัย |
.jpg)



