| อย่าเป็นกบในกะลา |
|
|
|
คมสัน สุริยะ 20 มิถุนายน 2552 ตอนเด็กผมชอบโคลงโลกนิติบทหนึ่งมาก "รู้น้อยว่ารู้มาก เริงใจ กลกบเกิดอยู่ใน สระจ้อย ไป่เห็นชเลไลย มหาสมุทร ชมว่าน้ำบ่อน้อย มากล้ำ ลึกเหลือ" ผมจำได้ว่าตอนนั้นอายุ 13 ปี ผมเป็นประธานชมรมโครงงานและสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์แห่งมงฟอร์ต (MSPC) พวกเราส่งโครงงานวิทยาศาสตร์เข้าประกวดทีไรเป็นได้แพ้โรงเรียนนครสวรรค์ชายตลอด เราจึงอยากรู้ว่าทำไมเราถึงแพ้ เราจึงลงทุนนั่งรถไปนครสวรรค์ เพื่อพบกับอาจารย์สมบัติ โตอิ้ม ผมไม่เคยลืมชื่อนี้เลยทั้งที่นานเป็นยี่สิบปีแล้ว เพราะท่านแน่จริง ๆ เก่งจริง ๆ ต้องยอมรับ และท่านทำให้ผมรู้จักคำว่ากบในกะลา พวกเรา MSPC ได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ (แต่ไม่ใหม่สำหรับพวกนครสวรรค์ชาย) เราเรียนรู้คำว่า "ระบบปิด" และ "ทำยังไม่จบ" แล้วเราก็ตั้งหน้าตั้งตามาปรับปรุงงานของเราที่มงฟอร์ต แต่ก็ยังแพ้เขาอยู่ดี ไม่ใช่เพราะถือว่าเป็นผู้มีพระคุณแล้วจะยอมให้ แต่ว่าเขาเก่งกว่าเราขึ้นไปอีก โรงเรียนนครสวรรค์ชายได้รางวัลชนะเลิศระดับประเทศอยู่หลายสมัยติดต่อกัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพวกเราดูงานมากขึ้น ออกไปสัมผัสกับสิ่งภายนอกมากขึ้น และเริ่มเอามาประยุกต์ใช้กับงานใหม่ของเรามากขึ้น บางครั้งพวกเราทำการทดลองที่ยากถึงขนาดต้องไปขอยืม Lab ที่ มช.ทำ และต้องเรียนเทคนิคกับนักศึกษาปริญญาโท นั่งเรียนกันใน Lab นั้นและทดลองลงมือทำ ขออนุญาตโรงเรียนออกมา โรงเรียนก็ไม่อยากให้เราเป็นกบในกะลา ก็ยอมใจกว้างให้เราออกมา พอโตขึ้นรู้สึกว่าโลกมันกว้างมากกว่า มงฟอร์ต นครสวรรค์ชาย และห้อง Lab ที่ มช. ในตอนนั้น ทำไมเราถึงรู้สึกว่าเหมือนกับเราไม่รู้อะไรเลย ความรู้มันเยอะมาก และชาติตะวันตกก้าวหน้าไปกว่าเราเยอะมาก สิ่งที่เรารู้ เขาคิดได้ตั้งแต่เมื่อ 20 - 30 ปีก่อน กว่าจะทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาคิดไว้ได้ครบ ก็คงต้องใช้เวลาอีกนาน แล้วเราจะคิดให้เหนือกว่าเขาได้อย่างไร แทบเป็นไปไม่ได้ ชาติตะวันตกมีพัฒนาการเรื่องการวิจัยมานานกว่าเรามาก เอาง่าย ๆ ว่ากาลิเลโอไม่ยอมรับว่าโลกแบน จนต้องถูกสั่งให้ดื่มยาพิษ แล้วสมัยอาคิมิดิส ที่วิ่งแก้ผ้าออกมา ร้องยูเรกา หลุยส์ ปาสเตอร์ ผู้ค้นพบวัคซีน แต่ต้องมาตายเพราะคนไม่เข้าใจคำว่าวัคซีน มันกี่ร้อยกี่พันปีกันมาแล้ว เมืองไทยพึ่งเริ่มเรื่องวิทยาศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ 4 ไม่เกิน 200 ปีทีผ่านมา ก่อนหน้านี้คนไทยเลือกที่จะ "เชื่อตาม" ไม่คัดค้าน ไม่แย้ง ไม่พิสูจน์ มาถึงปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้นโดยมาก วัฒนธรรมของเรากับชาติตะวันตกจึงต่างกัน นักศึกษาไทยตั้งใจจดเล็กเชอร์ เช่น ตัวผมเอง นักศึกษาตะวันตกตั้งใจฟังเพื่อเลือกว่าจะเชื่อดีหรือไม่ อาจารย์คนไทยก็เลยสบาย อัดได้เต็มที่ อาจารย์ตะวันตกพูดอะไรก็ต้องระวังตัว และต้องมีเหตุผลรองรับ อาจารย์คนไทยพอคนไหนแย้งก็ชักไม่พอใจ หรือเริ่มมีอาการแกว่ง ถ้าคนไหนทำท่าจะสูสีอาจารย์ ต้องโดนหมายหัว ข้อหาทำตัวล้ำเส้น อาจารย์ตะวันตกเมื่อโดนแย้งจะโต้ตอบทันควัน ยกเหตุผลหักล้างกัน ถ้าพอสูสีก็กลายเป็นเพื่อน ถือว่าฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยง สนุกดี ผมไม่ได้ว่าอาจารย์คนไทยไม่ดี ผมก็อาจารย์คนไทยคนหนึ่ง ถ้าคุณมาล้ำเส้นผม ผมก็จะหมายหัวคุณ (ให้มาคัดลายมือบนเว็ปของผมหลาย ๆ บทความ) แต่ที่เป็นเช่นนั้นเพราะวัฒนธรรมที่เราสั่งสมมาทางวิชาการและวิจัยมันยาวนานต่างกัน ต้องเข้าใจ การจะพัฒนาวิชาการเมืองไทยจึงต้องยอมรับตรงจุดนี้ก่อน ไม่ใช่รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างเดียว เพราะเรารับมาใช้ได้ แต่สร้างต่อไม่ได้ เราบริโภคอย่างเดียว แต่สร้างไปขายไม่ได้ อาจารย์ไกรศรก็พูดเรื่องนี้บ่อยครั้ง เรามีเงินมาจากการท่องเที่ยว มีเงินมาจากการส่งออก แล้วเราก็ขยันบริโภคเทคโนโลยีใหม่ ๆ เวลาที่เราไม่มีเงินมานำเข้า เราก็ลดราคาของที่เรามีทุกอย่าง เพื่อหาเงินมาให้ได้ การท่องเที่ยวของเราก็เลยคุ้มค่าเงินติดอันดับโลก แปลง่าย ๆ ว่าของดีราคาถูก เพราะเราขยันลดราคาแข่งกัน เราจะต้องยอมรับตรงจุดนี้ก่อนว่าเราสร้างไม่เก่ง แล้วเราจะหาทางออกให้เศรษฐกิจไทยอย่างไร เราจะต้องมองไปที่จุดแข็งของเรา กบตัวโตที่อยู่นอกกะลามองเราว่าเราควรเป็นห้าอย่าง ศูนย์กลางการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ --- เสื้อแดงเสื้อเหลือง สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยิงกับเขมร การผลิตรถยนต์ --- GM ล้มละลาย แฟชั่นเมืองร้อน --- ไม่มีใครเป็นเมืองร้อนที่รวยกว่าเราที่พอจะมีเงินซื้อของเรา ศูนย์กลางรักษาพยาบาล --- คนไทยด้วยกันเองแทบจะเอาตัวไม่รอดเมื่อต้องพึ่งบัตรทอง ครัวของโลก --- รัฐบาลหมดตัวเพราะนโยบายประกันราคาข้าว ข้าวโพดจากลาวสวมสิทธิ์ บางทีเราต้องยอมรับในสิ่งที่เราไม่อยากยอมรับ คือเสาที่ค้ำเศรษฐกิจของไทยไว้ได้คือเรื่อง...................... ผมว่าเรายอมรับกันไม่ได้หรอก เพราะมันไม่ได้เป็นตัวเลขใน GDP ผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรเหมือนกัน เพราะตาของผมจับจ้องอยู่ที่ตัวเลข GDP เท่านั้น อย่ามาถามผม ผมตอบไม่ได้ ผมไม่รู้ ผมจึงเว้นช่องว่างเอาไว้ ผมก็เป็นกบในกะลาตัวหนึ่ง ไม่รู้ไม่เห็น ไม่จำเป็นต้องคิด เวลากลับเมืองไทยไปเป็น ดร.คมสัน ก็เป็น ดร. กบ เหมือนเดิม สบายจะตายอยู่แต่ในกะลา หาทางออกให้เมืองไทยไม่ได้เลย ชีวิตของผมก็จะชมว่าน้ำบ่อน้อย มากล้ำ ลึกเหลือ ทุกอย่างในเมืองไทย ดีแล้วครับผม เหมาะสมครับท่าน เอาตัวรอดไปวัน ๆ แต่ถ้าผมไม่ได้กลับเมืองไทยนี่อีกอย่างหนึ่งเลย เกิดเขาให้ผมอยู่ที่เยอรมัน ผมจะทำตัวเป็นกบในกะลาอย่างนั้นไม่ได้เลย คนจะมองว่าไร้ฝีมือ อยู่ไม่ได้ จะรอดไปวัน ๆ ก็ยังรอดไม่ได้ ต้องขยันพูดว่า นั่นไม่ดี มีที่ต้องแก้ไข วิธีแก้ไขทำดังนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ เราต้องการได้รับการสนับสนุนเรื่องนี้ แล้วเราจะทำอะไรออกมาบ้าง หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ถ้าจะให้เราทำอะไรมากกว่านั้น เราต้องการสิ่งสนับสนุนเพิ่มดังต่อไปนี้ พูดกันตรง ๆ การพูดกันตรง ๆ เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เราออกจากกะลา แต่เสียดายที่เมืองไทยพูดกันตรง ๆ ไม่ได้ เพราะถึงออกจากกะลาได้ จะโดนพม่าที่จ้องอยู่นอกกะลาแทงกบ ไม่เหมือนกับอยู่เมืองนอก ถ้าออกนอกกะลาได้ จะกลายเป็นเจ้าชายกบ เรื่องมันลงเอยต่างกันมาก เพราะวัฒนธรรมทางวิชาการและวิจัยที่สะสมมาระหว่างเราและชาติตะวันตก มันนานต่างกัน เราไม่ว่ากัน แล้วทางออกคืออะไร อยากโดนพม่าแทง หรืออยากเป็นเจ้าชายกบ ระวัง เมื่อท่านออกจากกะลา ผิดที่ผิดทาง ป.ล. หรือไม่ก็ต้องชอบผจญภัยกับปลายหอกของพม่า ผมว่าไปผจญภัยว่าสาวไหนจะมาจูบเจ้าชายกบดีกว่า ไหน ๆ ก็ต้องผจญภัยแล้ว เลือกรอยจูบดีกว่ารอยแผลจากหอกพม่า กลับสู่สารบัญ
|
.jpg)



