Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ทางข้างหน้า ก้าวไปสู่ระดับโลก ล้มแล้วต้องลุก มีอะไรสนุกให้ทำอีกเยอะ
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















ล้มแล้วต้องลุก มีอะไรสนุกให้ทำอีกเยอะ Print E-mail

คมสัน  สุริยะ
20 มิถุนายน 2552


ผมไม่ได้ทำงานวิจัย  แต่ผมทำภาพยนตร์

ผมชอบดูภาพยนตร์  ผมอยากทำภาพยนตร์  และผมอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์

แต่สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ตลอดคืองานวิจัยเรื่องแล้วเรื่องเล่า
ซึ่งผมทำมันออกมาแต่ดูเหมือนจะขาดอะไรไปอย่างหนึ่งเสมอ
นั่นคือชีวิตชีวา

งานวิจัยหลาย ๆ เรื่องผมทำเล่น  เพื่อที่จะลองเครื่องมือ
งานอีกหลายเรื่องผมทำเพื่อให้ได้รายได้มาจุนเจือชีวิต
แต่ตอนนี้ผมผ่านช่วงอายุนั้นไปแล้ว 
งานวิจัยของผมกำลังเข้าสู่ยุคที่สอง
นั่นคือฝากความมีชีวิตชีวาไว้บนโลกนี้

หนังของเฉินหลงยุคแรกใช้แต่แรง คล้ายจา พนม 
ต่อมาเสริมเรื่องราว แต่ยังคงจุดแข็งคือความเก่งกาจในบทบู๊
แต่เพิ่มมุขมากขึ้น  ดูสนุกขึ้น และดูเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจมากขึ้น

หนังของเจมส์ คาเมรอน อลังการ เป็นอมตะ
ทุกฉากทุกช็อต  ถ่ายทำขึ้นมาเพื่อความเป็นอมตะ

หนังของจอร์จ ลูคัส  เด่นเรื่องคอมพิวเตอร์กราฟฟิค
และเรื่องราวที่เปี่ยมด้วยจินตนาการมาแต่ไหนแต่ไร

หนังของสตีเว่น สปีลเบิร์ก ทำในสิ่งที่คนไม่กล้าทำ
กล้าหาญที่จะแตกต่าง  กล้าหาญที่จะนำเสนอ
ผสานอารมณ์ที่คนไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกนั้นได้

หนังของอั้งลี่ ไม่มีคำว่าปรานีต่อความรู้สึกในส่วนลึกของมนุษย์
เค้นเอาสิ่งที่มนุษย์ปิดบัง ซ่อนเร้น  ออกมานำเสนออย่างนิ่มนวล
จนเราไม่กล้าจะอายตัวเองในสิ่งที่มนุษย์เป็น

หนังของคมสันเป็นอย่างไร
จืดชืดไร้ชีวิตชีวา
แข็งเหมือนเอาเหล็กสองแผ่นมาประกบกันแล้วให้กินเป็นอาหารเช้า
กระเดือกไม่ลง

บางครั้งเมื่อเรามาถึงจุดที่เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้กำกับใหญ่
แต่คนดูหนังบอกว่าหนังเราดูไม่ได้ 
เราก็ล้มเหมือนกัน

ผมยอมรับว่าเคยล้ม
เพราะความรู้สึกใหญ่กว่าผลงาน
ตามหลักฟิสิกส์แล้วต้องล้มแน่นอน

แต่คนเราล้มแล้วต้องลุก
ตอนนี้ผมกลับมาทำหนังอีกครั้ง
ผูกเรื่องราวที่มีชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
เพราะอาศัยความกล้าที่จะเข้าไปถ่ายทำบางช็อตที่ไม่เคยเข้าไป
และมีเอฟเฟคประกอบแบบที่เรียกว่าไม่อายใคร
เพราะไปหัดทำเอฟเฟคมาแล้วกับผู้เชี่ยวชาญ

ฉายรอบปฐมฤกษ์ไปแล้วที่เยอรมัน
ได้รับการตอบรับดีมาก
จนต้องทำภาคสอง

ตอนนี้กำลังถ่ายทำภาคสอง
กำหนดฉายปลายเดือนกรกฏาคม 2552
ยังไม่แน่ใจว่าเสียงตอบรับจะเป็นอย่างไร

ถ้าดีก็ดีไป
ถ้าไม่ดีก็แย่หน่อย

แต่ถึงจะแย่แค่ไหน ล้มแล้วก็ต้องลุกได้อีก
ผมยังจะต้องทำหนังต่อไป

ผมเคยคิดว่าถ้าไม่จบปริญญาเอกจะทำยังไง
คำตอบก็คือทำหนังต่อไป จนกว่าจะจบ
หมดตัวเป็นหมดตัว

คุณมัตซึชิตะเคยบอกคุณมูเมโนะ ภรรยา  ว่า
ถ้าขายสินค้าล็อตนี้ไม่สำเร็จแล้วต้องหมดตัว
จะไปขายบะหมี่
แต่จะเป็นบะหมี่ที่อร่อยที่สุดในญี่ปุ่น


แล้วถ้าไม่จบกลับไปจริง ๆ จะทำยังไง



ตอบยากสักหน่อย  เพราะเมืองไทยไม่ค่อยมีที่ว่างสำหรับผู้แพ้
ผมจะมีที่สำหรับทำหนังต่อไปไหม


หนังเรื่องใหม่  ฉายให้ได้ใจผู้ชมมากกว่าเดิม
ฉายให้ได้ใจผู้ชมข้ามประเทศ
ส่วนจะทำรายได้ได้ดีหรือไม่นั้น ไม่อาจคาดได้
ขอให้คนที่ได้ดูหนังของผม  ได้รับความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมกลับไป

แล้วรอคอยดูหนังเรื่องใหม่ของผม 
เท่านั้นผมก็ดีใจแล้ว


เบโธเฟน กำกับวงซิมโฟนีครั้งสุดท้ายทั้ง ๆ ที่หูไม่ได้ยินเลย
เขาหันหลังให้ผู้ชมเมื่อเพลงจบ
ไม่รู้เลยว่าผู้ชมปรบมือให้เขามากเพียงใด
จนกระทั่งมีคนสะกิดให้เขาหันไปดู
ขอบคุณเบโธเฟนที่กล้าหาญทำในสิ่งที่คนบ้าเท่านั้นจะทำ
และฝากบทเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9  ไว้ให้โลก
โชคดีที่เราอยู่ที่บอนน์เหมือนกัน
ผมจึงได้เห็นอนุสาวรีย์ของท่านตั้งตระหง่านอยู่กลางจตุรัสเช่นนั้น



และขอบคุณท่านมากที่ยังตั้งหน้าตั้งตายืนอยู่ตรงนั้นเพื่อรอดูหนังเรื่องใหม่ของผม
ผมคิดว่าเราก็บ้าเหมือนกัน
และเราก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้างงานศิลปะเหมือนกัน


ไม่แปลกที่ภาษาเยอรมันจะเรียก Thesis ว่า
Lebenskunstwerk
แปลว่า  งานศิลปะของชีวิต


ไม่แปลกที่คนที่จะเป็น Professor ที่เยอรมันได้ต้องทำ Thesis เล่มที่สอง
เพราะคนที่จะทำงานศิลปะสองเรื่องได้ในช่วงชีวิตสั้น ๆ 
ก็ต้องเป็นศิลปินเท่านั้น


และไม่แปลกเมื่อนักศึกษามาพบ Professor 
แล้วจะสนทนากันได้อย่างสนิทสนมเหมือนกับกำลังสนทนาอยู่กับศิลปิน
และเป็นการสนทนาที่เปี่ยมด้วยพลัง และความมีชีวิตชีวา


ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ Thesis ที่ตามมาทั้งหลายของนักศึกษาเยอรมัน
จะะถูกผลักให้ออกไปสู่โลกของความเป็นจริง โลกของชีวิต โลกของธรรมชาติ
เพื่อซึมซับเอาพลังจากธรรมชาติ  พลังของชีวิต  พลังของความเป็นจริงเหล่านั้นมาเขียนเป็น Thesis
เพื่อมาสร้างเป็นงานศิลปะ
ไม่ใช่แค่เพื่อจบ



แม้แต่พวก Think Tank  
ที่ดูจะมีเรื่องธุรกิจเงิน ๆ ทอง ๆ มากกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัย
พวกนี้ยิ่งมีความเป็นศิลปินอย่างมาก
มีความสามารถในการนำเสนอเป็นเลิศ
มีการผูกเรื่องราวได้อย่างไม่รู้เบื่อ
มีพลังในการหาข้อมูลมาเสนอชนิดที่ผู้ชมไม่สามารถหยุดกะพริบตาหรือหันไปไหนได้
มีแรงดึงดูดอย่างมหาศาลที่ทำให้ผู้ชมเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ 


หากท่านคิดว่าศิลปินคือคนที่พูดด้วยไม่รู้เรื่อง 
ท่านอาจจะไม่เคยเห็นศิลปินของจริง
ผมว่าผู้กำกับทุกคนที่ผมเอ่ยชื่อมาเป็นนักสื่อสารที่ยอดเยี่ยม
มิเช่นนั้นภาพยนตร์ของพวกเขาจะเข้าถึงคนดูได้อย่างไร


งานของผมในอดีตผ่านแล้วก็ผ่านไป  ไม่คิดมาก
เหมือนหนังเฉินหลงยุคแรก  ไม่มีใครเอามาฉายซ้ำใหม่
แต่หนังเฉินหลงยุคต่อมา  คนต้องติดตามดูแทบทุกตอน


ผมยังไม่ได้ตอบคำถามว่า ถ้าไม่จบกลับไปจริง ๆ แล้วจะทำอย่างไร


ผมนึกถึงคำพูดในเรื่อง Top Gun
"...ผมให้โอกาสพวกคุณไปบินแข่งกับนักบินที่เก่งที่สุดในโลก
แต่ถ้าพวกคุณทำพลาดแม้แต่นิดเดียวละก็
ได้โดนไล่ไปเป็นนักบินพาณิชย์เส้นทางฮ่องกงแน่...เข้าใจไหม..."

"เข้าใจแล้วครับผม"



ผมจึงคิดว่า ถ้าไม่จบจริง ๆ  คงต้องรับจ้างถ่ายทำสารคดีต่อไป  คงต้องออกแรงหน่อย แต่ก็ต้องทน
แต่จะบรรจงทำให้เป็นสารคดีที่คนติดกันงอมแงมทั่วประเทศ 
เอาแบบ National Geography 
ไม่ได้ทำหนังก็ไม่เป็นไร  ก็ตีตลาดนิติภูมิ เนาวรัตน์ แทนก็แล้วกัน
นิติภูมิ เนาวรัตน์ เสร็จแน่  เตรียมตัวได้เลย


อีกด้านหนึ่งก็คงเขียนตำราที่ค้าง ๆ ไว้ให้จบเพื่อให้เสร็จภารกิจถ่ายทอดเทคโนโลยี


ดีกว่าจะไปขายผัดไทเหมือนตอนที่คิดไว้ตอนปริญญาตรีปีสามเป็นไหน ๆ
ซึ่งตอนนั้นก็ทำท่าจะมีเรื่องที่ทำให้ไม่จบเหมือนกัน



ไม่มีใครไม่เคยพลาด
แต่ล้มแล้วต้องลุก  
ทำอย่างอื่นต่อไป
หาอะไรสนุก ๆ ทำต่อไป



ถ้าโลกนี้มันดีทุกอย่าง  ก็คงเป็นสวรรค์ไปแล้ว






กลับสู่สารบัญ




 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ